การเลือกซื้อเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย

 

การเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับบุคลิกภาพ

1. การเลือกใช้เสื้อผ้าสวมใส่ 
การเลือกใช้เสื้อผ้า ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบุคลิกของผู้สวมใส่ เพื่อให้ผู้สวมใส่ดูดี มีสง่า ซึ่งต้องคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้ 

1) ประโยชน์ในการใช้สอย ก่อนเลือกซื้อเสื้อผ้า เราควรคำนึงก่อนว่า เราจะซื้อเสื้อผ้าไปสวมใส่ในโอกาสใด มีความจำเป็นในการซื้อมากน้อยเพียงใด และเสื้อผ้าที่เราจะซื้อมีความทนทานมากน้อยเพียงใด เป็นต้น 

2) ความสะดวกสบายในการสวมใส่ ในการเลือกซื้อเสื้อผ้าควรคำนึงถึง ความสะดวกในการสวมใส่ และความสบายขณะสวมใส่เสื้อผ้านั้นๆ เช่น เสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่กับบ้าน ควรเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่สบาย มีการดูแลรักษาง่ายไม่ยุ่งยาก แต่เสื้อผ้าที่ใช้สำหรับออก งานกลางคืน ควรเป็นเสื้อผ้าที่หรูหรา มีแบบที่เก๋ไก๋น่ารัก เป็นต้น 

3) ความเหมาะสมกับวัยและบุคลิกภาพ การเลือกซื้อเสื้อผ้าสวมใส่ ควรเลือกให้เหมาะสมกับวัยและบุคลิกภาพของตนเอง ดังนี้ 

วัยเด็ก เสื้อผ้าในวัยเด็ก ควรเป็นเสื้อผ้าที่มีสีสดใส รูปแบบเก๋ไก๋ น่ารัก ไม่รุ่มร่าม เมื่อสวมใส่แล้วสามารถถอดออกง่าย ไม่คับหรือหลวมจนเกินไป 



วัยรุ่น   เสื้อผ้าของเด็กวัยรุ่น ควรเป็นเสื้อผ้าที่มีสีสดใสหรือสีอ่อนๆ ก็ได้ แบบของ เสื้อผ้าจะเป็นไปตามความนิยมของแต่ละบุคคล เช่น บางคนชอบแต่งตัวแบบน่ารัก เช่น สวมกระโปรงและเสื้อผ้าสีหวานๆ เรียบร้อย บางคนแต่งกายแบบแคล่วคล่อง ว่องไว สะดวกต่อ การทำงาน เช่น สวมใส่กางเกง และเสื้อที่สุภาพ เป็นต้น แต่ควรเลือกแบบที่สุภาพ และไม่รัดรูป หรือเน้นรูปร่างของผู้สวมใส่มากเกินไป 




วัยผู้ใหญ่    เสื้อผ้าที่เหมาะสมกับคนวัยนี้ มักนิยมสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีสุภาพ เรียบร้อย เพื่อให้ดูสง่างาม เหมาะสมกับวัยและบุคลิกภาพของตนเอง 


4) รูปร่าง การเลือกเสื้อผ้าสวมใส่ ควรคำนึงถึงรูปร่าง ดังนี้ 
คนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีลวดลายตามขวางเพื่ออำพรางหุ่นให้ดู กว้างขึ้นหรือเตี้ยลง เช่น ผู้ชายควรสวมใส่เสื้อตามลายขวาง ผู้หญิงสวมใส่กระโปรงบาน เป็นต้น 

คนเตี้ย   ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีลวดลายตามแนวยาว เพื่อให้ดูสูง เพรียวขึ้น ปกเสื้อที่ใส่ไม่ควรใหญ่เกินไป เพราะจะทำให้คอสั้นและดูเตี้ยลง 


คนอ้วน ควรเลือกเสื้อผ้าที่มีสีเข้ม เช่น สีน้ำตาล น้ำเงิน ดำ แดงเข้ม เป็นต้น เพื่ออำพรางหุ่นให้ดูผอมเพรียวลง ส่วนแบบควรเป็นคอแหลม หรือคอวี กระโปรงแคบ รัดรูป ไม่ควรสวมใส่กระโปรงบานและยาว 

คนผอม ควรเลือกใช้เสื้อผ้าที่มีสีอ่อนๆ เช่น ชมพู ฟ้า เหลือง เขียวอ่อน เป็นต้น เพื่ออำพรางหุ่นให้ดูอ้วนขึ้น ส่วนแบบเสื้อผ้าควรมีลวดลาย เช่นมีระบายหรือลูกไม้สวยงาม คอเสื้อควรมีปกตั้ง 

5) ราคา ก่อนการเลือกซื้อเสื้อผ้าควรสำรวจราคาของเสื้อผ้าหลายๆ แห่งก่อนเลือกซื้อ และเมื่อสำรวจแล้วก็พิจารณาเลือกซื้อแหล่งที่ถูกที่สุด และมีคุณภาพดีที่สุด 
2. การเลือกใช้เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับโอกาสที่ใช้สอย การเลือกใช้เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับโอกาสและกาลเทศะในการใช้งาน มีดังนี้ 
1) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปงานมงคล หรืองานรื่นเริง เช่น งานแต่งงาน งานวันเกิด งานพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีสดใส แบบและลวดลายผ้าเหมาะสมกับรูปร่างและวัยของผู้สวมใส่ ถ้าเป็นงานกลางคืนควรใส่เสื้อผ้าที่มีรูปแบบหรูหรา อาจตกแต่งด้วยเลื่อมที่มีประกายแวววาว เนื้อผ้าควรมีลักษณะมันวาว พลิ้วสวย เป็นต้น 
2) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปเที่ยว เช่น ไปเที่ยวชายทะเล ไปสวนสนุก ไปเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ควรเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วเกิดความคล่องตัว เคลื่อนไหวได้สะดวกสบาย แต่ไม่ควรสั้นหรือรัดรูปจนเกินไป รูปแบบมีลักษณะตามสมัยนิยม 
3) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปเล่นกีฬา ควรเลือกชุดกีฬาและรองเท้าให้เหมาะสมกับกีฬาแต่ละประเภท เนื้อผ้าของเสื้อผ้า ควรมีความยืดหยุ่นดี ระบายอากาศได้ง่าย สวมใส่สบาย สะดวก และปลอดภัย ทั้งในขณะเล่นและพักผ่อนอิริยาบท 
4) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปงานศพ ควรเลือกเสื้อผ้าที่เรียบและสุภาพ ซึ่งประเพณีไทยนิยมใส่เสื้อผ้าที่มีสีดำหรือขาวเท่านั้น 
5) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปติดต่อสถานที่ราชการ ควรเลือกเสื้อผ้าที่สุภาพ เรียบร้อย เพื่อให้ดูสง่างาม น่าเชื่อถือ และเป็นการเคารพสถานที่และบุคคลที่เราจะไปติดต่อด้วย

การเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับรูปร่าง

การ เลือกเสื้อผ้าตามสีผิว
1. คนที่ใบ หน้าแดงเปล่งปลั่ง : เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้า สีเขียวชาหรือสีเขียวแก่ ไม่เหมาะที่จะสวมใส่เสื้อสีเขียว สด มิฉะนั้นจะดูไม่ทันสมัย
2. คนที่ใบ หน้าออกเหลือง : เหมาะที่จะสวมใส่เสื้อ สีน้ำเงินหรือสีฟ้า ไม่เหมาะที่จะสวมเสื้อสีน้ำเงินแก่ สีคราม สีกรมท่า มิฉะนั้นจะทำให้ใบหน้าดูเหลืองมากยิ่งขึ้น 
3. คนที่มีสีหน้าอิดโรยผิดปกติ : เหมาะที่จะสวม เสื้อสีขาว เพื่อให้แลเสมือนสุขภาพดี ไม่เหมาะที่จะสวม เสื้อสีเทา สีม่วง จะทำให้ดูเหมือนอ่อนเพลียยิ่งขึ้น
4. คนที่มี สีผิวขาวเหลือง : เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าโทน สีอบอุ่นแลดูอ่อนโยน เช่น สีชมพู สีส้ม ไม่เหมาะที่จะ สวมเสื้อผ้าสีเขียวและสีเทาอ่อน มิฉะนั้นจะดูเหมือนเป็น คน “ขี้โรค”
5. คนที่มีสีผิวคล้ำ : เหมาะที่จะสวมเสื้อผ้าสีอ่อน สว่าง เช่น สีเหลืองอ่อน สีชมพูอ่อน สีขาว เป็นต้น ซึ่ง จะสะท้อนความสว่างของสีผิว
6. คนที่มี ผิวไม่ละเอียด : เหมาะที่จะสวมเสื้อที่ทำจาก สิ่งทอที่มีหลากสี มีลายนูนเว้าบ้าง (เช่น ผ้าสักหลาดหยาบ เป็นต้น) ไม่เหมาะที่จะสวมเสื้อทำจากสิ่งทอสีอ่อนที่มี ลวดลายประณีต
การเลือกเสื้อผ้าตามรูปร่าง
1. พยายามหลีก เลี่ยงเสื้อที่มีคอเสื้อเหมือนรูปทรง ใบหน้าของคุณ
(1) คนหน้ากลม ต้องไม่เลือกเสื้อคอ กลม ควรเลือกใส่เสื้อคอ V คอแบะหรือคอเปิด
(2) หากเป็นคนหน้าเหลี่ยม ควรเลือกใส่เสื้อคอ V คอเสื้อ รูปตัว U หรือคอแบะ คอเปิด 
(3) หากเป็นคน หน้ายาว ควรเลือกเสื้อคอกลมหรือคอตั้ง

