พิชิตความขัดแย้ง

 

มาตรฐาน พ 2.1  เข้าใจและเห็นคุณค่าตนเอง ครอบครัว เพศศึกษา และมีทักษะ

                        ในการดำเนินชีวิต

ม.6/4  วิเคราะห์สาเหตุและผลของความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างนักเรียน

          หรือเยาวชนในชุมชน และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา

พิชิตความขัดแย้ง 

จุดประกายความคิด 

    “ ขิงก็รา ข่าก็แรง และน้ำขุ่นไว้ใน น้ำใสไว้นอก การปฏิบัติตนตามสำนวนสุภาษิต

ทั้งสองเกิดผลเหมือนหรือต่างกันอย่างไร” 

    วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายและจิตใจอย่างรวดเร็ว และ
แตกต่างจากวัยเรียนเป็นอย่างมาก มักใจร้อนและวู่วาม ขาดความยั้งคิดในการกระทำ จึงอาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่งและนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งในหมู่นักเรียนหรือเยาวชนซึ่งอยู่ในวัยรุ่น ดังนั้นหากนักเรียนสามารถวิเคราะห์สาเหตุของความขัดแย้ง จะช่วยป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้ง ตลอดจนหาแนวทางแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ถูกต้อง 


๑.สาเหตุความขัดแย้งระหว่างนักเรียนหรือเยาวชน 
    ความขัดแย้งระหว่างนักเรียนหรือเยาวชนมักมีสาเหตุดังต่อไปนี้ 
    ๑.๑ การดูสื่อทางลบที่ยั่วยุให้เกิดปัญหาความขัดแย้งและใช้ความรุนแรงในชุมชน มาจากสื่อหลายทาง เช่น โทรทัศน์ ภาพยนตร์ คลิปวีดีโอ สื่อเหล่านี้ก่อให้เกิดความนิยมที่ผิดๆในเรื่องปัญหาความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง เช่น มีภาพหรือเรื่องราวเกี่ยวกับการทะเลาะวิวาท การถกเถียงกันอย่างรุนแรง การทำร้ายผู้อื่น การตบตีกัน เมื่อซึมซับสื่อนั้นอยู่เสมอจะคล้อยตามสื่อ และเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดา

 
    ๑.๒ การอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการเกิดการทะเลาะวิวาท เช่น บนรถเมล์ ห้างสรรพสินค้า ซึ่งวัยรุ่นมักชอบมารวมกลุ่มกัน ซึ่งมีโอกาสจะพบกับคู่กรณีได้ หรืออาจเกิดความรู้สึกไม่ชอบหรือไม่พอใจในสีหน้าท่าทางที่แสดงต่อกันได้ นอกจากนี้ในบริเวณที่มีการแสดงคอนเสิร์ต โดยเฉพาะคอนเสิร์ตที่เล่นเพลงจังหวะทำนองหนักๆ เพลงที่ปลุกเร้าอารมณ์ฮึกเหิม เพลงที่มีจังหวะเต้น อาจทำให้เกิดการกระทบกระทั่ง หรือพูดจารุนแรงต่อกัน จนเกิดการชกต่อยหรือทะเลาะวิวาทกันได้ 


    ๑.๓ การซึมซับแบบอย่างที่ไม่ดี ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา เช่น สมาชิกในครอบครัวที่ทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายกันเป็นประจำ รุ่นพี่ที่มีเรื่องทะเลาะวิวาทกับคู่กรณีต่างสถาบันการศึกษา 

                                
    ๑.๔ การสนับสนุนทางสังคม เช่น การอบรมสั่งสอนจากครอบครัวให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา การถูกชักชวนหรือยั่วยุจากรุ่นพี่ให้เกิดความขัดแย้ง 
    ๑.๕ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์หรือเสพสารเสพติด ทำให้ขาดสติ ขาดความยั้งคิด นำไปสู่การขัดแย้งและทะเลาะวิวาท

              

    ๑.๖ การมีความผิดปกติทางจิตใจ เป็นคนก้าวร้าว ชอบการกระทำที่รุนแรง ชอบหาเรื่องผู้อื่นเพื่อแสดงว่าตนเองมีอำนาจและทุกคนต้องเคารพยำเกรง 

      
    ๑.๗ มีความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำ เมื่อโมโหหรือมีการกระทบกระทั่งกันจึงนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรง

๒. ผลกระทบที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างนักเรียนหรือเยาวชน 
๒.๑ ผลกระทบต่อบุคคล มีดังนี้ 
    ๑) เกิดการบาดเจ็บ พิการ หรือเสียชีวิตจากการถูกทำร้าย 
    ๒) เป็นผู้ต้องหาเมื่อไปทำร้ายร่างกายคนอื่น 
    ๓) ถูกจำคุก จากคำพิพากษาของศาล 
    ๔) เสียสุขภาพจิต ทั้งผู้ที่ถูกทำร้ายและผู้ที่ทำร้ายผู้อื่น 
    ๕) มีปัญหาเรื่องการเรียน อาจถูกพักการเรียน หรือถ้าถูกจำคุกก็ต้องออกจากโรงเรียนและถ้าบาดเจ็บต้องพักฟื้น อาจต้องหยุดเรียนไประยะหนึ่ง 
    ๖) หมดอาลัยในชีวิตหรือเสียอนาคต ถ้าต้องถูกจำคุกหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถไปเรียนได้ตามปกติ 
๒.๒ ผลกระทบต่อครอบครัว มีดังนี้ 
    ๑) ครอบครัวต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก หากถูกทำร้ายจนเสียชีวิต 
    ๒) ครอบครัวต้องเสียเงินในการรักษาพยาบาล หรือดำเนินเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับคดีความ หรือต้องชดใช้เงินให้กับผู้เสียหาย 
    ๓) บั่นทอนความสุขในครอบครัว พ่อแม่ต้องเดือดร้อน 
    ๔) เสื่อมเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล 
๒.๓ ผลกระทบต่อสังคม มีดังนี้ 
    ๑) สังคมขาดความสามัคคี 
    ๒) สูญเสียทรัพยากรบุคคลซึ่งเป็นกำลังของชาติในอนาคต 
    ๓) คนในสังคมขาดความรู้สึกเอื้ออาทรต่อกัน

    ๔) สังคัมขาดความปลอดภัยไม่สงบสุข ไม่น่าอยู่
    ๕) เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเยาวชนของชาติ 
๓. แนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างนักเรียนหรือเยาวชน 
๓.๑ แนวทางแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง มีดังนี้ 
    ๑) เชื่อฟังคำสั่งสอนของครูอาจารย์ และคำสั่งสอนของพ่อแม่ ผู้ปกครอง 
    ๒) ฝึกตนเองให้รู้จักใช้เหตุผลในการแก้ปัญหา หลีกเลี่ยงการใช้อารมณ์ ความรู้สึกส่วนตัวในการแก้ปัญหา 
    ๓) ไม่หยอกล้อกันรุนแรง หรือล้อเลียนกัน ไม่ทำร้ายจิตใจกันด้วยคำพูด หรือคำไม่สุภาพ 
    ๔.) เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อเสริมสัมพันธภาพที่ดีในหมู่คณะ และใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เช่น เล่นกีฬากับเพื่อน เข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครเพื่อพัฒนาชุมชน 
    ๕.) เข้าร่วมกิจกรรมค่ายจริยธรรม ซึ่งโรงเรียนจัดขึ้นเพื่อกล่อมเกลาจิตใจ เพื่อฝึกตนเองให้เป็นคนที่มีสติ มีความอดทน รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง 
    ๖.) ควรมีจิตสำนึกว่า ขณะนี้เรายังเป็นนักเรียน ต้องตั้งใจเรียน ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทะเลาะวิวาท 
    ๗.) ควรยืดหยุ่นต่อกัน ให้อภัยกัน พูดจากันด้วยเหตุผล หลีกเลี่ยงการมีเรื่องทะเลาะวิวาท ซึ่งอาจหลีกหนีจากสถานการณ์ขณะนั้นหรือไม่ตอบโต้ โดยให้ยึดหลักว่า “แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร” การไม่ตอบโต้นั้นถือว่าเราเอาชนะใจตนเองได้แล้ว 
    ๘.) ไม่ควรยึดถือศักดิ์ศรีของสถาบัน ด้วยการไปทะเลาะวิวาท แต่ควรเชิดชูและรักษาชื่อเสียงของสภาบันด้วยการประพฤติตนในทางที่ดี 
    ๙.) ยึดมั่นในหลักศาสนาที่ตนนับถือ เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ทำร้ายผู้อื่น ไม่ลักขโมย 
๓.๒ แนวทางแก้ไขปัญหาโดยสังคม มีดังนี้ 
๑.) เจ้าหน้าที่ตำรวจควรช่วยดูแลนักเรียนที่จะทะเลาะวิวาทกัน โดยเฉพาะในบริเวณ
      และช่วงเวลาที่ล่อแหลม 
 ๒.) รวมกลุ่มอาสาสมัครดูแลชุมชน ให้สามารถเข้าไปประนีประนอมความขัดแย้ง
      ของวัยรุ่นในชุมชนได้ 
๓.) ควรควบคุมสื่อในการเผยแพร่ภาพหรือเรื่องราวที่เกี่ยวกับความขัดแย้ง
     และนำไปสู่การกระทำที่รุนแรง 
๔) ส่งเสริมกระบวนการพัฒนาครอบครัว อบรมเลี้ยงดูและให้ความอบอุ่นแก่เด็ก
     สั่งสอนให้เป็นคนมีเหตุมีผล ซึ่งจะทำให้มีอุปนิสัยที่ดี ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมอย่างปกติสุข 
๕)  จัดกิจกรรมทางศาสนาอบรมคนในสังคมโดยเฉพาะวัยรุ่นให้มีจิตใจที่อ่อนโยน
      มีความเมตตาปรานีต่อผู้อื่น มีเหตุผลในการแก้ปัญหา 
๖)  ส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน มีความเอื้ออาทรต่อกัน                      ยึดมั่นในสามัคคีธรรม 

