เลี้ยงลูกให้เป็นคนดี ++++รวม ภาพระบายสี free coloring pages++++ ความสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูลูก คนเรามักจะเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า เด็กเปรียบเสมือนผ้าขาว จะย้อมสีอะไรลงไปก็ติดง่ายทั้งนั้น คำเปรียบเทียบดังกล่าว ชี้ ให้เห็นว่า การอบรมสั่งสอนคนในวัยเด็กย่อมเกิดผลดีกว่าทำ เมื่อเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วในทำนองเดียวกัน ถ้าแต่ละครอบครัวได้อบรมเลี้ยงดูลูก ตั้งแต่อายุยังน้อย ก็จะทำให้ลูกเติบโตขึ้นพร้อมกับรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดีหรืออะไรควรทำ และไม่ควรทำ ส่วนครอบครัวที่ไม่เห็นความสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูลูก โดยคิดว่าให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน แล้วนิสัยไม่ดีบางอย่าง อาจจะติดตัวเด็กอย่างถาวรก็ได้ ทั้งนี้เพราะช่วงแรกเกิดจนถึง อายุ 3 ปี จะเป็นระยะที่เด็กมีความรู้สึกนึกคิด มีนิสัยต่าง ๆ เกิดขึ้น ซึ่งมีความสำคัญต่ออนาคตของลูกมาก พ่อแม่ควรได้ตระหนักเป็นอย่างยิ่ง การเลี้ยงดูลูกแบบเผด็จการ ในการเลี้ยงดูลูกพ่อแม่แต่ละรายจะมีวิธีการเลี้ยงดูลูกแตกต่าง กันออกไปตามแต่ที่ตนเองจะเห็นว่าเป็นการเลี้ยงดูที่ดีที่สุด บางครอบครัวมีความคิดเห็นว่า ลูก ๆ ควรเชื่อฟังผู้ใหญ่อย่าง สิ้นเชิง ไม่ควรโต้แย้งหรือ แสดงความคิดเห็นใด ๆ สิ่งที่ผู้ใหญ่ หรือพ่อแม่สั่งให้ทำต้องเป็นสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ลูก ๆ มีหน้าที่ รับคำสั่งและทำตามคำสั่งเท่านั้น เมื่อใดลูกทำผิดในสายตาของพ่อแม่แล้ว ก็จะได้รับการดุด่า ว่ากล่าว และถูกลงโทษทันที การตัดสินว่าลูกทำถูกหรือผิดเป็น ความคิดเห็นของพ่อแม่แต่เพียงฝ่ายเดียว การเลี้ยงลูกตามแบบอย่างที่กล่าว เกิดขึ้นเพราะพ่อแม่มีความ เชื่อว่าตนเองอาบน้ำร้อนมาก่อนลูก ย่อมรู้อะไรดี-ชั่วมากว่าลูก ๆ จึงต้องทำตามที่ตนเองสั่งเท่านั้น และเชื่อว่าการเลี้ยงลูกเช่นนี้จะ ทำให้ลูกมีระเบียบวินัย ว่านอนสอนง่ายและเคารพเชื่อฟังผู้ใหญ่ การเลี้ยงลูกแบบนี้ เรียกได้ว่า เป็นการเลี้ยงลูกแบบเผด็จการ จากการศึกษาของผู้รู้ต่าง ๆ พบว่า การเลี้ยงลูกแบบเผด็จการ เป็นวิธีที่ไม่เหมาะสมกับโลกยุคปัจจุบันทั้งนี้เพราะไม่ว่าเด็กหรือ ผู้ใหญ่ต่างมีความคิดและเหตุผลเป็นของตนเองทุกคนย่อมไม่ต้อง การ ให้ผู้อื่นมาบังคับหรือสั่งให้ปฏิบัติตามที่ผู้อื่นต้องการทุกกรณี นอกจากนี้ยังไม่เป็นการสร้างเสริมความคิด ในการเป็นพลเมือง ของชาติตามระบอบประชาธิปไตย