เรื่อง ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย 

มาตรฐานการเรียนรู้

                พ 5.1            ป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ                 
                                     การใช้ยา สารเสพติด และความรุนแรง

ตัวชี้วัด

                พ 5.1 ม.4-6/3 วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพหรือความรุนแรงของคนไทยและ

                                      เสนอแนวทางป้องกัน

 

ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย

***วิชาสุขศึกษา***


 ****ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย****
 
1.ความรุนแรงในสังคมไทย
2.การใช้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กในสังคมไทย
3.รูปแบบการใช้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก
4.หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเมื่อเกิดปัญหาความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก
5.แนวทางป้องกันการใช้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก
6.การป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม


**1. ความรุนแรงในสังคมไทย**
 


     ในการกระทำความรุนแรงใดๆ ที่เกิดขึ้นทั้งโดยเจตนาหรือไม่เจตนา ทั้งต่อตนเองหรือผู้อื่นจะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามความรุนแรงที่ว่านั้นมักมีผลตามมาเสมอ ผลจากความรุนแรงจะมีมากน้อยเพียงไร     ย่อมขึ้นอยู่ที่ระดับความรุนแรงของการกระทำ และสภาวะจิตใจของผู้ถูกกระทำเป็นสำคัญ ทั้งนี้อาจรวมถึงเงื่อนไขของสภาพแวดล้อมและบริบททางวัฒนธรรมด้วย
        การกระทำรุนแรงนั้นหากไม่ได้กระทำกับตนเองแล้วส่วนใหญ่นั้นมักจะเกิดจากผู้มีอำนาจเหนือกว่า กระทำกับผู้ที่อ่อนแอกว่า เช่น สามีกระทำกับภรรยา ญาติผู้ใหญ่กระทำกับเด็ก ครูกระทำกับนักเรียน หรือเพศชายกระทำกับเพศหญิง เป็นต้น สำหรับผลที่เกิดจากการกระทำความรุนแรงคือผลร้ายต่อร่างกายและจิตใจ ผลต่อร่างกายมีตั้งแต่บาดเจ็บเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงขั้นพิการหรือเสียชีวิต สำหรับผลต่อจิตใจนั้น   ก็มักต่อเนื่องยาวนานและกลายเป็นปัญหาสังคมอื่น ๆ ตามมา ที่สำคัญการบำบัดรักษาต้องใช้เวลาและกระทำได้ยาก
 
ความรุนแรงในสังคมไทย
        การกระทำรุนแรงในสังคมไทยเกิดขึ้นได้ด้วยสาเหตุต่าง ๆ กัน ความรุนแรงบางอย่างเป็นผลมาจากความคิดความเชื่อของคนในสังคมที่กระทำระหว่างกัน บางอย่างเกิดจากภาวะจิตใจที่ผิดปกติของคนในสังคม บางอย่างเป็นความรุนแรงที่กระทำระหว่างคนใกล้ชิด และบางอย่างเป็นภัยทางสังคมซึ่งพบเห็น    ได้บ่อยขึ้นในปัจจุบัน
        การกระทำรุนแรงอันเกิดจากความคิดความเชื่อของคนในสังคม           เป็นสิ่งละเอียดอ่อน บางอย่างแฝงมากับความเชื่อในรูปแบบของค่านิยม หรือสืบทอดผ่านทางวัฒนธรรมประเพณีในแต่ละสังคม จนเกิด       การยอมรับ และมักมองข้ามลักษณะความรุนแรงที่ปรากฏ เช่น การนิยมเจาะหูให้แก่ลูกผู้หญิง การนิยม  มีรอยสักแก่ผิวหนังของตนเอง สิ่งเหล่านี้ในสังคมมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ทั้ง ๆ ที่เป็นความรุนแรงที่กระทำขึ้นระหว่างแม่ต่อลูกหรือกระทำกับตนเอง
        การกระทำรุนแรงระหว่างกันตามความเชื่อของไทยโดยทั่วไปแม้จะไม่รุนแรงถึงขนาดทุบตีและยิงทิ้งกันต่อหน้าต่อตาผู้อื่นอันเนื่องมาจากการฝ่าฝืนกฎ หรือลวงมาฆ่าหมู่อย่างลัทธิบางลัทธิในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก แต่ความเชื่อบางอย่างในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยก็มีลักษณะการกระทำรุนแรงจากผลของความเชื่อมิใช่น้อย ในอดีตเวลาก่อสร้างเจดีย์หรือพระธาตุบางแห่งต้องฝังคนเป็น ๆ ข้างใต้แท่นฐาน หรือบางแห่งมีวิธีการรักษาคนเป็นโรคจิตด้วยด้วยวิธีการทางไสยศาสตร์ มีการไล่ผีให้ออกจากตัวโดยการเฆี่ยนตีหรือราดด้วยน้ำร้อน บางแห่งมีพิธีเลี้ยงผีอารักษ์เมืองและมีการฆ่าสัตว์สังเวยแสดงความรุนแรง หรือตัวอย่างการขับไล่ผู้สงสัยว่าเป็นผีปอบไปอยู่นอกเมืองหรือที่ห่างไกลผู้คน ใช้วิธีการที่รุนแรง เช่น ขว้างปา รุมทำร้าย หรือรื้อถอนบ้าน ซึ่งเกิดผลร้ายต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้งร่างกายและจิตใจ
        การกระทำรุนแรงที่เกิดจากภาวะจิตใจที่ผิดปกติ การกระทำรุนแรงเช่นนี้มักเกิดจากคนที่มีจิตใจไม่ปกติซึ่งปะปนอยู่ในสังคม มีทั้งที่เราสังเกตเห็นและไม่เห็น ระดับความรุนแรงขึ้นอยู่กับระดับความผิดปกติของภาวะจิตใจ เช่น คนเป็นโรคจิตประเภทคลั่งสลับซึม ที่ก่อเหตุทำร้ายแก่คนรอบข้างหรือคนในครอบครัวจนเป็นข่าวให้เห็นอยู่เสมอ คนที่คับข้องใจและแสดงความก้าวร้าวต่อภาวะคับข้องใจด้วยการ กระทำรุนแรงต่อตนเองโดยการฆ่าตัวตายในสังคมไทยก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น จากข้อมูลที่ศึกษาพบว่าคนไทยใช้วิธีฆ่าตัวตายโดยการกินยามากถึง 70 % รองลงมาคือแทงตัวเอง กระโดดจากที่สูง ยิงตัวตายและผูกคอตาย นอกจากนั้นยังมีการกระทำรุนแรงอันเกิดจากภาวะจิตใจที่ผิดปกติให้เห็นอีกมากมาย   เช่น คนเป็นเอดส์แพร่เชื้อโดยใช้เข็มวิ่งไล่แทงคนอื่น คนวิปริตทางเพศโชว์อวัยวะเพศต่อหน้าดาราที่ตนคลั่งไคล้จนเกิดความหวาดกลัว เป็นต้น
        การกระทำรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างคนใกล้ชิด ปัจจุบันเป็นปัญหาใหญ่ของสังคม ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขั้นส่วนใหญ่จะเกิดในครอบครัว โรงเรียน หรือชุมชนที่อยู่ใกล้ชิดกัน ลักษณะความรุนแรงมีตั้งแต่ดุด่าด้วยถ้อยคำ ลงโทษด้วยวิธีการแปลก ๆ ทำร้ายร่างกาย และคุกคามทางเพศ ส่วนใหญ่เกิดกับเด็กและผู้หญิง
 
 
ความรุนแรง  (Violence)
 
หมายถึง  พฤติกรรมหรือการกระทำของบุคลใดบุคคลหนึ่ง  โดยใช้กำลัง  หรือใช้อำนาจในการควบคุม  บังคับ  ขู่เข็ญ  การรุกรานสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล  การทารุณกรรมทางจิตใจตลอดจนการกระทำที่ทำให้บุคคลอื่นเกิดความรู้สึกหวาดกลัว  และอาจทำให้ได้รับการบาดเจ็บ  ทรัพย์สินเสียหาย 
 
จากความหมายดังกล่าวแล้วความรุนแรงจึงครอบคลุมเรื่องต่างๆดังต่อไปนี้
 
ประการที่  1  เป็นการกระทำของบุคคลใดบุคคลหนึ่งต่อบุคคลหรือกลุ่มคนอื่นๆ 
ประการที่  2  เป็นการใช้อำนาจหรือใช้กำลังที่กระทำต่อบุคคลอื่น
ประการที่  3  พฤติกรรมอาจเป็นอาจเป็นการข่มขู่  บังคับ  กักขัง  รุกรานเสรีภาพ  เป็นต้น   
ประการที่  4  ผลที่เกิดจากความรุนแรง  ทำให้ผู้ถูกกระทำมีความหวาดกลัว  ได้รับอันตราย  หรือ  ทรัพย์สินเสียหาย
ประการที่  5   ในบางกรณีความรุนแรงมักจะก่อให้เกิดการทารุณกรรมทางจิตใจ 
ประการที่  6  ความรุนแรงมักจะเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาทางอารมณ์หรือการมีอารมณ์ที่ผิดปกติของบุคคล   
 