2. ควรเลือกเสื้อที่ สามารถแก้จุดด้อยของคอ

(1) คนคอสั้นควรเลือกเสื้อคอเปิด คอแบะหรือเสื้อคอต่ำ
(2) คนคอใหญ่ควรเลือกเสื้อที่มีคอแบบจีนคอตั้งหรือคอ เสื้อ ที่แคบแต่ลึก และผูกผ้าพันคอ
(3)คนคอยาวควร เลือก คอปกตั้งและผ้าพันคอที่พันชิดกับคอ

3. การเลือกเสื้อผ้าที่ส่งเสริมจุดเด่น หลีกเลี่ยงจุด ด้อยตามสภาพรูปร่างของแต่ละคน 

(1) คนหน้าอกใหญ่ ควรเลือกเสื้อคอเปิดหรือคอต่ำหรือเสื้อหลวมที่มีไหล่ กว้าง เพื่อให้เอวดูเล็กลง 
(2) คนหน้าอกเล็ก ควรเลือก เสื้อที่มีคอเปิดเป็นแนวเล็กยาวและเสื้อลายขวาง
(3) คน เอวสั้น ควรเลือกเสื้อคลุมเอวสูงที่จับจีบ หรือกระโปรง อัดพีท 
(4) คนสะโพกแคบ ควรเลือกกางเกงทรงหลวม หรือกางเกงที่จีบด้านบน กระโปรงจีบแบบหลวม หรือเสื้อแจ๊คเก็ตตัวหลวม 
(5) คนสะโพกใหญ่ ควรเลือก กระโปรงหรือกางเกงที่พอดีตัวและมีส่วนโค้งส่วนเว้า เสื้อ หรือเสื้อกล้ามต้องยาวคลุมสะโพก ถ้าจะให้ดี กระโปรง ควรมีกระดุมเล็กๆ เป็นแถวยาวหรือรอยตะเข็บตรงกลาง 
(6) คนที่ขาใหญ่ ควร เลือกกระโปรงที่ขอบเอว กระชับแต่ด้านล่างหลวม กางเกงที่ด้านบนมีรอยจีบหรือ ขาตรงหรือจะเลือกกางเกงขาสั้นหรือกางเกงกระโปรงก็ได้ 
(7) คนขาสั้น ควรเลือกเสื้อที่เป็นสีเดียวกันหรือเสื้อ เอวลอย

การเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับโอกาส

การเลือกใช้เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับโอกาสและกาลเทศะในการใช้งาน มีดังนี้

1) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปงานมงคล หรืองานรื่นเริง เช่น งานแต่งงาน งานวันเกิด งานพบปะสังสรรค์กับเพื่อน ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีสดใส แบบและลวดลายผ้าเหมาะสมกับรูปร่างและวัยของผู้สวมใส่ ถ้าเป็นงานกลางคืนควรใส่เสื้อผ้าที่มีรูปแบบหรูหรา อาจตกแต่งด้วยเลื่อมที่มีประกายแวววาว เนื้อผ้าควรมีลักษณะมันวาว พลิ้วสวย เป็นต้น

2) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปเที่ยว เช่น ไปเที่ยวชายทะเล ไปสวนสนุก ไปเที่ยวตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ควรเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่แล้วเกิดความคล่องตัว เคลื่อนไหวได้สะดวกสบาย แต่ไม่ควรสั้นหรือรัดรูปจนเกินไป รูปแบบมีลักษณะตามสมัยนิยม

3) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปเล่นกีฬา ควรเลือกชุดกีฬาและรองเท้าให้เหมาะสมกับกีฬาแต่ละประเภท เนื้อผ้าของเสื้อผ้า ควรมีความยืดหยุ่นดี ระบายอากาศได้ง่าย สวมใส่สบาย สะดวก และปลอดภัย ทั้งในขณะเล่นและพักผ่อนอิริยาบท

4) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปงานศพ ควรเลือกเสื้อผ้าที่เรียบและสุภาพ ซึ่งประเพณีไทยนิยมใส่เสื้อผ้าที่มีสีดำหรือขาวเท่านั้น

5) เสื้อผ้าสำหรับสวมใส่ไปติดต่อสถานที่ราชการ ควรเลือกเสื้อผ้าที่สุภาพ เรียบร้อย เพื่อให้ดูสง่างาม น่าเชื่อถือ และเป็นการเคารพสถานที่และบุคคลที่เราจะไปติดต่อด้วย

 

 การเลือกซื้อผ้าสำหรับสวมใส่

  1. เลือกคุณสมบัติของผ้าตามวัตถุประสงค์ที่ต้องใช้  เช่น  เสื้อผ้าใส่ทำงาน

เครื่องแบบนักเรียน  เสื้อผ้าใส่ลำลองอยู่ในบ้าน  เหล่านี้ควรเลือกผ้าที่เหมาะสม  ไม่เทอะทะหรือเบาบางจนเห็นชั้นใน

  2. ศึกษาข้อความที่เขียนติดมากับผ้าและริมผ้าอย่างละเอียด  ถ้าหน้าผ้าหรือริมผู้เขียไว้ว่าผ้าฝ้าย  หรือ  Cotton  65  %  หมายความว่าผ้าชิ้นนั้นมีคุณสมบัติของผ้าฝ้ายมากกว่าเทโทรร่อน  ดังนั้นผ้าชิ้นนี้จะสวมใส่สบาย ไม่ยับมากและรีดแต่น้อย  หรือข้อความเขียนบอกว่าเป็นผ้าเรยอน  100%  ซึ่งหมายความว่าผ้าชิ้นนั้นเป็นผ้าเรยอนล้วน  ซึ่งเมื่อยังใหม่สามารถจับต้องหรือมองดูสวยงามน่าใช้แต่พอนำมาตัดเย็บจะยับมาก  เวลาซักถ้าขยี้ไปมาจะขาด  ทั้งนี้เพราะคุณลักษณะของผ้าเรยอนเป็นเช่นนั้น

  3. สังเกตด้วยตาและการจับต้อง  ผ้าทอเนื้อดีเส้นด้ายยืนและเส้นด้ายพุ่งจะตัดกันเป็นมุมฉาก  ถ้าเส้นด้ายทั้งสองโย้เย้หรือรวนเป็นผ้าที่คุณภาพต่ำ  หรือด้อยจะตัดเย็บลำบาก  ผ้าที่ทอด้วยมือ  เช่น  ผ้าไหมไทย  ถ้านำมาส่องทวนแสงดูจะมองเห็นฝีมือการทอถี่ห่างไม่เสมอกันเป็นเพราะฟันหวีกระทบด้ายพุ่งไม่เสมอ  แสดงว่าเป็นผ้าที่มีคุณภาพด้อย

           การจับต้องผ้า  เช่น  กำผ้าเพื่อทดสอบการยับ  ถ้ากำแล้วผ้าไม่คลายตัว  และคงรอยยับเป็นเส้นอยู่อย่างนั้นแสดงว่าไม่ทนยับและต้องการรีดหรือขยี้ผ้าเพื่อดูว่ามีการเพิ่มเนื้อ  เช่น  ตกแต่งเนื้อผ้าด้วยการลงแป้งหรือไม่                                                                