สำหรับผลที่เกิดขึ้นโดยตรงกับลูก ที่พ่อแม่เลี้ยงดูตามแบบ เผด็จการพบว่า เมื่อลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วอาจจะมีนิสัยที่ไม่ สมควรเกิดขึ้นหลายอย่าง เช่น * อาจจะเป็นคนก้าวร้าว เผด็จการเหมือนพ่อแม่ * อาจจะเป็นคนที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง ต้องคอยรับฟัง คำสั่งจากผู้อื่นก่อน * อาจจะเป็นคนที่ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ นิสัยเหล่านี้ จะบั่นทอนความก้าวหน้าในอนาคตของเด็กได้ การเลี้ยงดูลูกแบบปล่อยปละละเลย เราจะพบว่า บางครอบครัวเลี้ยงลูกแบบเข้มงวดกวดขันหรือ แบบเผด็จการ แต่บางครอบครัวอาจจะมีการเลี้ยงดูในแบบที่มีลักษณะตรงกันข้าม คือปล่อยให้ลูกมีอิสระเสรีภาพ ที่จะทำอะไร ๆ ตามใจตัวเอง ลูกจะทำผิดหรือทำถูกพ่อแม่ก็ไม่สนใจ สั่งสอนอบรม เราอาจเรียกการเลี้ยงดูแบบนี้ว่า การเลี้ยงลูกแบบ ปล่อยปละละเลย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพ่อแม่บางคนมีภารกิจใน การทำมาหาเลี้ยงชีพรัดตัวเกินไป จนไม่มีเวลาพอที่จะเอาใจใส่ลูกอย่างใกล้ชิดได้ ลักษณะเช่นนี้อาจจะเกิดกับครอบครัวที่ร่ำรวย หรือยากจนก็ได้ บางครั้งพ่อแม่อาจจะชดเชยการขาดความเอาใจใส่ต่อลูกโดยการให้เงินลูกใช้ตามความพอใจ คบเพื่อนได้ตามสะดวก และ ดำเนินชีวิตตามความต้องการของตนเอง การเลี้ยงลูกแบบปล่อยปละละเลยนั้น ถ้าพิจารณาอย่างผิวเผิน แล้ว บางคนอาจคิดว่าเป็นวิธีการที่ดี เพราะคนเราน่าจะมีอิสระ เสรีภาพในตัวเองที่จะทำอะไร ๆ ตามที่ตนต้องการ แต่ความเป็นจริงนั้น การเลี้ยงดูลูกแบบนี้ก่อให้เกิดผลร้ายต่อ ตัวเด็กเอง และต่อสังคม มากกว่าเกิดผลดี ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า คนเรากว่าจะเติบโตเป็นคนดี รู้จักสิ่งที่ถูกและผิด รู้จักสิ่งที่ควร และไม่ควรนั้น ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อแม่ในแบบ อย่างที่ถูกที่ควร ครอบครัวที่เลี้ยงลูกแบบปล่อยปละละเลย จะส่งผลให้เด็กเกิด นิสัยไม่ดีหลายประการ เช่น การเอาแต่ใจตนเอง ขาดระเบียบ วินัยขาดความมีสัมมาคารวะ ขาดความรับผิดชอบเป็นต้นและถ้า ครอบครัวใดให้เงินลูกไว้จับจ่ายตามความพอใจด้วยแล้ว ลูกมักจะไม่เห็นคุณค่าของเงิน นอกจากนี้ ผลกระทบอาจจะเกิดขึ้นตามมาอีก เช่น การคบ เพื่อนที่ไม่ดี การไปมั่วสุมในสถานที่ไม่สมควรต่าง ๆ ตลอดจน อาจเป็นสาเหตุของการติดยาเสพติดได้ การเลี้ยงดูลูกแบบคุ้มครองเกินไป เป็นธรรมดาที่พ่อแม่ทุกคนย่อมมีความรักและห่วงใยลูกของ ตน แต่พ่อแม่บางคนอาจจะทุ่มเท ความรัก ความเอาใจใส่เป็น พิเศษ แก่ลูกบางคนหรือบางกรณี เช่น