***สถานการณ์การกระทำรุนแรง***
 
        จากการศึกษาวิจัยได้พบข้อมูลของการกระทำรุนแรงระหว่างคนใกล้ชิดที่น่าสนใจหลายประการ เช่น การข่มขืนผู้หญิงส่วนใหญ่เกิดกับวัยผู้ใหญ่คืออายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในช่วงเวลา 18.00 – 24.00 น. ส่วนใหญ่เกิดเหตุในโรงแรมและเป็นการกระทำของญาติหรือเพื่อนสนิท โดยมักมีการดื่มสุราก่อนก่อเหตุเสมอ สำหรับการละเมิดทางเพศในโรงเรียน เด็กที่ถูกละเมิดทางเพศส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่ไม่อบอุ่นหรือแตกแยก และครอบครัวใหม่ไม่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน โดยทางโรงเรียนไม่มีกฎระเบียบและวิธีการจัดการเรียนการสอนหรือมีความร่วมมือกับผู้ปกครองในการป้องกันปัญหา แม้แต่ในครอบครัวเองก็เกิดความรุนแรงในการอบรมเลี้ยงดู โดยเด็กจะได้รับการเลี้ยงดูด้วยวิธีการที่รุนแรงในด้านจิตใจและร่างกาย ที่น่าสนใจคือผลการวิจัยพบว่าเกิดการรับรู้ที่ต่างกันระหว่างเด็กกับผู้ปกครอง กล่าวคือเด็กจะรับรู้ว่าถูกเลี้ยงดูด้วยวิธีการรุนแรงมากกว่าผู้ปกครองที่รับรู้ว่าได้กระทำรุนแรงกับเด็ก และผู้หญิงที่ถูกกระทำรุนแรงในครอบครัวจะถูกกระทำรุนแรงทางจิตใจมากที่สุด รองลงมาคือทางเพศและทางร่างกาย ส่วนใหญ่ถูกกระทำโดยสามี
     ความรุนแรงที่เกิดจากภัยทางสังคม เป็นความรุนแรงที่พบเห็นได้บ่อยมากตามข่าวของสื่อมวลชน เป็นการกระทำรุนแรงต่อร่างกายและจิตใจในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การชิงทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย ฆ่าล้างแค้น ล่วงละเมิดทางเพศและการใช้แรงงานเด็กอย่างไม่เป็นธรรม จากสถิติของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่สรุปไว้ในปี 2544 ระบุว่าช่วงที่ผ่านมาการทำร้ายร่างกายมีอัตราเพิ่มขึ้น การข่มขืนอยู่ในจำนวนคงที่ ส่วนการใช้แรงงานเด็กมีแนวโน้มลดลงแต่เพิ่มขึ้นในบางภูมิภาค เช่น ภาคใต้ สำหรับเด็กและเยาวชนที่ถูกจับกุมส่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนนั้นเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นภาพของความรุนแรงในสังคมที่เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน
        การคุกคามทางเพศเป็นภัยทางสังคมอีกรูปแบบหนึ่ง จากผลการวิจัยพบว่าการคุกคามทางเพศมักเกิดในที่สาธารณะ พบมากที่สุดคือการเกี้ยวพาราสีจากคนแปลกหน้าในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นการคุกคามที่เกิดความรำคาญและหวาดกลัวอันมีผลร้ายต่อจิตใจ นอกจากนั้นการคุกคามทางเพศในที่สาธารณะเช่น ป้ายรถเมล์ ถนนหนทาง ในช่วงนอกเวลาทำงานโดยคนไม่รู้จักก็มักจะเกิดขึ้นทั้งกับเพศหญิงและชาย โดยปัจจัยที่จะทำให้ถูกคุมคามทางเพศมากที่สุดคือความสวยความหล่อของหน้าตาและเรือนร่างหรือสัดส่วน การกระทำก็ตั้งแต่เอาอวัยวะเพศมาเสียดสีเพื่อสำเร็จความใคร่ จนถึงการลวนลามโดยใช้กำลังประทุษร้ายซึ่งถือว่าเป็นการกระทำรุนแรงของภัยทางสังคมที่น่ากลัว
 
***บทสรุป***
 
        สิ่งที่เป็นปัญหาจากความรุนแรงนอกจากจะเกิดกับร่างกายและจิตใจแล้วส่วนหนึ่งยัง ฝังแน่นในอารมณ์และความรู้สึกของผู้ถูกกระทำต่อเนื่องไปอีกยาวนาน บางคนมีความหวาดกลัวทั้งผู้คนและสถานที่ บางคนรู้สึกทุกข์ทรมานและเจ็บปวด บางคนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองและไม่ไว้วางใจ ผู้อื่น และบางคนคิดว่าสิ่งที่ถูกกระทำเป็นตราบาปที่ติดตัวไปชั่วชีวิต
 
 
 









 
 
***ประเภทของความรุนแรงในสังคมไทย***
 
      โดยทั่วไป  มักจะปรากฏความรุนแรงหลายๆประเภทในสังคมไทย  แต่ละประเภทล้วนแล้วแต่มีความสำคัญที่ควรจะได้รับการเอาใจใส่เพื่อแก้ปัญหา     ถึงแม้ว่าความรุนแรงประเภทต่างๆนั้นอาจจะเกิดมาจากสาเหตุที่แตกต่างกันไปก็ตาม  ก็ควรจะศึกษารายละเอียดให้เพียงพอที่จะนำไปแก้ปัญหาความรุนแรงแต่ละประเภทต่อไป
                ประเภทที่  1  ความรุนแรงในครอบครัว
                ประเภทที่  2  ความรุนแรงต่อสตรี
                ประเภทที่  3  ความรุนแรงต่อเด็กและเยาวชน
                ประเภทที่  4  ความรุนแรงต่อผู้สูงอายุ
                ประเภทที่  5  ความรุนแรงต่อผู้ใช้แรงงาน

 
รูปแบบของความรุนแรง
 
  ความรุนแรงทางด้านร่างกาย (Physical violence)     หมายถึง การกระทำที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บทางด้านร่างกาย  โดยวิธีการต่างๆ   เช่น  การเฆี่ยนตี การเตะ การชกต่อย  หรือวิธีอื่นๆ  ที่ทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับบาดเจ็บทางด้านร่างกาย เช่น ศีรษะแตก  กระดูกหัก เลือดออกภายใน ฟกช้ำ แผลไฟไหม้ ได้รับสารพิษ
ความรุนแรงทางเพศ (Sexual violence)         หมายถึง การกระทำที่บุคคลมีวัตถุประสงค์ที่จะใช้ในการตอบสนองความต้องการทางเพศของตนเอง หรือใช้ความพยายาม  ใช้กำลัง  การบังคับขู่เข็ญ  การหลอกล่อ  การชักชวน  การให้สิ่งตอบแทน  ทั้งนี้เพื่อที่จะทำให้ผู้ถูกกระทำยินยอม
ความรุนแรงทางจิตใจ (Psychological violence)       หมายถึง พฤติกรรมที่ก่อให้เกิดการทำร้ายทางด้านจิตใจ  การควบคุมบังคับบุคคลอื่นอย่างไม่มีเหตุผล  ซึ่งการกระทำนั้นทำให้บุคคลที่ถูกกระทำได้รับความอับอาย มีความรู้สึกด้อยค่า  หรือลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ของตนเองลง
ความรุนแรงที่ก่อให้เกิดความสูญเสียหรือการละเลย/ทอดทิ้ง (Deprivation or neglect) หมายถึง พฤติกรรมของบุคคลที่ไม่เอาใจใส่ดูแล และให้การคุ้มครองอย่างเหมาะสมและเพียงพอ  นอกจากนี้ยัง รวมถึงการทอดทิ้งทางกาย  ทำให้บุคคลได้รับความทุกข์ทั้งกายและใจ
 

 
 






***สาเหตุของความรุนแรง***
 
ประการที่  1 สาเหตุเกิดจากลักษณะส่วนตัวของผู้กระทำความรุนแรง  หมายถึง  บุคคลอาจมีพัฒนาการด้านบุคลิกภาพที่ไม่เหมาะสม  โดยได้รับประสบการณ์ชีวิตในด้านต่างๆที่มีความรุนแรงตั้งแต่เยาว์วัยจนกระทั่งเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่  จึงก่อให้เกิดอุปนิสัยส่วนตัวที่ชอบความรุนแรง  นักจิตวิทยามีความเชื่อว่า  ลักษณะส่วนตัวของบุคคลนั้นอาจจะเกิดจากการเลียนแบบตัวแบบต่างๆ  (Models)  เช่น  ตัวแบบที่เกิดจากบิดามารดาที่ชอบใช้ความรุนแรง  ตัวแบบที่เกิดจากการดูรายการโทรทัศน์  จากการอ่านหนังสือ  เป็นต้น  นอกจากนี้การขาดการอบรมสั่งสอนเพื่อปลูกฝังเรื่องผิดชอบชั่วดี  การขาดความอบอุ่นในครอบครัว  และการเจ็บป่วยทางจิต  จะส่งผลให้เกิดความรุนแรง  
ประการที่  2  สาเหตุเกิดจากการมีทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อผิดๆ  ซึ่งในสังคมแต่ละสังคมมักจะมีความแตกต่างกันไป  ในสังคมไทยอาจมีสิ่งต่างๆเหล่านี้มากมาย  อาทิเช่น  ผู้มีอำนาจย่อมมีสิทธิ์เหนือคนที่ด้อยกว่า  เพศชายย่อมแข็งแรงกว่าเพศหญิง  ภรรยาเป็นสมบัติของสามี  อย่าถือคนเมา  คนใกล้ชิดจะไม่กล้าล่วงเกินทางเพศ  เป็นต้น  ซึ่งสาเหตุนี้มีความสำคัญต่อสังคมไทยเป็นอย่างยิ่ง
ประการที่  3  สาเหตุเกิดจากสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้เกิดความรุนแรง เช่น สื่อประเภทต่างๆ ที่นำเสนอข้อมูล  ข่าวสาร  ที่ก่อให้เกิดการยั่วยุ  หรือการเลียนแบบด้านความรุนแรง  นอกจากนี้อาจมีเหตุการณ์ทางสังคมที่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงได้  เช่น  ฝูงชนที่ชุมนุมกันโดยมีเป้าหมายที่จะก่อให้เกิดความรุนแรง  เป็นต้น
 
