สมบัติของน้ำ

น้ำเป็นสสารชนิดหนึ่ง ซึ่งมีทั้งสถานะของแข็ง ของเหลว และก๊าซ น้ำเป็นสสารมีน้ำหนัก ต้องการที่อยู่และสัมผัสได้ โดยปกติน้ำอยู่ในสภาวะของเหลวมีสมบัติ ดังนี้

 

  1. น้ำจะมีรูปร่างเปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ เช่น เมื่ออยู่ในแก้วจะมีรูปร่างของแก้ว เป็นต้น
     
  2. น้ำเมื่อได้รับความร้อนถึงจุดเดือดจะกลายเป็นไอ และเช่นเดียวกับเมื่อได้รับความเย็นจะเป็นสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิศูนย์องศาเซลเซียส
     
  3. การเคลื่อนที่ของน้ำ น้ำจะเคลื่อนที่เพื่อรักษาระดับผิวน้ำให้เท่ากันเสมอไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะที่มีรูปร่างต่างกันอย่างไร

    น้ำจะไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำกว่า ด้วยแรงดึงดูดของโลก ซึ่งทำให้น้ำจากที่สูงไหลไปรวมกับน้ำแหล่งต่างๆ ที่ต่ำกว่า เช่น น้ำตก น้ำในทะเล มหาสมุทร
     
  4. แรงดันของน้ำ คือ แรงของน้ำที่กดลงพื้นที่บริเวณหนึ่งๆ แรดันของน้ำจะสัมพันธ์กับระดับความลึกของน้ำ โดยน้ำที่ระดับเดียวกันจะมีแรงดันของน้ำเท่ากัน และน้ำที่ระดับลึกกว่าแรงดันมากกว่าน้ำที่ระดับต้นกว่า

ประโยชน์ของน้ำ

น้ำมีประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ สัตว์ และพืช ดังนี้

 

  1. ด้านอุปโภคบริโภค มนุษย์ สัตว์ ต้องการน้ำเพื่อการดื่มกิน ใช้ประกอบอาหาร ชำระล้างร่างกาย และสิ่งสกปรกต่างๆ ในชีวิตประจำวัน
  2. ด้านเกษตรกรรม ใช้ในการเกษตร การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์
  3. ด้านอุตสาหกรรม ใช้ประโยชน์ในการอุตสาหกรรมทุกชนิด เพราะอุตสาหกรรมทุกประเภทต้องอาศัยน้ำเป็นวัตถุดิบ เช่น อาหารกระป๋อง เครื่องดื่ม ใช้ระบายความร้อน ของเครื่องจักร เครื่องยนต์ ใช้ล้างทำความสะอาดผลิตภัณฑ์และกากอาหารของเสียต่างๆ เป็นต้น
  4. ด้านการคมนาคมทางน้ำ ใช้เป็นเส้นทางคมนาคมในการติดต่อสื่อสาร และติดต่อทางการค้า เช่น เรือ แพ ตามแม่น้ำลำคลอง สามารถขนส่งสินค้าได้ทีละมากๆ เป็นการคมนาคมขนส่งที่ราคาถูกกว่าใช้รถยนต์หรือเครื่องบิน
  5. ด้านแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้า นำพลังน้ำจากการสร้างเขื่อนเก็บกักน้ำมาผลิตกระแสไฟฟ้า เช่น เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนศรีนครินทร์ เป็นต้น
  6. ด้านที่อยู่อาศัย น้ำเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและพืช เช่น ปลา กุ้ง ปู หอย และสาหร่ายทุกชนิด
  7. ด้านทรัพยากรธรรมชาติ เป็นแหล่งของทรัพยากรที่สำคัญ เช่น แก๊สธรรมชาติ และเกลือ เป็นต้น
  8. ด้านนันทนาการ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำ

คุณภาพของน้ำ

น้ำตามแหล่งต่างๆ โดยทั่วไปจะมีสิ่งเจือปนอยู่ในปริมาณต่างๆ ตามประเภทของแหล่งน้ำ น้ำจากแหล่งน้ำบางแห่งมองดูแล้วใสสะอาด แต่เราไม่สามารถบอกได้ว่า น้ำนั้นสะอาดหรือไม่ น้ำที่สะอาดจะต้องไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส สามารถใช้ดื่มได้ ซึ่งเราเรียกว่า เป็นน้ำที่มีคุณภาพ

การปรับปรุงคุณภาพของน้ำ

น้ำที่ใช้เพื่อการบริโภคและอุปโภคของคนเรานั้น หากได้มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ อาจมีสิ่งเจือปนต่างๆ ละลายอยู่ ดังนั้น ก่อนที่จะนำมาใช้จะต้องทำให้สะอาดเสียก่อน ด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้

 