      ดังนั้นเพื่อให้ได้ผ้าตรงกับประโยชน์ใช้สอย  จึงควรเลือกซื้อตามความรู้สึก  จากการสังเกตด้วยตาหรือจากการจับต้องให้ตรงกัน  เช่น  การเลือกซื้อผ้าตัดชุดนอน  ควรเลือกผ้าเนื้ออ่อนนุ่ม  ทนยับ  เป็นต้น

4.  กะปริมาณของผ้าให้พอดีกับงานที่ใช้  ให้เกินได้บ้างเล็กน้อย  แต่อย่าให้ขาดต้องศึกษาและรู้จักความกว้างของหน้าผ้าที่ขายในท้องตลาด  เพื่อจะเปรียบเทียบราคากับจำนวนผ้าที่ซื้อ  เช่น  ผ้าฝ้ายที่ตกแต่งให้มีคุณสมบัติคล้ายลินินหน้ากว้าง  36  นิ้ว  ราคาเมตรละ  80  บาท  ถ้าต้องการตัดกระโปรง  1  ตัว  จะต้องซื้อสองเท่าของความยาวซึ่งราคาอาจแพงกว่าซื้อผ้าอย่างเดียวกัน  แต่หนากว่าเล็กน้อยและกว้าง  60  นิ้ว  เพราะซื้อเพียงเท่าเดียวของความยาว  เป็นต้น

  5.  โอกาสใช้สอย  พิจารณาให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย  และงบประมาณที่มีถ้าหากมีงบประมาณจำกัด  ควรเลือกผ้าที่เป็นกลาง  ๆ  ไม่แสดงถึงโอกาสใช้สอยให้เห็นเด่นชัด  เช่น  เสื้อคอกลมผ้ากำมะหยี่ไม่เหมาะสมที่จะใช้เวลากลางวัน  ควรใช้ผ้าอื่นที่ไม่จำกัดโอกาสเช่น  ผ้าฝ้ายปนใยสังเคราะห์  หรือผ้าป๊อบปลิน  ซึ่งใช้ได้ทุกโอกาส

  6. ความทนทาน  เลือกเนื้อผ้าให้เหมาะสมกับระยะเวลาที่จะใช้ผ้าบางชนิดทอเนื้อหลวม  ลุ่ยง่าย  สีซีดเร็วใช้ไม่กี่ครั้งก็เก่า  แม้จะราคาถูกแต่เมื่อเอาจำนวนครั้งที่ใช้หารกับราคาผ้าแล้วมักแพงกว่าผ้าเนื้อดีราคาสูง  ดังนั้นจึงควรเลือกผ้าเนื้อดีและทนทานเพื่อให้ใช้ได้นาน  และเลือกเนื้อผ้าพอใช้ได้สำหรับที่จะใช้เพียงชั่วคราว

   7.  ความสบาย  การเลือกซื้อผ้าไม่ควรคิดถึงความสวยเพียงอย่างเดียว  เพราะเสื้อผ้าที่สวยบางชนิดสวมแล้ว  ทำให้รู้สึกไม่สบายกาย  ร้อน  อึดอัด  และเป็นผื่นคันได้  ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงเมื่อตัดสวมใส่แล้วมีความสบายทั้งกายและใจ  สบายกายคือไม่ร้อน  ไม่อึดอัด  ไม่คัน  สบายใจคือไม่กระดากว่าเสื้อผ้าที่สวมอยู่ทำให้คนมองอย่างที่ไม่ต้องการให้มอง  เช่น  สีสัน  และลวดลายแปลกจากธรรมดาไม่เข้ากับลักษณะของผู้สวม

 8.  ความสวยงาม  ความเหมาะสมกับรูปร่าง  ผิวพรรณลักษณะ  ท่าทาง และกิริยาของผู้สวมใส่  เช่น  คนที่มีลักษณะอ่อนโยนนุ่มนวล  ควรสวมเสื้อผ้าที่มีลวดลายกระจุ๋มกระจิ๋ม  หรือลวดลายในตัว  ผู้ที่มีข้อบกพร่องบางอย่างในร่างกายควรจะพรางได้ด้วยการสวมเสื้อผ้า  เช่น  สะโพกใหญ่มากไม่ควรเลือกผ้าตัดกระโปรงที่มีสีอ่อนเนื้อบางเบา

 9.  ความทันสมัย  ลวดลายผ้าและเนื้อผ้า  ย่อมเป็นที่นิยมกันเป็นช่วงเวลาหนึ่ง  ผ้าชนิดที่มีอยู่ในระยะเวลาอันสั้นเมื่อนำมาตัดเสื้อผ้าก็ใช้ได้ไม่กี่ครั้ง  แม้จะยังดีอยู่ก็ไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป  ซึ่งเป็นการใช้เงินไม่คุ้มค่าฉะนั้นควรเลือกใช้ผ้าลวดลายและเนื้อผ้าชนิดที่ใช้ได้นานกว่าผ้าที่ตามสมัยนิยม

   10.  งบประมาณ  แม้จะไม่รู้ราคาผ้า  ก็ควรคิดไว้ก่อนว่าจะเลือกผ้าในวงเงินเท่าใด  ถ้ามีทุนทรัพย์จำกัดควรเลือกผ้าราคาแพงในจำนวนพวกผ้าราคาถูก  อย่าเลือกผ้าราคาถูกในจำพวกผ้าราคาแพง  เช่น  ผ้าฝ้ายมีราคาไม่แตกต่างกันมากนักจากเมตรละ  20  กว่าบาท  ถึง  90  -  100  บาท  ถ้าซื้อผ้าฝ้ายราคา  50  บาท  นับว่าราคาแพงในจำนวนผ้าราคาถูก  ผ้าลูกไม้มีราคาตั้งแต่ยี่สิบกว่าบาทไปจนถึงหลายพันบาท  นับว่าเป็นผ้าที่มีราคาแพงมากถ้าซื้อผ้าลูกไม้ราคาเมตรละ  100  บาท  ถือว่าได้ผ้าราคาถูกในจำนวนผ้าราคาแพง

 11.  แหล่งผลิต  ควรพิจารณาเลือกซื้อของที่ผลิตได้ในประเทศเป็นอันดับแรก  และหลีกเลี่ยงการซื้อผ้าที่หาข้อมูลแหล่งผลิตไม่ได้  เพราะผู้ผลิตมักไม่ยอมบอกความจริงทั้ง  ๆ  ที่ปัจจุบันผ้าแทบทุกชนิดผลิตขึ้นเองในประเทศทั้งนี้เพื่อให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดว่าเป็นผ้าที่สั่งมาจากต่างประเทศจึงทำให้ราคาสูง  ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนค่านิยมเสียใหม่  คือ  เลือกซื้อแต่ผ้าที่ผลิตจากภายในประเทศ

วิธีและเคล็ดลับการเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะกับรูปร่างและสีผิวมีดังนี้

1. “เส้น” และ “สี” จะช่วยหลอกตาได้  สีอ่อนจะให้ความรู้สึกกว้าง ส่วนสีเข้มจะให้ความรู้สึกแคบ ลายขวางจะทำให้ดูกว้าง และลายดิ่งจะทำให้ดูสูงขึ้น

2.  ถ้าผู้หญิงที่มีช่วงอกใหญ่ ถ้าใส่เสื้อเชิ้ตให้แก้ไขโดยการปลดกระดุมเสื้อให้ลึก แต่ไม่โป๊ เพื่อเผยให้เห็นผิวเยอะที่สุด อาจสวมเสื้อแจ็กเก็ตคลุมทับอีกชั้นก็ได้

3.  ส่วนสาวช่วงอกเล็ก ให้เลือกเสื้อที่มีระบายตรงหน้าอก หรือ แบบจีบรูด ควรเลือกที่มีเนื้อผ้าหนา ไม่ควรเลือกผ้าสแปนเด็กซ์ หรือ ชีฟอง เพราะจะยิ่งทำให้ดูแบนราบยิ่งขึ้น

4.  ส่วนสาวสะโพกใหญ่-ไหล่เล็ก ให้แก้ไขโดยการเลือกสวมเสื้อที่จีบระบาย หรือจีบรูด หรือจะเลือกลายเสื้อแบบที่มีลายทะแยงขึ้นเพื่อช่วยหลอกตาให้ดูไหล่กว้างขึ้น ตรงกันข้าม ถ้าสาวไหล่กว้างกว่าสะโพก ให้เลือกสวมกระโปรงทรงบอลลูน หรือจับจีบให้พองๆ เพื่อให้ดูสมดุลยิ่งขึ้น

เทคนิคการเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับรูปร่าง

การเลือกเสื้อผ้า ไม่ใช่แต่จะตามเทรนด์อย่างเดียว ต้องดูว่าแต่งออกมาแล้วเหมาะกับรูปร่างของเราด้วย เพื่อให้สวยไร้ที่ติในทุกสถานการณ์ ซึ่งแบ่งรูปร่างออกได้เป็น      4 แบบ ลองดูซิว่า รูปร่างของเราเป็นแบบไหนและมีหลักเกณฑ์ในการเลือกเสื้อผ้าอย่างไรบ้าง

1.  สาวร่างเล็ก
              โชคดีของสาวร่างเล็ก เพราะคุณสามารถสวมใส่เสื้อผ้าได้หลากสไตล์ ถ้าต้องการแต่งตัวแบบสวยหรูดูสง่าขาเรียวยาว ก็ให้เลือกกระโปรงทรงตรง ส่วนเสื้อท่อนบนควรมีขนาดพอดีตัว กระโปรงสั้นทำให้สาวร่างเล็กดูเป็นเด็กน้อย ไม่ใช่สาวพราวเสน่ห์อย่างที่หวังไว้ ถ้าชอบชุดมีลวดลายก็ควรมีขนาดพอเหมาะและไม่โดดเด่นจนเกินไป เลือกเข็มขัดเส้นบางๆ สีตัดกับชุด ไม่ถึงกับต้องใช้สีตรงข้ามแบบสุดขั้ว เป็นสีที่พอจะเบรกกันได้จะดูเก๋กว่า เลือกรองเท้าส้นสูงประมาณ 2 นิ้วครึ่ง หรือ 3 นิ้วก็พอ ไม่ต้องสูงมาก

2.  สาวร่างใหญ่
              ชุดเดรสทั้งตัวแบบรัดรูปไม่ค่อยเหมาะกับสาวร่างใหญ่ ควรเลือกชุดแยกชิ้นที่พอดีตัว สวมใส่แล้วรู้สึกสบายไม่รัดจนแน่น กระโปรงยาวเลยเข่าเหมาะที่สุด อาจจะเลือกระโปรงย้อนยุค ยุค 50 สีเข้มมาใส่ สาวร่างใหญ่มักจะพยายามเลือกเสื้อผ้าแบบที่ปิดบังรูปร่าง แต่ยิ่งพยายามพรางอยู่ในชุดมิดชิดมากเท่าไหรก็จะยิ่งทำให้ดูตัวโตขึ้นเท่า นั้น สู้เลือกเปิดเผยจุดเด่นบ้างจะดีกว่า แบบว่าโชว์น้อยๆ ชวนมอง  ถ้าเลือกชุดมีลายควรเลือกลายอ่อนๆ และอย่าให้มีหลากสีสันมากเกินไป    เลือกรองเท้าส้นสูงปานกลางเพื่อช่วยให้น่องดูเรียวยาวและช่วยส่งให้ชุดที่ ใส่อยู่ดูหรูขึ้น

3.   สาวทรงลูกแพร์
              ปรับความสมดุลของรูปร่างด้วยชุดเดรสคอวี หรือตกแต่งส่วนตัวเสื้อด้านบน เช่น ปักเลื่อม หรือใช้ผ้าสีสดหรือสีสว่าง โดยเฉพาะผ้าเนื้อมันวาวอย่างผ้าไหม ก็จะช่วยพรางรูปร่างของคุณได้  ถ้าชอบลายอาจเลือกเนื้อผ้าที่มีลวดลายสะดุดตาเล็กน้อย ใส่ตุ้มหูและรองเท้าสีเดียวกันเพื่อช่วยให้ดูกลมกลืน รองเท้าสูง 2 นิ้วครึ่งเหมาะกับรูปร่างแบบนี้และช่วยให้ขาดูเรียวขึ้น กระโปรงทรงเอ เหมาะมากสำหรับการพรางสะโพกให้สาวหุ่นลูกแพร์มาก หรืออาจพรางได้ด้วยการสวมเสื้อกับกระโปรงแยกชิ้นและเสื้อยาวคลุมสะโพก กระโปรงเลยเข่าเล็กน้อยเน้นโทนสีธรรมชาติ

4.   สาวผอมสูง
              เลือกกระโปรงยาวใต้เข่า ผ่าข้างอวดขาเรียวยาว กระโปรงที่สั้นมากๆ จะทำให้ขาดูยาวมากไป สำหรับเนื้อผ้าควรเป็นเนื้อผ้าที่ทิ้งตัวดีและเลือกผ้าสีอ่อน เลือกเข็มขัดเส้นหนาจะช่วยพรางให้ดูสมส่วนมากยิ่งขึ้น สาวผอมสูงอาจไม่ต้องการความสูงอีกแล้ว แต่อย่าสวมรองเท้าส้นราบติดพื้นในโอกาสพิเศษ ควรหารองเท้าส้นสูงซักเล็กน้อย ช่วยให้สวนเป็นผู้หญิงและช่วยให้เรียวขาน่ามอง

วิธีการเลือกเสื้อผ้ให้เข้ากับสีผิวมีดังนี้

 1. ผิวอมชมพู: สีผิวแบบนี้จะส่งผลให้เจ้าของผิวดูเปล่งปลั่ง และดูมีสุขภาพดีกว่าสีผิวอื่นๆ ฉะนั้นเสื้อผ้าที่เลือกใส่ควรเลือกเป็นโทนที่อ่อนๆ สดใสๆ อย่างสีฟ้าอมเขียว สีฟ้าอ่อน โกโก้ สีชมพูอ่อน สีส้ม เป็นต้น เพราะโทนสีเหล่านี้จะช่วยทำให้สีผิวของคุณดูเด่นกว่าคนอื่นๆ

 2. ผิวขาวอมเหลือง: สาวที่มีผิวขาวมากนั้นถือว่าค่อนข้างโชคดี เหมือนสาวผิวอมชมพู เพราะสามารถเลือกโทนสีๆหนๆ มาส่วมใส่ก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสีแดง สีเขียว สีฟ้า สีชมพู เป็นต้น

 ผิวขาวซีด: สีผิวที่ขาวจนเกินไปจนแลดูเหมือนสุขภาพไม่แข็งแรงนัก ควรเลือกสีที่มีโทนค่อนข้างเข็ม หรือหม่นสักเล็กน้อยเพื่อขับสีผิวให้ดูเข้มขึ้นเล็กน้อย เช่น สีแดงเข้ม สีเหลืองอมน้ำตาล สีน้ำตาลไหม้ หรือสีเขียวเข้ม เป็นต้น

 3. ผิวสองสี หรือผิวสีน้ำผึ้ง: สาวผิวสีนี้ค่อนข้างดูเซ็กซี่มีเสน่ห์อยู่ในตัว การเลือกเสื้อผ้าที่เหมาะสมจึงควร เลือกเสื้อผ้าที่มีสีค่อนข้างอ่อน โดยเฉพาะสีผสมต่างๆ ที่ดูไม่ร้อนแรงหรือเย็นตาจนเกินไป เช่น สีน้ำตาลอมแดง สีเขียวอมฟ้า สีชมพูอมส้ม สีเลือดนก สีชมพูหม่น เป็นต้น

 4. ผิวสีคล้ำ ดำ แทน: ควรเลือกใส่เสื้อผ้าสีโทนกลางๆ ไม่อ่อนจนเกินไปและไม่สดเกินไป หรือเลือกเฉดสีที่ค่อนข้างเข้มก็ดี เช่น สีกรมท่า สีน้ำตาลเข้ม สีฟ้า สีม่วง สีเทา สีเขียวเข้ม เพราะสีเสื้อโทนนี้สามารถทำให้ผิวของคุณ ดูกลมกลืนกับเสื้อผ้า และยังทำให้คุณดูขาวขึ้น กว่าการใส่เสื้อที่มีสีสันสดๆ ด้วยค่ะ

 

 

1.ความหมายของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
ผ้า คือ สิ่งที่ทอด้วยเส้นใยใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ดังนั้นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายจึงหมายถึงการใช้สิ่งทอด้วยเส้นใยมาผลิตเป็นรูปแบบต่างๆตามความต้องการสวมใส่