     สาเหตุของการกระทำความรุนแรงต่อสตรีและเด็กร้อยละ 28.79 เกิดจากสาเหตุการเมาสุรา และติดสารเสพติด การนอกใจ หึงหวง และทะเลาะวิวาทร้อยละ 24.04 และกฎหมายบางเรื่องยังเปิดช่องว่าง ให้มีการกระทำรุนแรงในครอบครัว เช่น กฎหมายอาญา มาตรา 276 ใช้ถ้อยคำว่า "ผู้ใดข่มขืนหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตน" มีผลให้สามีข่มขืนภรรยาได้โดยไม่มีความผิด
 
 

 
 
การตอบสนองความรุนแรง
 
เมื่อเกิดความรุนแรง  บุคคลจะตอบสนองต่อความรุนแรงแตกต่างกันไป  เช่น 
1. การตำหนิตนเอง  (blame yourself)
2. รู้สึกหวาดกลัว  (feel afraid)
3. รู้สึกโกรธ (feel angry)
4. มีความสับสนทางอารมณ์ (a lot of confused emotions)
5. รู้สึกเหมือนจะบ้าคลั่ง  (feel like you are going crazy)
6. รู้สึกโดดเดี่ยว  (feel very alone)
7. ร้องไห้คร่ำครวญ  (cry a lot)
8. มีปัญหาเรื่องการรับประทานอาหาร  (trouble eating)
9. มีปัญหาเรื่องความรุนแรงรบกวนภายในจิตใจ
     (have trouble getting the violence out of your mind)
10. มีปัญหาเรื่องการนอน  และการฝันร้าย
     (have trouble sleeping, have nightmares)
 






 


ปัญหาความรุนแรงที่สำคัญในสังคมไทย
 

          ผลวิจัยของโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ที่ทำการสำรวจในกลุ่มเด็กเยาวชน 150,000 คนทั่วประเทศ พบว่าเด็กนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษาทั้งในระดับ ทั้งในระดับ ปวช. และ ปวส. ตกอยู่ในวัฎจักร ของการใช้ความรุนแรง การใช้กำลังกันระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ประมาณ 1 ใน 10 หรือประมาณ 700,000 คน จากจำนวนนักเรียนในระดับมัธยม ศึกษา ปวช. และ ปวส. ผลวิจัยดังกล่าวชี้ว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนไม่ใช่ ปัญหาใหม่ ของสังคมไทย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และมีแนวโน้ม เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชนนั้น สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเด็กได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นความเจ็บปวด จากการแตกร้าวของครอบครัว การหย่าร้างของบิดามารดารวมทั้งการนำเสนอของสื่อต่าง ๆ ที่แสดงออกถึงความรุนแรงทั้งรูป ของการละเล่น (games) ภาพยนตร์ ข่าว และภาษาที่ใช้ทั้งการใช้คำพูด หรือภาษาหนังสือ
           ** เหตุการณ์ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ
การทำร้าย การฆาตกรรม การก่อการร้าย การลงทัณฑ์ ทรมาน ข่มขืน การละเมิดทางเพศ การละเมิดสิทธิ และการก่อเหตุไม่สงบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการละเมิดหลักการพื้นฐาน ของกฎหมายสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งการละเมิดสิทธิดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้งผู้หญิงและผู้ชายในรูปแบบแตกต่างกัน ความรุนแรงดังกล่าว ก่อให้เกิดความเดือดร้อนจากการสูญเสียทรัพย์สินบ้านช่อง และญาติพี่น้อง ในบางครั้งเป็นการซ้ำเติมปัญหาสตรี และเด็กผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะครอบครัวยากจน หรือครอบครัวที่มีสตรีรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องรับภาระอบรมเลี้ยงดูลูก รวมทั้งประกอบอาชีพ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอ กับค่าใช้จ่ายในครอบครัวทำให้สตรีเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพที่แย่ไปกว่าเดิม ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของสมาชิกในครอบครัว และบางครอบครัวไม่สามารถประกอบอาชีพอย่างที่เคยทำมาได้ มีผลทำให้ครอบครัวที่ทุกข์ยากอยู่แล้ว มีความลำบากยากจนยิ่งขึ้นไปอีก
          นอกจากนี้แล้วความขัดแย้ง ที่มีการใช้อาวุธยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม การสร้างบาดแผลทางจิตใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้น และคงอยู่ไปจนชั่วชีวิต ปัญหาความรุนแรงจากการขัดแย้ง ที่มีการใช้อาวุธที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ได้แก่
         - กลุ่มคนไร้สัญชาติ
          การหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย และการหนีตายของพลเมืองจากประเทศพม่า มายังประเทศไทย มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) ได้ประมาณการตั้งตัวเลขของผู้อพยพที่เพิ่มสูงกว่าตัวเลขของทางการไทย หลังจากเดือนมีนาคม 2539 อันเป็นปีที่รัฐบาล ทหารพม่า เริ่มนโยบายการอพยพโยกย้ายชาวบ้าน ในตอนกลางวันของรัฐไทใหญ่ มีชาวไทใหญ่ไม่น้อยกว่า 8,000 ถึง 15,000 คน หนีตายเข้ามาในไทย ซึ่ง 47% ของชาวบ้านเหล่านี้มีอายุอยู่ระหว่าง 17 ปีหรือต่ำกว่านั้น และ 45 ปี หรือสูงกว่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การอพยพดังกล่าว เป็นการหนีมาของทั้งครอบครัว ไม่ใช่การอพยพมาหางานทำแบบปกติ แต่ได้กลายเป็นที่ของอัตลักษณ์ถาวร ของการเป็นแรงงานต่างด้าว ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงสวัสดิการหรือการยอมรับใด ๆ ในสังคม
          รัฐบาลไทยได้จัดศูนย์รับผู้อพยพ 9 แห่ง เพื่อรองรับผู้อพยพรวมทั้งสิ้น 131,217 คน แบ่งเป็นชาย 67,147 คน และหญิง 64,070 คน ซึ่งยังคงมีปัญหาเรื่องการไร้สัญชาติและการขาดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อยู่มาก
 
          -  เหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
          เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อสตรีและเด็กอย่างรุนแรง จากการตกเป็นเหยื่อฆาตรกรรม การบาดเจ็บ และการสูญเสียผู้เป็นที่รัก การต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวโดยไม่คาดคิด โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสตรีรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องรับภาระอบรมเลี้ยงดูลูก รวมทั้งต้องประกอบอาชีพเพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของสมาชิกในครอบครัว และบางครอบครัวไม่สามารถประกอบอาชีพอย่างที่เคยทำมาได้ มีผลทำให้ครอบครัวที่ทุกข์ยากอยู่แล้ว มีความลำบากยากจนยิ่งขึ้นไปอีก
          เหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิต และการบาดเจ็บทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนจำนวนมาก จากรายงานเหตุการณ์ ความไม่สงบของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ระหว่างปี 2547-2548 ก่อให้เกิดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวน 1,706 ราย
          ซึ่งผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและสตรีเป็นอย่างมาก จากข้อมูลกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเด็กกำพร้าและสตรีหม้ายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มกราคม 2550) มีเด็กกำพร้าทั้งบิดามารดา จำนวนทั้งสิ้น 1,425 คน นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดสตรีหม้าย ที่จะต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวจำนวนทั้งสิ้น 743 คน
          ในสถานการณ์ความขัดแย้ง สภาพทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม มีความละเอียดอ่อน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหา ความรุนแรงในสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ใน คณะกรรมการอิสระ เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ อันประกอบไปด้วย กรรมการอิสลามประจำจังหวัด นักวิชาการ นักสันติวิธี ทนายความ ครู พระสงฆ์ องค์กร พัฒนาเอกชน องค์กรประชาธิปไตย และนักธุรกิจ ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง จำนวน 8 คน จาก 49 คน คิดเป็นร้อยละ 16.33 จะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่เข้ามามีบทบาทในคณะกรรมการ ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก สตรี และเยาวชน โดยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน นักการเมือง สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้นั้นที่สำคัญคือ เสนอแนะนโยบายมาตรการ กลไก และวิธีการสร้างสมานฉันท์และสันติสุขในสังคมไทยโดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการสร้างความยุติธรรม ลดความไม่เข้าใจระหว่างกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายขจัดเงื่อนไข และป้องกันปัญหาความรุนแรง และสร้างความ สามัคคีธรรม ให้เกิดขึ้นในชาติ