คำศัพท์สำคัญ 
Conflict (คอน'ฟลิคท) ความขัดแย้ง 
Peace (พีส) อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข 
Unite (ยูไนท’) สามัคคี ปรองดองกัน 

    ในเวลาว่างหรือวันหยุดควรชวนเพื่อนเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อดูแลรักษาและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ทางสังคมจัดขึ้น เช่น การปลูกป่าชายเลน การทำความสะอาดลำคลอง นอกจากจะทำให้สิ่งแวดล้อมดีแล้ว ยังช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น ได้เพื่อนใหม่ 
สื่อสร้างสุขภาวะเยาวชน http://www.childmedia.net 

กิจกรรมพัฒนาความสามารถในการอ่าน 
ให้นักเรียนอ่านคำศัพท์และความหมายของคำศัพท์ต่อไปนี้ 
คำศัพท์     คำอ่าน            ความหมาย 
อุปนิสัย     อุ-ปะ-นิ-ไส,     ความประพฤติที่เคยชิน เป็นพื้นมาในสันดาน, 
               อุบ-ปะ-นิ-ไส    ความประพฤติที่เคยชินจนเกือบเป็นนิสัย 

อุปสรรค    อุ-ปะ-สัก,        ความขัดข้อง, เครื่องขัดขวาง อุบ-ปะ-สัก 

ผังสรุปสาระสำคัญ
พิชิตความขัดแย้ง
๑. สาเหตุความขัดแย้งระหว่างนักเรียนหรือเยาวชน 
    ปัญหาความขัดแย้งในนักเรียนหรือเยาวชน เกิดจากการซึมซับจากสื่อทางลบ การใช้อารมณ์ในการพูดจา การปลูกฝังค่านิยมและเลียนแบบรุ่นพี่ การขาดสติเพราะดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือเสพสารเสพติด การมีความสามารถในการควบคุมตนเองต่ำ ความผิดปกติทางจิตใจ ชอบใช้ความรุนแรง 
๒.ผลกระทบที่เกิดจากความขัดแย้งระหว่างนักเรียนหรือเยาวชน 
    ๒.๑ ผลกระทบต่อบุคคล คือการทำให้เกิดการบาดเจ็บต่อร่างกาย ส่งผลเสียด้านจิตใจ ถูกดำเนินคดี 
    ๒.๒ ผลกระทบต่อครอบครัว ทำให้เสียค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาล เสื่อเสียชื่อเสียง ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวและอาจสูญเสียบุคคลที่รักในครอบครัว 
    ๒.๓ ผลกระทบต่อสังคม ทำให้สังคมวุ่นวาย ไม่น่าอยู่ เกิดความไม่ไว้วางใจกัน ขาดความสามัคคี สูญเสียทรัพยากรบุคคลในการพัฒนาประเทศ 
๓. แนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างนักเรียนหรือเยาวชน 
    ๓.๑ แนวทางในการแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง คือ เชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ ครู อาจารย์ ฝึกใช้เหตุผลในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช้ความรุนแรง ใช้เวลาว่างทำกิจกรรมเพื่อสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น รู้จักการให้อภัยต่อกัน 
    ๓.๒ แนวทางในการแก้ไขปัญหาโดยสังคม คือส่งเสริมกระบวนการพัฒนาครอบครัว ควบคุมสื่อในการเผยแพร่ภาพความขัดแย้ง คนในชุมชนสอดส่องดูแลพฤติกรรมของวัยรุ่นในชุมชน 

แบบฝึกหัดที่ 1 ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม ร่วมกันแต่งบทเพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการป้องกันและลดปัญหาความขัดแย้งในหมู่วัยรุ่น นำเพลงที่ร่วมกันแต่งมาขับร้องหน้าชั้นเรียนทีละกลุ่ม

แบบฝึกหัดที่ 2   ให้นักเรียนหาข่าวเกี่ยวกับความขัดแย้งในวัยรุ่น วิเคราะห์สาเหตุ ผลกระทบและแนวทางแก้ไขปัญหาลงในแผนภาพความคิด

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : 
แบบฝึกหัดหลังเรียน :