 2.ความสำคัญและประโยชน์ของเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
มนุษย์ทุกชาติทุกภาษามีเครื่องแต่งกายประจำชาติ เมื่อสังเกตเห็นการแต่งกายอาจคาดเดาได้ว่าเขาเป็นชนชาติใด และการแต่งกายของคนในชาติเกิดจากความต้องการ ความจำเป็น ค่านิยมและการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวของชนชาตินั้น
เสื้อผ้าใช้ป้องกันความร้อน ความหนาว และบ่งบอกฐานะทางเศรษฐกิจ บ่งบอกอาชีพของผู้สวมใส่ ตลอดจนการเสริมสร้างบุคลิกภาพและสามารถสะท้อนวัฒนธรรมเฉพาะกลุ่มให้สง่างาม เหมาะสมตามกาลเทศะ

 

 3.คุณสมบัติของผ้าบางชนิด
       3.1 ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ เส้นใยจากพืชและเส้นใยจากสัตว์
              3.1.1 เส้นใยจากพืช
                       1- ผ้าฝ้าย 
     เป็นเส้นใยจากเมล็ดฝ้าย พันธุ์ฝ้ายมีหลายพันธุ์ แต่ละพันธุ์มีความยาวต่างกัน เส้นใยยาวผลิตผ้าได้คุณภาพดีกว่าเส้นใยสั้น เพราะปั่นได้ใยที่เรียบและเหนียวเป็นมัน เส้นใยสั้นเมื่อปั่นเป็นเส้นด้าย จะได้ใยหยาบไม่เรียบ ไม่ละเอียด แต่มีความทนทาน
คุณสมบัติของผ้าฝ้าย มีความมันน้อย ความเหนียวปานกลาง มีความยืดหยุ่นน้อยคงรูปดี ดูดความชื้นได้ดี ทนต่อความร้อน ทนต่อด่าง แต่ไม่ทนต่อกรด มีความอ่อนนุ่มเส้นใยยาว เหนียว ระบายความร้อนได้ดี
                        2-ผ้าใยสับปะรด เป็นผ้าที่ได้จากส่วนใบของสับปะรด โดยวิธีการหมัก และ ขูดเนื้อใบออกล้างให้สะอาด แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จะได้เส้นใยประมาณ 2-3% ของน้ำหนักใบสด
คุณสมบัติของผ้าใยสับปะรด เป็นเส้นใยขาว มีความมันเหมือนไหมมาก ในประเทศฟิลิปปินส์เรียกผ้าไหมสับปะรด จะมีความเหนียวกว่าใยกล้วย 25 เท่า และมีความเหนียวมากขึ้นเมื่อมีสีขาว นุ่ม แต่กระด้างเล็กน้อย
             3.1.2  เส้นใยจากสัตว์
 ขนสัตว์เริ่มมีขึ้นตั้งแต่ยุคหินโดยการเอาขนสัตว์ทั้งผืนทำเครื่องนุ่งห่ม ต่อมาใช้เส้นใยอัดติดกันเป็นผืนผ้า จนกระทั่งใช้ปั่นเป็นเส้นด้ายแล้วทอเป็นผืน
                     1) ขนสัตว์ ขนสัตว์ที่นิยมนำมาเป็นเครื่องนุ่งห่ม มาจากขนสัตว์ชนิดต่างๆ ได้แก่
                         (1)  ขนแพะแองกอร่า เรียกว่าไมแฮร์ มีในตุรกี ขนยาว 6-12 นิ้ว มีสีเทาอ่อน เมื่อทำความสะอาดแล้ว จะมีสีขาวเป็นมันเหนียวมาก
                         (2)  ขนแพะแคชเมียร์มีในตอนเหนือของอินเดีย จีนใต้ ธิเบต ขนยาว 1.2-3.4 นิ้ว ขนสีน้ำตาล สีเทา แพะ 1 ตัว จะมีขน ประมาณ 3 ออนซ์ เสื้อ 1 ตัว จะใช้แพะแคชเมียร์ถึง 6 ตัว ราคาจึงแพงมาก
                         (3)  ขนอูฐ ขนไวกัวนา และกัวนาโก มีในอเมริกาใต้ ลักษณะขนสั้น ละเอียด นุ่มมาก มีสีน้ำตาลแดง 
                         (4)  ขนกระต่ายแองกอร่า ลักษณะขนละเอียด นุ่ม ลื่น ขาว 
คุณสมบัติและการดูแลรักษาผ้าขนสัตว์ มีความยาวตั้งแต่ 1-14 นิ้ว ความเหนียวปานกลาง เมื่อเปียกความเหนียวจะลดลง มีความมันมาก ทนต่อความร้อนปานกลาง ถ้าความร้อนสูงเส้นใยจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ทนกรดอ่อนๆแต่ไม่ทนด่าง และรังสีอัลตราไวโอเลต ทนต่อแบคทีเรียและเชื้อราได้ดี แต่ถ้าเปื้อนต้องทำความสะอาดทันที มิฉะนั้นจะเกิดแบคทีเรียและเชื้อรา ทำให้เส้นใยเปื่อยขาดง่าย ไม่ทนต่อมอด และต้องทำความสะอาดโดยวิธีการซักแห้ง
                      2) ผ้าใยไหม 
ผ้าใยไหม ได้จากการสาวเอาเส้นไหมออกจากรัง แต่ต้องดึงเส้นใยฟูจากด้านนอกของรังไหมออกก่อน โดยการต้มให้ตัวหนอนตาย แล้วหาปลายเส้นใย สาวพร้อมกันทีเดียวหลายรัง แต่ไม่เกิน 20 รัง นำรังไหมใส่ภาชนะมีฝาปิด และมีรูที่ฝา เพื่อให้ปลายเส้นใยออกจากรู รูละ 1 เส้น ต้มในน้ำอุ่นในขณะที่สาวใยไหมใส่ระวิง ทำเป็นขด การสาวไหมทำด้วยมือดีกว่าเครื่องจักร 
 ชนิดของไหม
             (1.)ไหมป่า (Wild Silk) มีสีน้ำตาล ใยสั้นเพราะรังไหมเป็นรูเนื่องจากหนอนไหมกลายเป็นผีเสื้อแล้ว
            (2.)ไหมดูปิออง (Dupion Silk) เป็นผ้าไหมที่เกิดจากไหม 2 ตัว ทำรังเดียวกัน เส้นใยไม่เรียบเสมอกัน
            (3.)ไหมดิบ (Raw Silk) เป็นผ้าไหมที่ทอจากใยไหมที่ไม่ได้เอาขี้ผึ้งออก
           (4.)Reeled Silk คือผ้าที่ทอจากเส้นใยยาว 300-1,600 หลา
           (5.)Spun Silk คือผ้าที่ทอจากเส้นใยสั้นหรือเศษไหมที่เป็นรู
          (6.)Waste Silk คือผ้าที่ผลิตจากเส้นใยไหมด้านนอกสุดของรังไหมเลี้ยง หรือจากใยไหมที่เป็นรู
      คุณสมบัติของผ้าใยไหม เส้นใยเป็นมัน เรียบ นุ่ม ปรับตัวเองเข้ากับอุณหภูมิได้ ทำความสะอาดง่าย ดูดความชื้นได้น้อย ทนความร้อนได้มากกว่าขนสัตว์ ทนด่างอ่อนๆ ไม่ทนต่อกรด ทนความร้อนปานกลาง ทนต่อราได้ดี แต่ถ้าเปื้อนต้องทำความสะอาดทันที มิฉะนั้นจะเกิดบักเตรี และรา ทำให้เส้นใยเปื่อยขาดง่าย

      3.2 เส้นใยกึ่งสังเคราะห์
      เส้นใยกึ่งสังเคราะห์ คือเส้นใยที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น โดยใช้วัตถุที่เป็นธรรมชาติ ทำปฏิกิริยากับสารเคมีเกิดเป็นสารใหม่ ได้แก่
            3.2.1 เส้นใยสังเคราะห์จากนม คล้ายใยขนสัตว์เมื่อเปียกความเหนียวจะลดลง 50% ดูดความชื้นได้น้อย ทนต่อตัวแมลงต่างๆ
            3.2.2 เส้นใยสังเคราะห์จากข้าวโพด เส้นใยเหนียว เมื่อเปียกความเหนียวจะลดลง ไม่ขึ้นรา ตัวแมลงไม่กิน ทนต่อด่าง ทนความร้อนสูง
            3.2.3 เส้นใยสังเคราะห์จากถั่วลิสง ยืดหดน้อย ไม่เหนียว
            3.2.4 เส้นใยสังเคราะห์จากถั่วเหลือง คุณสมบัติคล้ายขนสัตว์มาก