 




 
 
**2.การใช้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็กในสังคมไทย**
 
   ปัญหาการใช้ความ"รุนแรง"ใน"สังคมไทย"ได้ทวีจำนวน และความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการใช้ความรุนแรงที่มีต่อ "เด็ก สตรี" แต่สิ่งน่าเศร้า และน่าเป็นห่วง คือ ความรุนแรงการละเมิดทางเพศทางเด็ก มีจำนวนตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ได้ให้ความสนใจ ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหาความรุนแรง ในรูปแบบต่างๆ ทั้งการดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่มีมี
ประสิทธิภาพนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ต้องมีการศึกษาวิจัย เพื่อให้เข้าใจในรากเหง้าของปัญหา สาเหตุปัจจัยของการเกิดปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย เพื่อให้เกิดความรู้ใหม่ เป็นแนวทางการแก้ไขความรุนแรง ผลการศึกษายังสามารถใช้เป็นหลักฐานอ้างอิง ในการผลักดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหา และกำหนดนโยบาย ด้านสังคมและกฎหมายต่อไป

 
 
      ในอดีตสังคมไทยมีอุดมคติว่าสถาบันครอบครัวเป็นสถาบันที่ปลอดภัย สงบสุข แต่ปัจจุบันพบว่าสังคมไทยมีแนวโน้มของความรุนแรง การบาดเจ็บ และเสียชีวิต จากการทำร้ายกันเพิ่มมากขึ้น โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ กรมตำรวจ กระทรวงสาธารณสุข ต่างระบุตรงกันว่าปัจจุบันเด็กหลายคนถูกพ่อแม่ทอดทิ้ง และเด็กถูกทำร้ายจากในบ้านมากกว่านอกบ้าน ทั้งจากผู้เป็นพ่อแม่ คนรู้จัก หรือสามีภรรยาที่อยู่ร่วมกัน   
      ขณะนี้สถาบันครอบครัวอาจเป็นสถาบันที่อันตรายมากที่สุด ทั้งนี้มีรายงานจากต่างประเทศระบุว่า ในแต่ละปีมีผู้หญิงอย่างน้อย 1.5 ล้านคน ถูกข่มขืน หรือถูกทำร้ายทางร่างกายจากสามี หรือคู่รัก โดยเกือบครึ่งหนึ่งของผู้หญิงเหล่านี้"ถูกทำร้าย"จนได้รับบาดเจ็บ และหลายรายถูกทำร้าย ขณะตั้งครรภ์ ส่วนปัญหาความรุนแรงในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ขวบ จากทั่วโลกพบว่าเด็กจำนวน 1 ใน 5,000 คนเสียชีวิต จากการถูกทำร้ายทางร่างกายและทางเพศ รวมทั้งถูกทารุณกรรม
 
 
      ส่วนประเทศไทยพบว่ามีผู้หญิงราว 1 ใน 3 ถูกทำร้ายจากสามี โดยข้อมูลจากองค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านเด็ก และสตรีระบุมีผู้หญิงที่มารับบริการบ้านพักฉุกเฉิน เนื่องจากถูกทำร้ายจากคนในครอบครัวสูงถึงร้อยละ 80 ซึ่งในจำนวนนี้ กว่าครึ่งถูกทารุณเป็นประจำ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลจากองค์การมูลนิธิพิทักษ์สิทธิเด็กระบุว่า มีเด็กที่ถูกทารุณมารับบริการเพิ่มขึ้นทุกปี จากข้อมูลปี 2544 พบว่าเด็กที่ได้รับความช่วยเหลือส่วนใหญ่ร้อยละ 39 เป็นเด็กที่ถูกข่มขืน และร้อยละ 31 เป็นเด็กที่ถูกทำร้ายจากคนในครอบครัว ซึ่งในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 43 เป็นเด็กผู้หญิงที่มีอายุต่ำกว่า 9 ปี และเกือบครึ่งถูกทำร้ายจากผู้เป็นพ่อและญาติ
       
    ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหา ที่สังคมไทยได้ละเลยมาเป็นเวลานาน โดยขาดการให้ความสำคัญต่อการป้องกัน และแก้ไขฐานะปัญหาอาชญากรรมประเภทหนึ่ง ซึ่งหากแท้ที่จริงแล้วปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นปัญหา ที่สมาชิกในสังคมสามารถตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม ได้ง่ายกว่าอาชญากรรมประเภทอื่น ในขณะเดียวกันหากปัญหานี้ ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจส่งผลให้เกิดวงจรของการใช้ความรุนแรงในครอบครัวหมุนเวีย นกันต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอุปสรรคต่อการสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมต่อไป
 
        “สิ่งหนึ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยได้คือ การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง และวัฒนธรรม สังคมต้องตระหนักและเห็นความสำคัญ โดยไม่คิดว่าเป็นปัญหา เฉพาะสมาชิกในครอบครัวเท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะที่ผ่านมาประเทศไทย ยังไม่มีการทำวิจัยเรื่องนี้อย่างจริงจัง และสังคมไทยยังมองว่าเรื่องความรุนแรง เป็นเรื่องส่วนตัวที่เต็มไปด้วยช่องว่าง และยากที่จะเข้าถึงนั่นเอง”
       ทางสมาคมฯจึงได้เร่งเห็นความสำคัญ เกี่ยวกับการวางแผนครอบครัว ให้มีความสุขมาโดยตลอด จึงมีการลงพื้นที่ตามจังหวัดในสถานบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่ออบรมให้ความรู้กับนักเรียน นักศึกษา เกี่ยวกับภัยใกล้ตัว ส่วนในชุมชนได้ส่งเจ้าหน้าที่อาสมัครเข้าไปให้ความรู้อบรมอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเลือกในจังหวัดที่พบสถิติการความรุนแรง และการละเมิดทางเพศที่มีตัวเลขจำนวนมาก โดยการให้ความรู้กับชาวบ้าน หัวหน้าชุมชน ในการสร้างเครือข่ายในการเฝ้าระวังความรุนแรง และการถูกละเมิดทางเพศของเด็ก สตรี
      นั้นเป็นเพียงปัญหาเล็กน้อยในสังคม แต่ยังมีปัญหาความรุนแรงในสังคมอยากจำนวนมากที่น่าจับตา เพราะนับวันยิ่งมีความรุนแรง และเลวร้ายเพิ่มมากขึ้น การแก้ปัญหาคงอยากหากทุกคนไม่รวมกัน...!!!
        ในปัจจุบันนักวิชาการ สาขาต่างๆ และนักปฏิบัติการ ในองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ให้ความสนใจ ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา ความรุนแรง ในรูปแบบต่างๆ มากยิ่งขึ้น การดำเนินการป้องกัน และแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการศึกษาวิจัย เพื่อให้เข้าใจ ในรากเหง้า ของปัญหา สาเหตุ ปัจจัยของการเกิดปัญหา ความรุนแรงในบริบท ของสังคมไทย รวมทั้งการค้นหารูปแบบ และแนวทางในการป้องกัน และแก้ไขปัญหานี้ อย่างเป็นระบบ และตามหลักวิทยาศาสตร์สากลเพื่อให้ได้องค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เชื่อถือ และอ้างอิงได้ในทางปฏิบัติ ผลการศึกษาวิจัย ยังสามารถใช้เป็น หลักฐานอ้างอิง ในการผลักดัน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แก้ไขปัญหา และกำหนดนโยบาย ด้านสังคมและกฎหมายต่อไป การที่ข้าพเจ้าได้ ร่วมกิจกรรม World Cafe ในห้องเรียนซึ่งเป็น
กิจกรรมที่เปิดโอกาสได้ให้นักศึกษาได้เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันซึ่งมีประเด็นที่พูดคุยกันใน World Café ดังนี้
 