  1. การต้ม นำน้ำมาต้มให้เดือดประมาณ 20-30 นาที เพราะความร้อนจะเป็นตัวทำลายเชื้อโรคที่ปนมากับน้ำได้ดี น้ำต้มเป็นน้ำที่ใช้ดื่มได้อย่างปลอดภัย
  2. ให้ตกตะกอน โดยกานำสารส้มมาแกว่งเร็วๆ ในน้ำ ให้สารส้มกระจายไปทั่วประมาณ 1 นาที แล้วแกว่งช้าๆ ประมาณ 10-20 นาที จะทำให้สารต่างๆ ที่อยู่ในน้ำตกตะกอนนอนก้นได้น้ำใส แต่ไม่เหมาะสำหรับดื่มเพราะไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค แต่สามารถนำไปใช้ชำระร่างกายและภาชนะเครื่องใช้ต่างๆ ได้
  3. การใส่คลอรีน ในปริมาณที่เหมาะสมเป็นการฆ่าเชื้อโรคในน้ำที่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้คลอรีนผงครึ่งช้อนต่อน้ำ 1 ตุ่ม (10 ปีบ) โดยละลายผงคลอรีนในน้ำ 1 ถ้วยก่อน คนให้สะอาด เทลงตุ่มกวนให้ผสมกันดี ทิ้งไว้อย่างน้อย 20 นาที จึงนำไปใช้ได้
  4. การกรอง เป็นการนำวัตถุชนิดต่างๆ มาวางซ้อนกันหลายๆ ชั้น เช่น ทรายละเอียด ทรายหยาบ ถ่าน กรวดละเอียด กรวดหยาบ และสำลี แล้วเทน้ำลงไปให้ไหลผ่านชั้นต่างๆ เพื่อได้น้ำที่สะอาดแต่ไม่ควรบริโภค เพราะยังไม่ได้ฆ่าเชื้อโรค (ภาพการกรอง)
  5. การกลั่น เป็นวิธีการที่นำน้ำมาต้นให้กลายเป็นไอ แล้วให้ไอน้ำผ่านความเย็น ไอน้ำจะกั่นตัวเป็นหยดน้ำ ซึ่งน้ำที่ได้จะสะอาดมากที่สุด แต่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมาก นิยมนำมาใช้ในการแพทย์ (ภาพการกลั่น)

การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ

น้องๆ ทุกคนคงทราบดีว่า น้ำมีประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตมาก ถ้าไม่มีน้ำสิ่งมีชีวิตก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ดังนั้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เราจึงควรช่วยกันแก้ปัญหาการสูญเสียทรัพยากรน้ำด้วยการอนุรักษ์น้ำ ดังนี้


 

  1. การปลูกต้นไม้ ทำให้อากาศมีความชุ่มชื้น ทำให้มีฝนตกตามฤดูกาล นอกจากนี้ ต้นไม้ยังช่วยลดปัญหาการตื้นเขินของแหล่งน้ำตามธรรมชาติต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะรากของต้นไม้ จะช่วยยึดดินไว้ไม่ให้ถูกน้ำพัดพาไปทับถมกันในแหล่งน้ำได้
  2. การใช้น้ำอย่างประหยัด สามารถปฏิบัติได้ดังนี้
    • หมั่นตรวจสอบการั่วไหลของน้ำ
    • ไม่เปิดน้ำทิ้งไว้หลังเลิกใช้น้ำแล้ว
    • ใช้สบู่เหลวแทนสบู่ก้อนเวลาล้างมือ เพราะจะใช้น้ำน้อยกว่า
    • ใช้ฝักบัวรดน้ำต้นไม้แทนสายยาง
    • ล้างรถเท่าที่จำเป็น
    • หมั่นตรวจสอบท่อน้ำในบ้านว่ามีรอยรั่วหรือไม่
    • ล้างผักหรือผลไม้ในอ่างหรือภาชนะทุกครั้ง
    • ล้างจานในอ่างล้างจาน
    • ใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ
    • อย่าทิ้งน้ำดื่มที่เหลือโดยเปล่าประโยชน์
    • รินน้ำให้พอดีดื่ม
  3. การเผาป่า การถางป่า เพื่อทำไร่เลื่อนลอยไม่ควรกระทำ เพราะป่าไม้เป็นต้นกำเนิดของแหล่งน้ำ
  4. การป้องกันมลพิษทางน้ำ เราสามารถช่วยป้องกันมลพิษทางน้ำได้ด้วยการไม่ทิ้งขยะหรือสิ่งปฏิกูลหรือสารพิษลงสู่แหล่งน้ำ
  5. การนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ เราสามารถนำน้ำที่ใช้แล้วกลับมาใช้ใหม่ได้อีก เช่น นำน้ำที่เหลือจากการซักผ้าในครั้งสุดท้ายมารดน้ำต้นไม้ เพื่อเป็นการประหยัดน้ำ
  6. ในบริเวณที่มีโรงงานอุตสาหกรรม ควรตรวจสอบว่าโรงงานเหล่านี้มีระบบบำบัดน้ำเสียหรือไม่ และควรมรการตรวจสอบคุณภาพในแหล่งน้ำอยู่เสมอ เพื่อจะได้ทราบว่าเกิดปัญหาน้ำเสียหรือไม่และเกิดในช่วงใดของแหล่งน้ำ

แบบฝึกหัดก่อนเรียน : 
แบบฝึกหัดหลังเรียน :