 3.3 เส้นใยสังเคราะห์
           3.3.1 เส้นใยไนลอน
 ผลิตจากถ่านหิน น้ำ อากาศ รวมตัวกันเป็นกรดอไดปิคและเฮกซาเมทิลีนไดอามีน
 คุณสมบัติ มีความเหนียวมาก ยืดหยุ่นและคงรูปดี ทนต่อด่าง รา และแมลงได้ดี ทนต่อการเสียดสีดีเยี่ยม ไม่ทนต่อความร้อนสูง ไม่ดูดความร้อน ซักง่าย แห้งเร็ว

          3.3.2 เส้นใยโพลีเอสเตอร์
 ผลิตจากถ่านหิน อากาศ น้ำ น้ำมันก๊าด ทำปฏิกิริยาและใช้ความร้อนสูง เกิดโมเลกุลใหญ่ มีคุณสมบัติเป็นโพลีเอสเตอร์คุณสมบัติ ทนต่อแสงแดด มอดไม่กิน ราไม่ขึ้น ทนต่อการซักได้ดี ทนต่อความร้อน เกิดไฟฟ้าสถิต ระบายความร้อนได้น้อย ดูดความชื้นได้น้อย

     4. ผ้ากับชนิดของเสื้อผ้า
      การผลิตเสื้อผ้าแต่ละชนิดควรคำนึงถึงชนิดและคุณสมบัติของเส้นใย เส้นด้าย จะทำให้ได้เสื้อผ้าที่มีคุณภาพ และความเหมาะสมต่อการใช้สอยและการสวมใส่
          4.1 ผ้าฝ้าย
 ผ้าฝ้าย สามารถแบ่งชนิดตามน้ำหนักผ้าได้ดังนี้
              4.1.1 ผ้าเนื้อเบา ได้แก่ ผ้าขาวบาง ผ้าสาลู
              4.1.2 ผ้าน้ำหนักปานกลาง ได้แก่ ผ้าเช็ดตัว ผ้าสำลี ผ้าป็อบปลิน
              4.1.3 ผ้าน้ำหนักมาก ได้แก่ ผ้าคลุมเตียง ผ้ากำมะหยี่
         4.2 ผ้าลินิน
เหมาะสำหรับใช้ประโยชน์ คือ ทำผ้าตัดเสื้อ ผ้าเช็ดหน้า ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเต็นท์ ผ้าใบ ผ้ามุ้ง ทำรองในและเชือก
         4.3 ผ้ารามี
 ผ้ารามีสามารถใช้ประโยชน์ คือ ตัดเสื้อผ้า ผ้าเช็ดหน้า ผ้าปูโต๊ะ ฯลฯ
         4.4 ผ้าไหม
 ผ้าไหมสามารถใช้ประโยชน์ คือ ทำผ้าตัดเสื้อ ผ้าม่าน ผ้าคลุมเตียง ฯลฯ
        4.5 ผ้าขนสัตว์ 
ผ้าขนสัตว์สามารถทำประโยชน์ คือ ทำเสื้อผ้ากันหนาว
        4.6  ผ้าเรยอน (ไหมเทียม)
ผ้าเรยอนสามารถใช้ประโยชน์ คือ ทำเสื้อผ้าและวัสดุตกแต่งเครื่องเรือน
        4.7 ผ้าโพลีเอสเตอร์
ผ้าโพลีเอสเตอร์สามารถใช้ประโยชน์ คือ ตัดเสื้อ กระโปรง กางเกง ผ้าม่าน วัสดุตกแต่งเครื่องเรือน
       4.8 ผ้าอะครีลิค
ผ้าอะครีลิคสามารถใช้ประโยชน์ คือ ทำผ้าตัดเสื้อ วัสดุตกแต่งเครื่องเรือน
       4.9 ใยโลหะ
ใยโลหะสามารถใช้ประโยชน์ คือ ตกแต่งเสื้อผ้าและเครื่องเรือน
       4.10  ใยแก้ว
ใยแก้วสามารถใช้ประโยชน์ คือ ทำผ้าม่าน

การเลือกเข็มขัด
เข็มขัดที่เหมาะกับหุ่นพอดี เวลาใส่หัวเข็มขัดควรจะสอดเข้าไปในรูที่ 3 ของเข็มขัดนั้นได้อย่างสบายก่อนใส่เข็มขัด ก็อย่าลืมทำความสะอาดหัวเข็มขัดให้เรียบร้อยเสียก่อน
การคาดเข็มขัดรัดจนแน่นเพื่อให้เอวของคุณดูเล็กมากๆ จะยิ่งทำให้สะโพกของคุณดูใหญ่ขึ้น
สาวเอวใหญ่ไม่ควรใส่เข็มขัดที่มีขนาดใหญ่เกินไป เพราะจะยิ่งทำให้เอวดูใหญ่ยิ่งขึ้น ส่วนสาวเอวเล็กก็ไม่ควรใส่เข็มขัดที่มีขนาดเล็กบางจนเกินไป เพราะอาจทำให้ดูเป็นสาวเอวเล็กเกินไปจนน่ากลัว

สีที่ใช้ ช่วยให้หุ่นดีได้
เข็มขัดสีเข้มจะช่วยให้รูปร่างดูเพรียวมากกว่าเข็มขัดสีอ่อนๆสว่างๆ
เลือกใส่เข็มขัดที่มีโทนสีเดียวกันกับเสื้อผ้าจะช่วยให้หุ่นดูเพรียวที่สุด
หากอยากคาดเข็มขัดที่มีสีตัดกับเสื้อผ้า ก็ต้องมั่นใจหน่อยว่าเอวของคุณเล็กสวยได้สัดส่วนดีแล้ว


ความกว้างใครว่าไม่สำคัญ
ผู้หญิงส่วนใหญ่เหมาะกับเข็มขัดที่มีความกว้างประมาณ 3/4 นิ้ว
ผู้หญิงตัวใหญ่ ตัวเตี้ย ตัวผอม และมีปัญหาตรงช่วงเอวหรือสะโพก ควรจะคาดเข็มขัดเส้นเล็กมากกว่าเส้นใหญ่

หัวเข็มขัด รัดเอวสวย
หัวเข็มขัดขนาดเล็ก แบบเรียบๆช่วยพรางให้หุ่นดูเพรียวได้
หัวเข็มขัดที่ได้รับการตกแต่งประดับประดามากๆสไตล์แขก จะยิ่งเน้นให้คนหันมาสนใจช่วงเอวของคุณมากยิ่งขึ้น ดังนั้น หากคุณเป็นสาวเอวเล็กกำลังดี ใส่เข็มขัดแบบนี้จะดูน่ารักทีเดียว แต่ต้องใส่กับเสื้อผ้าโทนสีเรียบๆหน่อย เพราะตัวเข็มขัดเองก็มีลวดลายเด่นมากพอแล้ว แต่ถ้าคุณเป็นสาวสะโพกใหญ่ ใส่เข็มขัดแบบเรียบๆไม่โดดเด่นจนเกินไปจะดีกว่า

เข็มขัดกับรูปร่างแบบต่างๆ
สาวเอวใหญ่ ควรใส่เข็มขัดเส้นเล็ก โทนสีเดียวกับเสื้อผ้า
สาวเอวสั้น สาวเอวสั้นควรจะใส่กางเกงหรือกระโปรงเอวต่ำหน่อย สีเข็มขัดควรจะแมทช์กับสีเสื้อผ้าท่อนบน จะทำให้ช่วงตัวดูยาวขึ้น
สาวเอวยาว ถ้าอยากให้ช่วงขาดูยาวขึ้น ใส่เข็มขัดที่มีโทนสีเดียวกับกางเกงหรือกระโปรงจะดีกว่าค่ะ

เคล็ดเล็กๆน้อยๆ
ก่อนซื้อเข็มขัดทุกครั้ง ต้องลองก่อนเสมอ จะได้ดูว่าเข็มขัดสั้นหรือยาวไปสำหรับเราหรือไม่ เข็มขัดคุณภาพดีจะต้องทำจากหนังนุ่ม ยืดหยุ่นง่าย งานเย็บเรียบร้อย และไม่มีตำหนิใดๆ
ถ้าเบื่อจะใส่แต่เข็มขัดซ้ำซากจำเจ เดี๋ยวนี้มีผ้าคาดเอวที่นำมาผูกแทนเข็มขัดขายเยอะแยะ มีทั้งแบบที่ทำจากผ้าคอตต้อนธรรมาดาหรือผ้ากำมะหยี่ก็ได้ ใส่แล้วดูน่ารักไปอีกแบบ หรืออาจหาสายคาดเอวแบบที่เป็นเชือกถักมาคาด ก็จะช่วยขับให้เสื้อผ้าคุณดูเก๋ไก๋ขึ้นได้เหมือนกัน