1.ปัญหาการใช้ความรุนแรงต่อเด็กและสตรีในชุมชนที่ท่านอยู่
 
 2.ปัญหาความรุนแรง ต่อเด็กและสตรี
ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุสำคัญมาจากความไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นผลจากสังคมในอดีตที่ยกย่องบุรุษมากกว่าสตรี ที่มีกำหนดไว้ในประเพณีและกฎหมาย การถูกจำกัดสิทธิ ตลอดจนการจะใช้สิทธิของสตรีก็ต้องอาศัยบุรุษเป็นสื่อกลาง ซึ่งในชุมชนของข้าพเจ้าจะมีโรงแรมและที่พักเป็นจำนวนมาก ปัญหาที่พบบ่อยในชุมชนคือ
1. การมั่วสุมของวัยรุ่นและการทะเลอะวิวาทตบตีกัน
2.  เครือข่ายนักศึกษาเพื่อช่วยเหลือแก้ปัญหาการกระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรี
เครือข่ายนักศึกษาสามารถจัดทำโครงการเพื่อช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง โดยการประชาสัมพันธ์และช่วยเหลือดังนี้
- เฝ้าระวังปัญหา
- แจ้งเหตุเมื่อพบเห็นปัญหา
- ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เช่น ปฐมพยาบาล ทำแผล ทายา ห้ามเลือดฯลฯ
- ประสานกับแหล่งช่วยเหลือ
- ปลอบใจ ให้กำลังใจให้ต่อสู้ชีวิต และมีความหวัง
- ให้ข้อมูลได้ตัดสินใจเอง เช่น แนวทาง และแหล่งความช่วยเหลือ สิทธิทางกฎหมาย ฯลฯ
- จัดกิจกรรมตามความต้องการของชุมชน
- เผยแพร่ให้ความรู้ในชุมชนได้ตระหนักถึงปัญหา โดยการสนทนากลุ่ม ติดโปสเตอร์ กระจายเสียง จัดกล่องรับความคิดเห็น
3. การขับเคลื่อนเครือข่ายนักศึกษาเพื่อช่วยเหลือเด็กและสตรีโดยใช้ IT เป็นเครื่องมือสำคัญ
4. ประโยชน์ที่ได้รับจากการสนทนาเปิดโลก-สภากาแฟ ประโยชน์ที่ได้รับจากการเปิดสภากาแฟคือ
ทำให้ได้รับความรู้ ได้แก่ การฟังเรื่องราวที่เป็นวิชาการ ข่าวสารและข้อแนะนำต่าง ๆ การฟังเพื่อความรู้ 
 
 
 
 
ความรุนแรงในเด็กและสตรี
 
     สถานการณ์ความรุนแรงในประเทศไทย นับว่ายังเป็นปัญหาสำคัญ และส่งผลกับสตรีและเด็กเป็นวงกว้างและเกิดขึ้นในหลายรูปแบบ ทั้งความรุนแรงในครอบครัว ในสถานศึกษา สถานที่ทำงาน และสถานการณ์ในสังคมทั่วไป รวมถึงความรุนแรง ที่กำลังเกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น นอกจากนี้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก ยังเกิดในลักษณะของการค้ามนุษย์ การข่มขืนกระทำชำเรา การคุกคามทางเพศ การบังคับการค้าประเวณี อันเนื่องมาจากการนำเสนอภาพลักษณ์ ของผู้หญิง ในทางลบ ของสื่อต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการสื่อในเรื่องทางเพศ
 
(Sex object) ข้อมูลจากการประชุมการปราบปรามการกระทำผิดต่อเด็กระดับนานาชาติ 26 ประเทศทั่วโลก ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสในเดือนกันยายน 2549 ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศ ที่เผยแพร่ภาพลามกอนาจารของเด็กและสตรีผ่านเว็บไซต์ เป็นอันดับที่ 5 ของโลก (จากการสำรวจของสถาบันจัดลำดับอินเตอร์เน็ต ที่น่าเชื่อถือ ที่รู้จักกันในนาม Internet Watch Foundation) โดยมีประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 1 51.1% อันดับที่ 2 รัสเซีย 14.9% อันดับที่ 3 ญี่ปุ่น 14.9% อันดับ 4 สเปน 8.8% อันดับ 5 ไทย 3.6% อันดับ 6 เกาหลี 2.16 % อันดับ 7 อังกฤษ 0.2% ประเทศอื่น ๆ อีก 7.5%
 
 (มติชน วันที่ 4 ตุลาคม 2549) นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาความรุนแรงอันเกิดจากสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ สถานการณ์ความรุนแรงดังกล่าว สตรีและเด็กทั้งชาวพุทธ และอิสลามต่างได้รับผลกระทบจากความรุนแรง อันส่งผลถึงการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ทรัพย์สิน สุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ การละเมิดสิทธิรวมทั้งการตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย ซึ่งได้รับผลกระทบทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม ทั้งทางร่างกายและบาดแผลทางจิตใจ  สำหรับในปี 2549 ข้อมูลจากโรงพยาบาลจำนวน 91 แห่ง ในสังกัดกรมอนามัย กรมการแพทย์ กระทรวงกลาโหม และ โรงพยาบาลในสังกัด สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีจำนวนผู้ขอรับบริการทั้งสิ้นจำนวน 14,382 ราย จำแนกเป็นเด็กอายุระหว่างแรกเกิดถึง 18 ปี จำนวน 7,164 ราย คิดเป็นร้อยละ 50.19 ซึ่งผู้กระทำส่วนใหญ่เป็นคนที่รู้จักและมีความใกล้ชิด โดยสามีเป็นผู้ กระทำร้อยละ 26.26 สมาชิกในครอบครัวร้อยละ 14.27 พ่อ/แม่ และพ่อเลี้ยง และแม่เลี้ยงร้อยละ 3.30 และ 2.11 ตามลำดับ
 
ความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นในสังคมปัจจุบันมีจำนวนมากขึ้น และทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ดังเราจะเห็นเป็นข่าวที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์รายวันทั่วไป เช่น เด็กนักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน , เด็กวัยรุ่นใช้ปืนยิงคู่อริ และยิงตัวตาย กลุ่มเด็กวัยรุ่นรุมข่มขืนเด็กผู้หญิง ฯลฯ มีการใช้อาวุธที่รุนแรงและอันตราย เช่น มีด ปืน วัตถุระเบิด ความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นนำไปสู่สาเหตุการตายในเด็กวัยรุ่นมีจำนวนมากขึ้นนอกจากสาเหตุจากอุบัติเหตุจากยานยนต์ที่เคยเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่ง เด็กวัยรุ่นเป็นช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ วุฒิภาวะทางด้านอารมณ์ การปรับตัวเข้าอยู่ในสังคม ที่สำคัญโดยธรรมชาติของเด็กวัยรุ่น เป็นช่วงระยะเวลาแห่งการเรียนรู้หาประสบการณ์ อยากลองสิ่งแปลกใหม่และทำในสิ่งที่ท้าทาย โดยมีความรู้สึกว่าตนเองแน่ เก่ง ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดกับคนอื่นจะไม่เกิดกับตนเองและไม่คำนึงผลที่จะเกิดตามมาในอนาคต ซึ่งเป็นสาเหตุนำไปสู่การมีพฤติกรรมเสี่ยงหรือพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ในวัยรุ่นมากมาย เด็กวัยรุ่นเรียนรู้ชีวิตจากชีวิตจริงที่เขาดำเนินอยู่ ขณะเดียวกันเขาก็เรียนรู้หรือซึมซับความรุนแรงจากชีวิตจริงที่เขาได้เห็นได้สัมผัสจากคนใกล้ชิด , ครอบครัว , ชุมชน , สังคม , โรงเรียน , สิ่งแวดล้อม ตลอดจนจากสื่อต่างๆ ที่มีผลกระทบอย่างมากต่อเด็กเล็กๆ และเด็กวัยรุ่นในสังคมปัจจุบัน ความหมายของคำว่า Violence หรือ ความรุนแรง หมายถึง การกระทำที่มีหรือส่อว่ามีเจตนาที่จะกระทำให้บุคคลอื่นหรือกลุ่มบุคคลอื่นได้รับบาดเจ็บ การบาดเจ็บนี้อาจเนื่องมาจากการทำร้ายร่างกายและจิตใจ ตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ บทบาทของเด็กวัยรุ่นนั้นในความรุนแรงนั้น อาจจะเป็นทั้งผู้กระทำและถูกกระทำ ซึ่งขึ้นอยู่กับโอกาสปัจจัยสิ่งแวดล้อม ฯลฯ จากการศึกษาพบว่าเด็กวัยรุ่นจะตกเป็นผู้ถูกกระทำ ( ถูกทำร้าย ) เป็น 2 เท่าของผู้ใหญ่และในปัจจุบันพบว่าเด็กที่ถูกทำร้ายและทำร้ายผู้อื่นจะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ และผู้ชายโดยทั่วไปแล้วจะเป็นทั้งผู้ทำร้ายและผู้ถูกทำร้ายสูงกว่าเด็กผู้หญิง ยกเว้นบางกรณีเรื่องทางเพศ กลุ่มเด็กผู้หญิงจะเป็นผู้ถูกกระทำสูงกว่าเพศชายและที่น่าสนใจก็คือ เด็กที่ถูกทำร้ายคนที่เป็นผู้กระทำมักจะเป็นคนใกล้ชิดและมักจะเป็นคนในครอบครัวและสาเหตุการตายความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นมักจะเป็นสาเหตุจากการใช้อาวุธปืน เป็นสาเหตุอันดับหนึ่ง นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าสมมุติฐานของความรุนแรงเกิดมาจากประสบการณ์หรือการเรียนรู้ความรุนแรงที่เคยได้รับรู้ได้เห็นมาก่อน
 
ฉะนั้นในการแก้ไขและป้องกันปัญหาความรุนแรงจะต้องไม่ให้มีตัวอย่างหรือเห็นความรุนแรงในสังคมให้เด็กได้เห็นหรือเรียนรู้ปัญหาความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นจะมีปัจจัยต่างๆ เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องหลายปัจจัยร่วมกัน ส่งเสริมให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น เช่น ปัญหาทางด้านพันธุกรรม , ฮอร์โมน , ความผิดปกติทางด้านร่างกาย , พื้นฐานทางด้านอารมณ์ , การเลี้ยงดู , สภาพทางด้านครอบครัว , วัฒนธรรม , ค่านิยม , ความเชื่อถือ , เชื้อชาติ ตลอดจนกฎเกณฑ์ทางด้านสังคมและกฎหมายต่างๆ แต่ปัจจัยที่สำคัญที่นำไปสู่ความรุนแรงที่เราพบเห็นเป็นประจำที่ปัจจุบันมีอิทธิพลอย่างมาก คือ สื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ วิดีโอเกมส์ คอมพิวเตอร์ และสิ่งที่จะชักจูงนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่ายมากขึ้น คือ พวกเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมต่างๆ ยา        สารเสพติด ฯลฯ ซึ่งกลุ่มเด็กวัยรุ่นเป็นกลุ่มเสี่ยงและล่อแหลมต่อสิ่งดังกล่าว ถ้าหากไม่มีการควบคุมกำกับดูแลที่ดีในปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้จะมีผลเสียเกิดขึ้นตามมากับเด็กวัยรุ่นมากกว่าผลดีที่เด็กวัยรุ่นควรจะได้รับ
 
          ในอดีตนั้นบุคลากรทางด้านการแพทย์มองปัญหาความรุนแรงในเด็กวัยรุ่นเป็นเรื่องทางด้านกฎหมาย ตำรวจ ศาลพิจารณาคดี แต่ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าแพทย์จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขป้องกันปัญหาดังกล่าว รวมทั้งองค์กรต่างๆ ในสังคมทั้งภาครัฐเอกชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมอย่างมากจึงจะทำให้ผลที่เกิดตามมาจากความรุนแรง เช่น การตาย การกระทำความรุนแรงเป็นนิสัยปกติ , การถูกลงโทษกักขังผู้กระทำความรุนแรงหรือความผิดมีจำนวนลดน้อยลงและสังคมมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
 
สาเหตุของความรุนแรงในเด็กและสตรี
 
    สาเหตุของการกระทำความรุนแรงต่อสตรีและเด็กร้อยละ 28.79 เกิดจากสาเหตุการเมาสุรา และติดสารเสพติด การนอกใจ หึงหวง และทะเลาะวิวาทร้อยละ 24.04 และกฎหมายบางเรื่องยังเปิดช่องว่าง ให้มีการกระทำรุนแรงในครอบครัว เช่น กฎหมายอาญา มาตรา 276 ใช้ถ้อยคำว่า "ผู้ใดข่มขืนหญิงซึ่งมิใช่ภรรยาของตน" มีผลให้สามีข่มขืนภรรยาได้โดยไม่มีความผิด
 
 ความรุนแรงในโรงเรียนและสถาบันการศึกษา
 
          ผลวิจัยของโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชนรายจังหวัด (Child Watch) ที่ทำการสำรวจในกลุ่มเด็กเยาวชน 150,000 คนทั่วประเทศ พบว่าเด็กนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา และอาชีวศึกษาทั้งในระดับ ทั้งในระดับ ปวช. และ ปวส. ตกอยู่ในวัฎจักร ของการใช้ความรุนแรง การใช้กำลังกันระหว่างเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ประมาณ 1 ใน 10 หรือประมาณ 700,000 คน จากจำนวนนักเรียนในระดับมัธยม ศึกษา ปวช. และ ปวส. ผลวิจัยดังกล่าวชี้ว่า ปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนไม่ใช่ ปัญหาใหม่ ของสังคมไทย แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และมีแนวโน้ม เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชนนั้น สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประสบการณ์ ความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งเด็กได้รับการถ่ายทอดประสบการณ์เหล่านั้นความเจ็บปวด จากการแตกร้าวของครอบครัว การหย่าร้างของบิดามารดารวมทั้งการนำเสนอของสื่อต่าง ๆ ที่แสดงออกถึงความรุนแรงทั้งรูป ของการละเล่น (games) ภาพยนตร์ ข่าว และภาษาที่ใช้ทั้งการใช้คำพูด หรือภาษาหนังสือ
 
          เหตุการณ์ความขัดแย้งที่มีการใช้อาวุธ การทำร้าย                 การฆาตกรรม การก่อการร้าย การลงทัณฑ์ ทรมาน ข่มขืน          การละเมิดทางเพศ การละเมิดสิทธิ และการก่อเหตุไม่สงบต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เป็นการละเมิดหลักการพื้นฐาน ของกฎหมายสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งการละเมิดสิทธิดังกล่าวส่งผลกระทบต่อทั้งผู้หญิงและผู้ชายในรูปแบบแตกต่างกัน ความรุนแรงดังกล่าว ก่อให้เกิดความเดือดร้อนจากการสูญเสียทรัพย์สินบ้านช่อง และญาติพี่น้อง ในบางครั้งเป็นการซ้ำเติมปัญหาสตรี และเด็กผู้หญิง ซึ่งเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะครอบครัวยากจน หรือครอบครัวที่มีสตรีรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องรับภาระอบรมเลี้ยงดูลูก รวมทั้งประกอบอาชีพ เพื่อให้มีรายได้เพียงพอ กับค่าใช้จ่ายในครอบครัวทำให้สตรีเหล่านี้ต้องตกอยู่ในสภาพที่แย่ไปกว่าเดิม ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของสมาชิกในครอบครัว และบางครอบครัวไม่สามารถประกอบอาชีพอย่างที่เคยทำมาได้ มีผลทำให้ครอบครัวที่ทุกข์ยากอยู่แล้ว มีความลำบากยากจนยิ่งขึ้นไปอีก   นอกจากนี้แล้วความขัดแย้ง ที่มีการใช้อาวุธยังมีผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม การสร้างบาดแผลทางจิตใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้น และคงอยู่ไปจนชั่วชีวิต
 
 
 



 
**3.รูปแบบการใช้ความรุนแรง
 
ต่อเด็กและสตรี**
 
 
          1.กลุ่มคนไร้สัญชาติ
การหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย และการหนีตายของพลเมืองจากประเทศพม่า มายังประเทศไทย มูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (SHRF) ได้ประมาณการตั้งตัวเลขของผู้อพยพที่เพิ่มสูงกว่าตัวเลขของทางการไทย หลังจากเดือนมีนาคม 2539 อันเป็นปีที่รัฐบาล ทหารพม่า เริ่มนโยบายการอพยพโยกย้ายชาวบ้าน ในตอนกลางวันของรัฐไทใหญ่ มีชาวไทใหญ่ไม่น้อยกว่า 8,000 ถึง 15,000 คน หนีตายเข้ามาในไทย ซึ่ง 47% ของชาวบ้านเหล่านี้มีอายุอยู่ระหว่าง 17 ปีหรือต่ำกว่านั้น และ 45 ปี หรือสูงกว่านั้น ซึ่งชี้ให้เห็นว่า การอพยพดังกล่าว เป็นการหนีมาของทั้งครอบครัว ไม่ใช่การอพยพมาหางานทำแบบปกติ แต่ได้กลายเป็นที่ของอัตลักษณ์ถาวร ของการเป็นแรงงานต่างด้าว ที่ไม่มีสิทธิเข้าถึงสวัสดิการหรือการยอมรับใด ๆ ในสังคม รัฐบาลไทยได้จัดศูนย์รับผู้อพยพ 9 แห่ง เพื่อรองรับผู้อพยพรวมทั้งสิ้น
131,217 คน แบ่งเป็นชาย 67,147 คน และหญิง 64,070 คน ซึ่งยังคงมีปัญหาเรื่องการไร้สัญชาติและการขาดสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ อยู่มาก
 2. เหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดมานั้น ได้ส่งผลกระทบต่อสตรีและเด็กอย่างรุนแรง จากการตกเป็นเหยื่อฆาตกรรม การบาดเจ็บ และการสูญเสียผู้เป็นที่รัก การต้องรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวโดยไม่คาดคิด โดยเฉพาะครอบครัวที่มีสตรีรับหน้าที่เป็นหัวหน้าครอบครัวต้องรับภาระอบรมเลี้ยงดูลูก รวมทั้งต้องประกอบอาชีพเพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งปัญหาเหล่านี้มีผลต่อสุขภาพกาย สุขภาพจิต ของสมาชิกในครอบครัว และบางครอบครัวไม่สามารถประกอบอาชีพอย่างที่เคยทำมาได้ มีผลทำให้ครอบครัวที่ทุกข์ยากอยู่แล้ว มีความลำบากยากจนยิ่งขึ้นไปอีกเหตุการณ์ดังกล่าวก่อให้เกิดการสูญเสียชีวิต และการบาดเจ็บทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชนจำนวนมาก จากรายงานเหตุการณ์ ความไม่สงบของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 ระหว่างปี 2547-2548 ก่อให้เกิดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวน 1,706 ราย  ซึ่งผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็กและสตรีเป็นอย่างมาก จากข้อมูลกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ได้ทำการรวบรวมข้อมูลเด็กกำพร้าและสตรีหม้ายจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ข้อมูล ณ วันที่ 18 มกราคม 2550) มีเด็กกำพร้าทั้งบิดามารดา จำนวนทั้งสิ้น 1,425 คน นอกจากนี้ยังก่อให้เกิดสตรีหม้าย ที่จะต้องรับผิดชอบดูแลครอบครัวจำนวนทั้งสิ้น 743 คน
   ในสถานการณ์ความขัดแย้ง สภาพทางสังคม ศาสนา และวัฒนธรรม มีความละเอียดอ่อน รัฐบาลจึงจำเป็นต้องแก้ไขปัญหา ความรุนแรงในสถานการณ์       3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยรัฐบาลได้ดำเนินการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ใน คณะกรรมการอิสระ เพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติ อันประกอบไปด้วย กรรมการอิสลามประจำจังหวัด นักวิชาการ นักสันติวิธี ทนายความ ครู พระสงฆ์ องค์กร พัฒนาเอกชน องค์กรประชาธิปไตย และนักธุรกิจ ในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง จำนวน 8 คน จาก 49 คน คิดเป็นร้อยละ 16.33 จะเห็นได้ว่าผู้หญิงที่เข้ามามีบทบาทในคณะกรรมการ ส่วนใหญ่ทำงานเกี่ยวกับเด็ก สตรี และเยาวชน โดยเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน นักการเมือง สำหรับอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการชุดนี้นั้นที่สำคัญคือ เสนอแนะนโยบายมาตรการ กลไก และวิธีการสร้างสมานฉันท์และสันติสุขในสังคมไทยโดยเฉพาะใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยการสร้างความยุติธรรม ลดความไม่เข้าใจระหว่างกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายขจัดเงื่อนไข และป้องกันปัญหาความรุนแรง และสร้างความ สามัคคีธรรม ให้เกิดขึ้นในชาติ
 
ผลกระทบต่อสังคม
1.ปัญหาการเกิดอาชญากรรม
 
2.ปัญหาเด็กแร่ร่อน
 
3.ปัญหาด้านการศึกษา
 
4.ปัญหาเศรษฐกิจ
ผลกระทบต่อครอบครัว
1.ครอบครัวไม่สามารถทำหน้าที่ครอบครัวได้
 
2.การหย่าร้างมีมากขึ้นส่งผลกระทบต่อลูก
 
 
 



 
**4.หน่วยงานที่รับผิดชอบและให้ความช่วยเหลือ**
 
 
1.กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์
 
2.สำนักงานกิจการสตรีและครอบครัว
 
3.กรมสนับสนุนและบริการสุขภาพ  กระทรวงสาธารสุข
 
4.ศูนย์ช่วยเหลือเด็กสตรีในภาวะวิกฤติจากความรุนแรงหรือศูนย์พึ่งได้
 
5.กระทรวงศึกษาธิการ
 
6.กระทรวงแรงงาน
 
7.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
 
8.กระทรวงยุติธรรม
 
 
 



 
 
 
**5.แนวทางป้องกันการใช้ความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก**
 
 1. การปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม กระบวนการทางกฎหมาย เช่น การเพิ่มโทษ และการฝึกอบรมตำรวจ แพทย์ พยาบาล นักสังคมสงเคราะห์ อัยการ ผู้พิพากษา ให้มีความเข้าใจในเรื่องความรุนแรง เข้าใจปัญหา รวมทั้งวิธีการให้ความยุติธรรม กับผู้ที่ถูกกระทำ
 
2. การให้ข้อมูลข้อสนเทศแก่ประชาชนเกี่ยวกับหน่วยงาน ที่จะติดต่อเมื่อมีการกระทำรุนแรง
 
3. ดำเนินการให้มีแผนระดับชาติ และกลไกการประสานงาน และดำเนินงานให้ได้ผลเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
 
 4. ส่งเสริมสถาบันครอบครัว โดยให้ความรู้เรื่องครอบครัวศึกษา สิทธิมนุษยชน สิทธิเด็ก วิธีการแก้ความขัดแย้ง โดยไม่ใช้ความรุนแรง และการดำรงชีวิตตามหลักศาสนา เพื่อสร้างความตระหนักในสิทธิของตนเองและผู้อื่น
 
5. สนับสนุนให้มีการทำงานจัดการปัญหาด้านความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ในกลุ่มต่าง ๆ เพิ่มขึ้น และเป็นประเด็นที่ทำงาน ให้ต่อเนื่อง ทั้งภาคธุรกิจองค์กรเอกชนอื่น ๆ สื่อมวลชนแขนงต่าง ๆ และรายการวิทยุ
 
 
 
 
 
 

***6. การป้องกันและแก้ปัญหาความรุนแรงในสังคม***
 
 
     ท่านทั้งหลายคงไม่ปฏิเสธว่า ปัจจุบันความรุนแรงได้กลายเป็นประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วไปในสังคมทุกระดับ และสาเหตุที่รับรู้โดยทั่วกันถึงการเกิดความรุนแรงมักมาจากเรื่องต่อไปนี้
 
1. ลักษณะส่วนตัวของผู้กระทำความรุนแรง 
 
  การอบรมเลี้ยงดูที่ถูกปลูกฝังให้เกิดความรุนแรง เช่นพ่อแม่ใช้ความรุนแรง  ขาดการปลูกจิตสำนึกผิดชอบชั่วดี รวมถึงการขาดความอบอุ่นในครอบครัว ล้วนเป็นสาเหตุของความรุนแรงที่มีผลจากการเลี้ยงดูทั้งสิ้น  นอกจากนี้ทางการแพทย์ยังระบุถึงความผิดปกติหรือความเจ็บป่วยทางจิตบางประการที่ส่งผลต่อการขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง ซึ่งอาจทำให้เป็นจุดหนึ่งของการเกิดความรุนแรง
2.  เจตคติ ความเชื่อ และค่านิยมที่ผิด
 
มายาคติ (myths) หรือความเชื่อดั้งเดิมที่ผิด ๆ ที่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง เช่น ความเชื่อที่ว่าผู้มีอำนาจย่อมมีสิทธิ์ปฏิบัติอย่างไรก็ได้กับผู้อ่อนด้อยกว่า  ผู้ชายแข็งแรงกว่าผู้หญิงจึงต้องเป็นผู้นำในทุกเรื่อง  หรือภรรยาคือสมบัติของสามี  เป็นต้น ทั้งหมดล้วนเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดความรุนแรง   นอกจากนี้ความเชื่อบางอย่างที่ส่งเสริมให้ผู้กระทำความรุนแรงไม่ต้องรับผิดชอบ เช่น ความเมาทำให้ไม่รู้ตัว ไม่ได้ตั้งใจ  เหล้าพาไป  ยังคงเป็นสาเหตุของความรุนแรงในสังคมไทยซึ่งเกิดขึ้นไม่น้อย  ความเชื่อบางอย่างที่มองว่าหากถูกกระทำความรุนแรงควรปกปิดไว้เพราะเป็นเรื่องน่าอาย เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ  ถูกครูทำโทษ เป็นต้น
 
3.  สังคม สิ่งแวดล้อม
 
แบบอย่างหรือตัวแบบทางสังคมที่นำเสนอความรุนแรงผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น สื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์    เป็นตัวกระตุ้นที่นับว่ามีอิทธิพลต่อความรุนแรงทางสังคมมากเป็นอันดับต้น ๆ   ทำให้การรับรู้เกี่ยวกับความรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ  อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์ รูปแบบการดำเนินชีวิตที่มนุษย์มีการพึ่งพากันน้อยลง  ส่งผลให้การคำนึงถึงความรู้สึกที่มีต่อผู้อื่นลดลง  ภาวะที่แก่งแย่งแข่งขันมือใครยาวสาวได้สาวเอา เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างกว้างขวาง  ส่งผลให้บุคคลขาดคุณธรรมจริยธรรม   ซึ่งเป็นช่องทางให้การเกิดความรุนแรงในการปฏิบัติต่อกันอย่างช่วยไม่ได้
            ที่กล่าวมาข้างต้นคงเป็นการยืนยันและตอกย้ำให้เห็นว่า ความรุนแรงเป็นเรื่องที่มีเกิดขึ้นจริงในสังคมทุกระดับ ดังนั้นการจัดการเพื่อให้ความรุนแรงลดน้อยลงจึงต้องกระทำอย่างต่อเนื่องและเป็นกระบวนการ  รวมทั้งจะต้องเกิดขึ้นกับทุกระดับของสังคม  ไม่ปล่อยให้เป็นภาระความรับผิดชอบของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น
    การจัดการ (Management) เป็นกระบวนการในการดำเนินการสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้บรรลุเป้าหมาย  ดังนั้นการนำหลักการแนวคิดทางการบริหารจัดการมาใช้ย่อมทำให้การจัดการกับความรุนแรงมีรูปแบบวิธีการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบสะเปะสะปะ
           แนวคิดเกี่ยวกับกระบวนการจัดการที่มีนักวิชาการได้นำเสนอไว้เพื่อการจัดการกับเรื่องต่าง ๆ ในชีวิตมีอยู่เป็นจำนวนมาก  แต่สามารถสรุปเป็นหลักการที่คล้าย ๆ กันได้ 3  ขั้นตอน คือ
1)  ขั้นการวางแผน  (Planning)  
2) ขั้นการนำสู่การปฏิบัติ  (Implementation) 
3) ขั้นการประเมินผล (Evaluation) 
   
 
      P – Planning   ในขั้นตอนของการวางแผนการจัดการกับความรุนแรงในครอบครัว อาจพิจารณาได้  2 ลักษณะคือ
1)  การป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง 
 
2)  การแก้ไขเมื่อมีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้น
 
การวางแผนป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง
- การวางแผนชีวิตครอบครัว ก่อนตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน เพื่อให้ทราบถึงข้อจำกัดต่าง ๆ ของกันและกัน
 สร้างความตระหนักร่วมกันระหว่างสามีภรรยาว่าความรุนแรงเป็นสิ่งที่ไม่พึงให้เกิดขึ้น ไม่ว่ากรณีใด
- การวางแผนแก้ไขเมื่อมีปัญหาความรุนแรงเกิดขึ้น
 1.  ร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นในครอบครัว ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด ปัญหาเศรษฐกิจ  ความหึงหวง  การขาดวุฒิภาวะ  หรืออื่น ๆ    ทั้งนี้ต้องไม่หันหลังให้กับปัญหา
2.   แสวงหาแนวทางหรือทางเลือกในการแก้ปัญหาที่เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์นั้น โดยการประเมินหรือคาดการณ์ผลที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้วิธีการดังกล่าว ก่อนนำสู่การปฏิบัติ
      I – Implementation   ขั้นตอนของการดำเนินการหรือการปฏิบัติเพื่อจัดการกับความรุนแรงในครอบครัว ทั้งในลักษณะของการป้องกันและแก้ไข  ควรดำเนินการดังนี้
1.  ปรับเปลี่ยนเจตคติของสองฝ่ายคือสามีและภรรยา ให้ยึดมั่นในความรับผิดชอบร่วมกัน โดยมีพื้นฐานของความรักเป็นน้ำหล่อเลี้ยง 
2.  ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการปรับตัวเข้าหากัน  หลีกเลี่ยงการใช้กำลังหรือความรุนแรงในทุกรูปแบบ
3.   การเลี้ยงลูกให้มีพัฒนาการตามวัยในทุกด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา
4.  ส่งเสริมให้เด็กมีการสื่อสารกับพ่อแม่อย่างปกติ มีการปรึกษาหารือกันเมื่อเกิดปัญหา เปิดโอกาสให้ระบายความทุกข์  สอบถามความเป็นไปในเรื่องต่าง ๆ ของลูก
 5.  การฝึกให้ลูกรู้จักยอมรับความจริงของชีวิต เช่น ความสมหวัง  ความผิดหวัง ฯลฯ เพื่อการปรับตัวและการหาทางออกที่เหมาะสม
 6. พ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ปัญหา  มีความหนักแน่นมั่นคง มีสติ และเต็มไปด้วยความหวัง
7. เมื่อเกิดปัญหาใด ๆ พ่อแม่หันหน้าปรึกษาหารือ และร่วมกันนำแนวทางที่เกิดจากการพูดคุยกันสู่การแก้ไขด้วยความตั้งใจและจริงใจ
 
        ความรุนแรงในโรงเรียนมีให้เห็นกันในหลายลักษณะผ่านสื่อต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง  ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางร่างกาย  เช่น การทะเลาะวิวาทซึ่งมีมากขึ้นตามลำดับ และมีความรุนแรงยิ่งขึ้น หรือความรุนแรงทางเพศ  เช่น  การล่วงละเมิดทางเพศซึ่งเกิดขึ้นอย่างมากมาย  การจัดการกับปัญหาความรุนแรงในโรงเรียนจึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง     การนำ  PIE Process  มาใช้เพื่อมองการจัดการอย่างเป็นระบบจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น
      P – Planning    การเตรียมการเพื่อการจัดการกับความรุนแรงในโรงเรียน จะต้องเกิดจากตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง และผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง  ดังนั้นในการวางแผนจึงประกอบด้วย
1. โรงเรียนควรมีแผนการสร้างความตระหนักให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องเตรียมตัวให้พร้อม และรู้เท่าทันความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น
2 .กำหนดให้การจัดการความรุนแรงเป็นนโยบายที่สำคัญ และนำเสนอเป็นแผนงาน โครงการ  และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน
3. กำหนดผู้รับผิดชอบหรือจัดตั้งคณะทำงานเพื่อการจัดการกับความรุนแรงในโรงเรียนโดยมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับภายนอกเพื่อการป้องกันและแก้ไขปัญหา
      I – Implementation   การดำเนินการเพื่อให้การจัดการกับความรุนแรงในโรงเรียนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ  ควรดำเนินการดังนี้
1.   สอดแทรกความรู้เกี่ยวกับความรุนแรงเข้าไว้ในหลักสูตรของโรงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ และตระหนักถึงผลที่เกิดจากความรุนแรง ตลอดจนหาแนวทาง จัดการได้อย่างเหมาะสมหากต้องเผชิญกับเหตุการณ์เหล่านั้น
 2. เร่งรัดการปฏิบัติตามแผนงาน / โครงการเพื่อการจัดการกับความรุนแรงในโรงเรียนให้เป็นไปตามแผน
3.  สอดส่อง ดูแล และเฝ้าระวังไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นในโรงเรียน
4.  ส่งเสริมการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี  โดยยึดแนวทางการสมานฉันท์  เพื่อเป็นบทเรียนทางการเรียนรู้ที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตจริง
5.  หลีกเลี่ยงการลงโทษด้วยวิธีการที่รุนแรง สะเทือนใจ ซึ่งจะนำไปสู่การบ่มเพาะความรุนแรงของเด็ก
6.   พัฒนาแกนนำนักเรียนเพื่อสร้างเครือข่ายการป้องกันความรุนแรงภายในอย่างทั่วถึง
7.   ควบคุม ตรวจตราสื่อในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถเข้าถึงเด็กได้ง่าย
 8.   ส่งเสริมการจัดบริการแนะแนว เพื่อการค้นหาศักยภาพของเด็กในทางที่เหมาะสม
9.   ประสานงานเครือข่ายภายนอก  เพื่อร่วมกันจัดการกับปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน
 
      E – Evaluation   สำหรับขั้นตอนสุดท้ายในการจัดการความรุนแรงในโรงเรียน   คือ
1.  การประเมินผลเพื่อให้ทราบถึงความก้าวหน้า ความสำเร็จ ตลอดจนข้อบกพร่องของการปฏิบัติ     ซึ่งจะนำไปสู่การออกแบบเพื่อการจัดการที่เหมาะสมต่อไป  การดำเนินการควรประกอบด้วย
2.  การประเมินโครงการที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการจัดการความรุนแรงในโรงเรียน
3.   การเก็บรวบรวมข้อมูลความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสถานศึกษา เพื่อเปรียบเทียบลักษณะและปริมาณของปัญหาก่อนและหลังการนำแผนสู่การปฏิบัติ
 4.  การจัดประชุมคณะทำงานเพื่อทบทวนบทบาท และวิเคราะห์ผลสำเร็จ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการจัดการกับความรุนแรง
5.  การจัดประชุมประชาคมจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นผู้ปกครอง  คณะกรรมการสถานศึกษา เครือข่ายองค์กรภายนอก  เพื่อรับฟังข้อคิดเห็นเพิ่มเติม  แนวโน้มของความรุนแรงในสังคม  และแนวทางการดำเนินการที่ควรธำรงไว้หรือควรปรับเปลี่ยน
 
      ที่กล่าวมาข้างต้นในบทความนี้ คงเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการกับปัญหาความรุนแรงในสังคมไทย  ที่เป็นภารกิจที่โรงเรียนสามารถกระทำได้  ไม่ว่าจะเป็นการให้ความรู้กับผู้ปกครอง     การเชื่อมโยงการทำงานระหว่างโรงเรียนกับชุมชน  รวมถึงความรับผิดชอบโดยตรงของโรงเรียนที่มีต่อการพัฒนาคุณภาพเด็กนักเรียน   ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น  อย่างไรก็ตามการจัดการกับปัญหาความรุนแรงในสังคมไทยยังคงต้องอาศัยบทบาทจากภาคส่วนอื่น ๆ ในบริบททางสังคม เช่น  การจัดการภาครัฐ  ภาคเอกชน  สื่อสารมวลชน
 
      ตลอดจนการให้ความสำคัญของท้องถิ่นในการช่วยกันสร้างสรรค์สังคมไทยให้ประเด็นปัญหาความรุนแรงลดน้อยถอยลงไปได้ในที่สุด   แต่การเริ่มต้นที่ง่ายที่สุดควรจะเริ่มจากบุคคลทุกคนในสังคมที่ตระหนักถึงความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ  ว่าจะส่งผลอย่างไรต่อสังคมไทยนี้  หากความรุนแรงยังคงถูกมองเป็นเรื่องปกติที่ไม่สามารถแก้ไขได้  ก็นับว่าน่าเสียดายอย่างยิ่งที่โอกาสอยู่แค่เอื้อมแต่พวกเราทุกคนไม่คว้ามันไว้
 
 





 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : 
แบบฝึกหัดหลังเรียน :