การมีลูกคนเดียว ลูก คนแรก ลูกคนสุดท้อง หรือลูกที่มีเพศอย่างที่ตนรอคอยมานาน การเลี้ยงดูลูกแบบนี้ พ่อแม่จะดูแลเอาใจใส่ลูกทุกย่างก้าว ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน หรือการกระทำใด ๆ จะอยู่ในสายตาของพ่อแม่เสมอ พ่อแม่จะเห็นลูกเป็นเด็กเล็ก ๆ ที่ต้องดูแลตลอดเวลา และไม่ยอมให้ลูกพบกับความยากลำบากไม่ว่ากรณีใด ๆ การเลี้ยงดูลูกตามแบบนี้เรียกว่า แบบคุ้มครองเกินไป หรือชาวบ้านเรียกกันว่าแบบไข่ในหิน คือต้องดูแลประคับประคองทุกฝีก้าวนั่นเอง การเลี้ยงดูลูกแบบคุ้มครองเกินไปนั้น จะเห็นว่ายังไม่ค่อย เหมาะสมนักทั้งนี้เพราะมนุษย์มีธรรมชาติที่ต้องการเป็นตัวของ ตัวเอง ไม่อยากให้ใครมาวุ่นวายกับชีวิตของตนเองมากเกินไป แม้ว่าคน ๆ นั้นจะเป็นพ่อแม่ หรือมีความรัก ความห่วงใยต่อ ตนมากเพียงไรก็ตาม เป็นความจริงที่ว่าพ่อแม่ทุกคนรักและห่วงใยลูก แต่การแสดง ออกของความรัก และความห่วงใยควรอยู่ในขอบเขตของความ พอดี การเลี้ยงดูลูกแบบคุ้มครองเกินไปนั้นในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะมีความพอใจ อบอุ่นที่พ่อแม่รักและเอาใจใส่ตนเองแต่ต่อมาลูก อาจจะรู้สึกอึดอัดที่พ่อแม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับชีวิตเขาทุกฝีก้าว การเลี้ยงดูลูกแบบนี้จะส่งผลเสียแก่เด็กหลายประการ เช่น เด็กจะกลายเป็นคนขาด ความมั่นใจในตนเองไม่อดทนต่อความยากลำบาก ไม่ต่อสู้ชีวิต ไม่กล้าตัดสินใจ จิตใจอ่อนแอ คอยแต่จะพึ่งพาผู้อื่นตลอดเวลา การเลี้ยงลูกแบบนี้เรียกว่า เป็นการเลี้ยงแบบไม่รู้จักโต การเลี้ยงดูลูกแบบประชาธิปไตย การเลี้ยงดูลูกแบบประชาธิปไตยนั้น พ่อแม่จะต้องเป็นคนใจ กว้าง มีเหตุผล ถ้าลูกทำผิดก็จะอบรมสั่งสอน หรือแม้จะมีการลงโทษก็จะชี้แจงความผิดก่อน และไม่ลงโทษด้วยอารมณ์ พร้อมทั้งให้โอกาสลูกที่จะชี้แจงเหตุผลของตนด้วยการเลี้ยงดูลูกแบบนี้พ่อแม่จะไม่เข้มงวดเกินไป และขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยลูกจนเกินไป ถ้าครอบครัวหรือสมาชิกมีปัญหาอะไรก็จะช่วยกันแก้ปัญหา พ่อแม่จะไม่ถือว่าลูกเป็นเด็กเล็ก ๆ ตลอดเวลา แต่จะให้ลูกมีโอกาสแสดงความสามารถและยอมรับในเหตุผลของลูก ถ้าเห็นว่า เป็นเหตุผลที่ดี การเลี้ยงดูลูกแบบนี้ก่อให้เกิดผลดีหลายประการ เช่น เด็กจะ มีสุขภาพจิตดี มีวินัยใน ตนเอง มีความเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าตัดสินใจ กล้าจะกระทำในสิ่งที่ถูกที่ควร รับฟังเหตุผลของผู้อื่นและทำตามระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม
แบบฝึกหัดก่อนเรียน : 
แบบฝึกหัดหลังเรียน :