8 เทคนิคเลือก "รองเท้า" ให้เหมาะและดีต่อสุขภาพเท้า

 
8 เทคนิคเลือก รองเท้า ให้เหมาะและดีต่อสุขภาพเท้า
 
        "เท้า" อวัยวะที่สำคัญต่อร่างกาย และการดำรงชีวิต เพราะในแต่ละวันเจ้าอวัยวะส่วนนี้พาเราไปในที่ต่างๆ ได้ตามที่ใจปรารถนา แต่หลาย ๆ ครั้งกลับถูกมองข้ามในการดูแล หรือถูกทำร้ายโดยการเลือกใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมจนทำให้เกิดอาการปวดเท้าหรือมีความผิดปกติกับรูปเท้าได้ เช่น อาการหัวแม่เท้าเก หรือบิดเข้าสู่นิ้วชี้มากไป เป็นต้น
       
       1. เลือกซื้อรองเท้าที่ลักษณะเหมือนรูปเท้าของผู้สวมใส่ และมีขนาดพอดี เช่น ผู้ที่ปลายเท้ากว้าง ก็ไม่ควรใส่รองเท้าที่หัวเล็ก แคบ
       
       2. ทำจากวัสดุที่อ่อนนุ่มต่อเท้า ทั้งด้านนอกและด้านใน ไม่มีตะเข็บแข็ง สามารถกันกระแทกและระบายอากาศได้ดี ซึ่งรองเท้าที่ทำจากหนังแท้ ส่วนใหญ่จะมีความยืดหยุ่น และระบายอากาศได้ดีกว่าหนังเทียม
       
       3. ควรเลือกใช้รองเท้าแบบที่สามารถปรับขนาดได้ เพราะจะทำให้สวมใส่ได้พอดี
       
       4. ไม่คีบดีกว่า การใส่รองเท้าคีบทำให้เกิดการเสียดสีบริเวณร่องนิ้วเท้า ไม่เหมาะในบางคนที่เท้าชา ซึ่งอาจเกิดแผลโดยไม่รู้ตัว
       
       5. ส้นรองเท้าต้องแข็งแรง ยืดหยุ่น เกาะพื้น ไม่ลื่นขณะเดิน
       
       6. ทดลองใส่รองเท้าเดินทั้ง 2 ข้าง ทุกครั้งที่ซื้อ เพราะเท้าคนเราจะไม่เท่ากันเสมอ ควรเลือกรองเท้าที่ใส่ได้พอดีกับเท้าเรามากที่สุด และการเดิน ทำให้เราทราบว่าขณะเดินมีการเสียดสี หรือขนาดพอเหมาะกับเท้าหรือไม่
       
       7. ควรเลือกซื้อรองเท้าช่วงบ่ายๆ เพราะเท้าจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อผ่านการเดินมาตลอดทั้งวัน เนื่องจากเลือดไหลเวียนลงสู่เท้ามากขึ้น จึงเหมาะที่จะเลือกรองเท้า เพื่อป้องกันปัญหารองเท้าคับแต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรม และชีวิตประจำวันด้วย
       
       8. แบนไปก็ไม่ดี ความแบนราบของพื้นรองเท้า ไม่เหมาะกับสรีระเท้าต่อการรับน้ำหนัก ดังนั้นหากใส่รองเท้าแตะ และรองเท้าที่มีลักษณะแบนควรเลือกรองเท้าชนิดที่มีพื้นนิ่ม และเสริมบริเวณอุ้งเท้า
       
       อย่างไรก็ดี การเลือกรองเท้าต้องเลือกให้เหมาะสมกับรูปเท้าด้วย อย่างคุณเป็นคน ฝ่าเท้าแบนชั่วคราว(คือเท้าแบนเมื่อเหยียบพื้นเท่านั้น) ควรสวมรองเท้าที่เสริมอุ้งเท้า (บริเวณพื้นรองเท้าด้านในช่วงกลางที่นูนขึ้น) เพื่อช่วยเส้นเอ็นพยุงอุ้งเท้า มีที่หุ้มด้านข้างและหลังเท้า เพื่อพยุงไม่ให้ส้นเท้าบิดและเท้าล้มเข้าด้านใน แต่ถ้าหากฝ่าเท้าแบนถาวร ซึ่งมักมีเท้าส่วนกลางกว้างกว่าปกติ ควรเลือกรองเท้าที่ด้านข้างกว้าง และมีพื้นนิ่มใส่สบาย
       
       ส่วน คนที่อุ้งเท้าสูง ส่วนใหญ่จะมีปัญหาปวดบริเวณฝ่าเท้าด้านหน้า และส้นเท้า เพราะการรับน้ำหนักของอุ้งเท้าส่วนกลางหายไป รองเท้าจึงควรมีลักษณะเสริมอุ้งเท้าส่วนกลาง (ยกนูนช่วงกลางฝ่าเท้าและเสริมอุ้งเท้า) เพื่อช่วยกระจายน้ำหนักจากฝ่าเท้าด้านหน้า และส้นเท้ามาที่อุ้งเท้า ควรเลือกรองเท้าที่มีพื้นนิ่มและมีความยืดหยุ่น
       
       นอกจากนั้นแล้ว คนเป็นเบาหวาน คือผู้ที่ต้องใส่ใจกับสุขภาพเท้าเป็นอย่างมาก เพราะมักมีปลายประสาททำงานผิดปกติ ทำให้เท้าชา มีนิ้วเท้าหงิกงอ ทำให้ฝ่าเท้าด้านหน้ารับน้ำหนักมากและนิ้วเท้าเสียดสีกับหัวรองเท้า จึงควรเลือกใส่รองเท้าพื้นนิ่ม มีหัวลึกและกว้าง ห้ามใช้รองเท้าคีบ เพราะอาจทำให้เกิดแผลบริเวณร่องนิ้วเท้าได้โดยไม่รู้ตัว
       

วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า


วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า



วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า (Woman Plus)

          รูปแบบของหมวกแต่ละสไตล์

วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า

          1. Fedora Hat หรือที่เรียกกันง่าย ๆ ในเมืองไทยว่า หมวกทรงไมเคิล หมวกทรงนี้ทำขึ้นมาจากวัสดุที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหวายหรือผ้า ใส่ได้ทั้งชายและหญิง หมวกสไตล์นี้เสริมบุคลิกให้ผู้สวมใส่ดูทะมัดทะแมง ถ้าเป็นผู้ชายก็ทำให้ดูเป็นหนุ่มเท่ทันสมัย ส่วนสาว ๆ ที่นิยมหมวกทรงนี้ก็มักจะเป็นสาวที่มีความคล่องตัวสูง และดูห้าวนิด ๆ


วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า

          2. Beanie Hat เป็นหมวกที่ฮิตสุด ๆ ในเกาหลี สาว ๆ หนุ่ม ๆ นิยมหมวกแบบนี้กันมากเลยค่ะ วัสดุก็มีหลายอย่างทั้งแบบบางและแบบหนา สามารถเลือกซื้อเลือกใช้สอยได้ตามสภาพอากาศค่ะ ข้อดีคือสามารถดึงหมวกลงมาปิดหูได้ หนุ่ม ๆ ผมสั้นก็เลยนิยมใส่กันมากในหน้าหนาวค่ะ ถ้าไปเที่ยวในที่หนาว ๆ อย่าลืมที่จะหาติดกระเป๋าไปซักใบนะคะ


วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า

          3. Beret Hat ถ้าเป็นสาวหวาน มีลุคแบบคุณหนูๆ ดูไฮโซล่ะก็ นี่เลยค่ะ หมวกเบเรต์หมวกแบบนี้คือหมวกที่มีลักษณะเป็นทรงกลมแบน ไม่มีปีก และมีจุกเล็ก ๆ ที่กลางหมวก เวลาใส่อาจจะคลุมปิดด้านหน้าไปเลยหรือจะปล่อยผมหน้ามาลงมาเพื่อเพิ่มความน่ารักหรือใส่แบบเอียง ๆ นิดนึงเพื่อความเก๋ก็ได้ค่ะ


วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า

          4. Newsboy Cap หรือ ที่เรียกกันทั่วไปว่า หมวกฟักทอง ลักษณะเป็นทรงกลมและมีปีกหมวกด้านหน้า หมวกทรงนี้ใส่แล้วน่ารักดูเป็นสาวหวาน ส่วนผู้ชายจะนิยมเป็นหมวกฟักทองที่มีทรงแบนกว่า เคยเห็นบ่อย ๆ ในหนังแนวเจ้าพ่อ แต่ก็ผ่านตาว่าดาราฮอลลีวูดก็ใส่เช่นกันค่ะ


วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า

          5. Beach Hat หรือ Summer Hat หมวกปีกกว้างใบงามเรียกว่าเป็นอะไรที่ขาดกันไม่ได้เลยกับทะเล ฟ้าใส หาดทรายสวย กับหมวกปีกกว้างแบบนี้ วัสดุที่เหมาะที่สุดก็เห็นจะหนีไม่พ้นเครื่องสานต่าง ๆ เพราะให้ความรู้สึกถึงธรรมชาติ และความผ่อนคลายมากที่สุด และเพื่อเพิ่มความเก๋อีก 30% สาว ๆ สามารถหาผ้าลายสวยหรือดอกไม้สดใสมาประดับที่หมวกเอง รับรองว่าถ่ายรูปออกมาแล้วสวยไม่น้อยหน้าใครเลยทีเดียวค่ะ


วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า

          6. Boater Hat นาทีนี้ไม่มีหมวกทรงไหนจะฮอตฮิตมากไปกว่าหมวกแฟชั่นทรงขนมเค้ก ซึ่งเป็นกระแสมาจากสาว ๆ จากฝั่งญี่ปุ่น โดยที่ญี่ปุ่นจะเรียกหมวกแบบนี้ว่า หมวกคังคัง จะมีทั้งทรงอ่อนและแข็ง เห็นผลที่หมวกทรงนี้ได้รับความนิยมมากมายก็เพราะ รูปทรงที่น่ารักทำให้ผู้สวมใส่ดูสวยหวาน เป็นหมวกที่ดูไม่มากเกินไป กำลังพอดีที่ทำให้ผู้สวมใส่ดูทันสมัยแบบเบา ๆ เป็นทรงที่ใส่ได้เรื่อย ๆ ไม่เว่อร์ และใส่กับเสื้อผ้าได้หลายสไตล์เลยค่ะ


วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า

          7. Bowler Hat หรือที่คนไทยเรียก หมวกชาลี นั่นเองค่ะ ซึ่งส่วนมากจะทำจากผ้ากำมะหยี่ มีหลากลายสีสัน สามารถใส่กับได้ทุกลุค ไม่ว่าจะหวาน เปรี้ยวซ่าส์ หรือเท่ห์ เก๋ไก๋ ก็ได้ทั้งนั้น บางรูปแบบจะเพิ่มหูขึ้นมาบนหมวกอันนี้ก็จะเหมาะกับลุคน่ารักใส ๆ ได้เหมือนกันค่ะ


 วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า

          8. Cloche Hat เป็นหมวกที่มีลักษณะปีกสั้น ๆ รอบหมวก ลักษณะคล้าย หมวกชาลี ส่วนมากทำมาจากผ้ากำมะหยี่ ใส่ในลุคสาวหวาน สดใสน่ารัก มีหลากหลายสีให้เลือกใส่


วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า

          9. Cowboy Hat แค่ชื่อก็บ่งบอกแล้ว ว่าเป็นหมวกคาวบอย นั่นหมายความว่าเป็นทรงหมวกที่เป็นของคาวบอยนั่นเอง แล้วก็นำมาประยุกต์กับแฟชั่นต่าง ๆ อาจจะเป็นใส่เข้ากับปาร์ตี้ธีมคาวบอย หรือไปท่องเที่ยวตามสถานที่เป็นไร่ เป็นสวน หรือฟาร์มนั่นเอง

วิธีการเลือกหมวกให้เข้ากับรูปหน้า



          10. Floppy Hat เป็นหมวกทรงปีกกว้าง ซึ่งเนื้อผ้าอาจจะทำมาจากกำมะหยี่หรือผ้าธรรมดาที่ค่อนข้างอยู่ทรง ปีกหมวกจะเป็นลักษณะทรงกว้าง ซึ่งเหมาะกับสาวลุคมั่น นอกจากจะใส่สวย เท่ เก๋ แล้วยังมีประโยชน์เวลาออกแดดด้วยนะคะ


          การเลือกใส่หมวกให้สวยเก๋   

          ก่อนอื่นต้องเลือกดูให้เข้ากับสถานที่ ช่วงเวลา ฤดูกาลนั้น ๆ แล้วต้องเป็นหมวกที่เราซื้อแล้วมั่นใจในการใส่ จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อมาแล้วแต่กลับไม่กล้าใส่ขึ้นมาซะอีก นอกจากนั้นแล้วยังต้องดูสีที่รับกับสีผิวของเราด้วย รวมถึงขนาดของหมวกที่ต้องพอดีไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป

          เลือกให้เหมาะกับรูปหน้า

          รูปหน้ากลม

          สำหรับสาว ๆ ที่มีรูปหน้ากลมนั้น ควรจะเลือกหมวกที่มีปีกกว้างกว่าใบหน้าของเรา เพื่อทำให้หน้าดูเรียว อย่างหมวกFloppy Hat หรือ Cowboy Hat นอกจากนี้ยังควรเป็นหมวกทรงสูงและมีรูปทรงชัดเจน จะช่วงอำพรางให้ใบหน้าที่กลมนั้นเรียวยาวขึ้นได้

          รูปหน้ายาว

          สำหรับสาว ๆ ที่มีรูปหน้ายาวนั้น ควรจะเลือกหมวกที่มีลักษณะเป็นทรงเตี้ย เพื่อจะได้ไม่ไปเพิ่มความยาวของใบหน้าขึ้นอีก และควรเลือกที่มีปีกออกมาพอดี ไม่กว้างมากเกินไป เพราะจะยิ่งบังกรอบหน้าเราที่มันไม่ค่อยมีด้านกว้างอยู่แล้ว และถ้าปีกแคบไปจะทำให้หน้ายิ่งดูยาวไปใหญ่ ถ้าจะให้ดีควรเลือกหมวกที่ปิดหน้าผากลงมาด้วย เพื่อให้หน้าดูสั้นลงอย่าง Cloche Hat ก็เหมาะค่ะ

          รูปหน้าเหลี่ยม

          สำหรับสาว ๆ ที่มีใบหน้าเหลี่ยม ก็จะทำให้เห็นช่วงกรามชัดเจน จึงควรเลือกหมวกที่มีลักษณะตรงข้าม ห้ามเป็นทรงเหลี่ยมเด็ดขาด และหันมาใส่หมวกทรงกลม มีปีกที่โค้งมน อย่าง Bowler Hat หรือจะเพิ่มเทคนิคเป็นการใส่หมวกเอียง ก็ได้อีกทางนึงค่ะ

          รูปหน้าหัวใจ

          สำหรับสาว ๆ ที่มีหน้าเป็นรูปหัวใจ เหมาะกับหมวกที่มีทรงกลมและปีกสั้น เพราะทรงหน้าแบบนี้จะมีโหนกแก้มชัดเจน จึงไม่ควรเลือกใส่หมวกปีกกว้าง แล้วหันมาเลือกสวมหมวกที่ทำให้ช่วงคางที่เรียวสวยดูเด่นขึ้นอย่าง Beret Hat และ Boater Hat

          รูปหน้าไข่

          สำหรับสาว ๆ ที่มีหน้ารูปไข่ ถือว่าได้เปรียบ เพราะเป็นรูปหน้าที่เรียวได้รูป ซึ่งสามารถเลือกใส่หมวกแบบไหนก็ได้ แต่ก็ต้องระวังสำหรับหมวกที่แบนเกินไป อาจทำให้เราดูหน้ายาวกว่าความเป็นจริง และถ้าอยากให้เก๋ลองเลือกใส่ Fedora Hat ดูจะยิ่งรับกับใบหน้าดีทีเดียวค่ะ

 

 

 

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : การเลอกซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
แบบฝึกหัดหลังเรียน : การเลอกซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย
เอกสารที่แนบ : เอกสาร เรื่อง การเลือกซื้อเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย