ศิลปวัฒนธรรมเวียดนาม

พัฒนาการทางวัฒนธรรม

คำอธิบาย: http://www1.mod.go.th/heritage/nation/neighbour/vietnam08.jpg

            ประเทศเวียดนามตั้งอยู่ติดกับประเทศจีนทั้งทางบก และทางทะเล ทางตอนเหนือของประเทศจึงเป็นเขตที่รับวัฒนธรรมไว้อย่างมั่นคง เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมจีนที่เก่าแก่ ชาวเวียดนามมีประวัติย้อนหลังกลับไปสู่วัฒนธรรมดอง - ซอน ในยุคโลหะในระยะต้น ๆ ชาวเวียดนามพูดภาษา ที่มีเสียงอยู่ในพวกคำพยางค์เดียวเหมือนไทย แต่มีส่วนประกอบอื่น ๆ แบบมอญ - เขมร ปนอยู่ 
            จีนได้ขยายอำนาจการปกครองถึงเวียดนามตอนเหนือ ในเกือบปลายพุทธศตวรรษที่สาม ในระยะนั้นจีนเรียกดินแดนส่วนนี้ว่า นาม - เวียด และมีการจัดตั้งประเพณีแบบจีน มีข้าวเป็นอาหารหลัก และดำเนินการบริหารตามแบบจีน ด้วยเหตุนี้การบริหารแบบจีนและวัฒนธรรมของจีนโบราณ จึงได้แพร่หลายในเขตเวียดนามตอนเหนือ และต่อมาก็ได้รับอิทธิพลพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งขณะนั้นกำลังรุ่งเรืองในจีน เกาหลี และญี่ปุ่น เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้เวียดนามมีอารยธรรมที่แตกต่างออกไปจาก ไทย ลาว และเขมร ที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท โดยมีวัฒนธรรมแบบศิลปะ และสถาปัตยกรรมที่แตกต่างกัน เป็นอิทธิพลผสมจากเขตเอเชียกลางโดยผ่านจีน 
            หลังจากความเสื่อมของราชวงศ์ถัง ในปี พ.ศ.๑๔๕๐ ชาวเวียดนามได้แยกตัวออกจากการปกครองของจีน และตั้งตัวเป็นเอกราช แต่อิทธิพลด้านวัฒนธรรมของจีน ก็ยังคงมีอยู่ ต่อมาราชวงศ์มองโกลของจีนได้เข้ามารุกราน และยึดได้เมืองฮานอยหลายครั้ง จนถึงปี พ.ศ.๑๙๕๐ เลอลอย ผู้นำขบวนการต่อต้านจีนของเวียดนาม ได้สถาปนาราชวงศ์เลอขึ้น และได้ให้คำกล่าวไว้ว่า "เรามีภูเขาและแม่น้ำของเราเอง มีขนบธรรมเนียมประเพณีของเราเอง" ราชวงศ์เลอ ได้ปกครองเวียดนามอยู่เป็นเวลายาวนาน มีจักรพรรดิ์ที่เข้มแข็งที่สุดของราชวงศ์เลอคือ เลอทันห์ตัน (พ.ศ.๒๐๐๓ - ๒๐๔๐) ต่อมาก็มีราชวงศ์ที่สำคัญ ๆ และได้ขยายดินแดนลงมาทางใต้เรื่อย ๆ 
            การแสดงออกทางวัฒนธรรมในเวียดนาม ในสมัยราชวงศ์เลอ (พ.ศ.๑๙๖๑ - ๒๓๒๙) มีดังนี้ 
              
  วรรณกรรม  เป็นยุคแห่งวรรณคดีจีนผสมกับเวัยดนาม นักประพันธ์ที่สำคัญมี เหงียนไตร ผู้นิพนธ์ ประกาศต่อประชาชนให้มีความรักชาติ ดังตรันกอน ผู้ประพันธ์บทเพลงจากภรรยานักรบ แลกีดอน ผู้ประพันธ์ประวัติศาสตร์ของไดเวียด เป็นต้น บรรดากวี ข้อเขียนทางวรรณคดี และปรัชญาหลายตอน เป็นภาษาจูกิง อันเป็นภาษาจีนชั้นสูง 
                ในราชวงศ์เหงียน (พ.ศ.๒๓๔๕ - ๒๔๘๘) วรรณคดีในสมัยนี้ยังคงผลิตผลงานเป็นภาษาจีนผสมเวียดนามคือ เขียนด้วยตัวอักษรจีน บทประพันธ์ส่วนใหญ่เป็นผลงานของจักรพรรดิ์เอง แต่ในวรรณคดีในภาษาเวียดนาม ก็ได้พัฒนาไปมากในรัชสมัยนี้ 
                ในการเขียนภาษาเวียดนาม ชาวเวียดนามได้อาศัยอักษรที่เรียกว่า ชูนอง ก่อนเป็นอักษรจีนที่แก้ไขตามหลักการของเจ้าตำราแต่ละคน และต่อมาได้ใช้อักษรที่เรียกว่า กว๊อกงื้อ เป็นการถอดภาษาด้วยการใช้อักษรโรมัน ซึ่งคิดขึ้นโดยบาทหลวง อเล็กซองเดรอะ เดอโรด (พ.ศ.๒๑๙๔) อักษรกว๊อกงื้อ หรืออักษรประจำชาติ เป็นวิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เพียงแบบเดียว 
                นวนิยายในรูปบทกวีที่มีชื่อเสียงที่สุด ซึ่งเขียนด้วยภาษาของปราชญ์ มีคุณค่าทางวรรณคดีมาก ผู้ประพันธ์คือ เหงียนดู (พ.ศ.๒๓๐๘ - ๒๓๖๓) และบทกวีที่รู้จักกันดีที่สุดบทหนึ่งคือ ลุกวันเทียน ผู้ประพันธ์คือ เหงียนดินห์เจียว (พ.ศ.๒๓๖๕ - ๒๔๓๑)  โดยได้อาศัยหลักศีลธรรมตามลัทธิขงจื้อ 
                ในด้านบทละคร ที่เขียนขึ้นส่วนใหญ่ประกอบด้วย เนื้อเรื่องที่ยืมมาจากจีน แหล่งที่มาที่สำคัญได้แก่ นิยาย อิงประวัติศาสตร์จีนเรื่อง สามก๊ก ตัวละครเป็นอย่างเดียวกับงิ้วจีน รูปแบบของบทกวีภาษาเวียดนาม บางทีก็ลอกแบบจีน หรือมิฉะนั้นก็เป็นบทกวีพื้นเมือง 
             
   ศิลปกรรม  ราชวงศ์เลอ ได้สร้างอนุสาวรีย์ขึ้นทั่วประเทศ นับว่าเป็นยุคที่ยิ่งใหญ่ของศิลปกรรมเวียดนาม ซึ่งบางครั้งก็แสดงออกด้วยหลุมพระศพของจักรพรรดิ์ ราชวงศ์เลอ ในระยะแรก ๆ จะเหมือนกับหลุมศพของจักรพรรดิ์ในราชวงศ์หมิงของจีน แต่ก็มีสิ่งปลูกสร้างที่เมืองหัวลือ ที่ได้แสดงให้เห็นบุคคลิกภาพ และเป็นตัวของตัวเอง ของศิลปินเวียดนามในการติดตามศิลปะของจีน 
                ต่อมาในราชวงศ์เหงียน (พ.ศ.๒๓๔๕ - ๒๓๘๘) ในรัชสมัยของจักรพรรดิ์ยาลอง ศิลปกรรมของราชวงศ์เหงียน ส่วนใหญ่แสดงไว้ที่เมืองเว้ สถาปัตยกรรมของพระราชวังจักรพรรดิ์ เป็นสถาปัตยกรรมที่แสดงออกถึงศิลปกรรมจีน กรุงปักกิ่งอย่างมาก 
                ศิลปเครื่องเขินของเวียดนาม ได้เริ่มเจริญมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๒๐ นับได้ว่าเป็นมาตรฐานสูง มีลักษณะลมุนละไมกว่าของจีนและญี่ปุ่น การทำเครื่องเขินนับว่า เป็นที่ขึ้นหน้าขึ้นตาของเวียดนาม การทำลายรดน้ำ การทำภาพสอดสีต่าง ๆ มีความวิจิตรงามตา

คำอธิบาย: http://www1.mod.go.th/heritage/nation/neighbour/vietnam09.jpg


                สถาปัตยกรรม  เวียดนามได้รับอิทธิพลจากจีนเช่นเดียวกัน ตัวอาคารมักสร้างให้เป็นรูปสี่เหลี่ยม หลังคามุงด้วยกระเบื้องประดับประดาแบบจีน ส่วนภาพในประดับด้วยไม้แกะสลัก มีลวดลายแบบจีน ซึ่งถือเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของสถาปัตยกรรมเวียดนาม 
                รากฐานของสถาปัตยกรรมในเวียดนาม เกิดจากวิถีชีวิตประจำวัน และแนวความคิดในความเป็นอยู่ของสมัยนั้น ๆ 

                ปฎิมากรรม  รวมถึงงานแกะสลัก และงานหล่อ ได้รับอิทธิพลจากจีน จาม และฝรั่งเศส มาผสมผสานกันแนวคิดดั้งเดิมของตน 
                งานปฎิมากรรมส่วนใหญ่ จะเห็นได้ตามโบราณสถานที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา ส่วนลวดลายต่าง ๆ ที่ใช้ในงานด้านนี้จะเห็นว่า มีสัตว์ต่าง ๆ เช่น มังกร ม้า เต่า และนกอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความยั่งยืน ความมั่นคงและความสุขสำราญของชีวิต อิทธิพลของจามนับว่าเป็นรองจากจีน งานปฎิมากรรมด้านนี้มีรูปกินรี แจกัน เสาแกะสลัก เครื่องปั้นดินเผาถูกตกแต่งเป็นรูปคนสวมพวงมาลัยบนศีรษะ เป็นต้น 
                ส่วนอิทธิพลของฝรั่งนั้นได้เข้ามาทีหลัง ได้ช่วยปรับปรุงเทคนิคในการทำลวดลายให้สวยงามยิ่งขึ้น แบบฉบับของงานมีลักษณะพิเศษ ไม่ได้สัมพันธ์กับงานสร้างเจดีย์ หรือพระปรางค์ ซึ่งสร้างกันมาแต่ก่อน หรือในสมัยเดียวกัน 

                จิตรกรรม  เวียดนามได้แบบอย่างมาจากจีนหลายอย่าง และในสมัยที่ตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ภาพเขียนต่าง ๆ ของเวียดนามได้นำมาดัดแปลง และเจือปนด้วยศิลปกรรมฝรั่งเศสด้วย จิตรกรรมจึงมีทั้งสองแบบคือ ทั้งแบบยุโรป และแบบของทางตะวันออก ซึ่งมีสองชั้นด้วยกัน 
                จิตรกรรมชั้นสูง มักจะเป็นภาพเขียนที่บรรยายธรรมชาติไว้อย่างวิจิตรพิสดาร ส่วนจิตรกรรมชั้นต่ำ ก็เป็นภาพเขียนบนผ้าไหม ฉาก ตามหีบไม้ต่าง ๆ ตามภาชนะเคลือบและเครื่องเขิน 

                ดุริยางคศิลป์  เริ่มต้นในราชวงศ์เลอ ได้มีการประพันธ์ทำนอง แบบของชาวจามด้วย 
                ในสมัยราชวงศ์อองได๋ ได้มีการศึกษาดุริยางคศาสตร์ของจีนด้วย ดนตรีประจำชาติของเวียดนามแต่โบราณ ได้รับอิทธิพลจากจีน คำร้องและลีลาของเพลง ได้จากธรรมชาติและความรัก 
                เครื่องดนตรีเวียดนามที่เลียนแบบเครื่องดนตรีจีนมี ขลุ่ยสามรู กระจับปี่ใหญ่ กระจับปี่สั้น ซอด้วง และขิม แต่เครื่องดนตรีเวียดนามที่ประดิษฐขึ้นเอง ในสมัยต่อมาเรียกว่า คอนคิม มีลักษณะคลายแบนโจ และเครื่องดีดชนิดใหม่มีลักษณะคล้ายจะเข้ โดยปกติเครื่องประกอบดนตรีของเวียดนาม ก็คล้ายของชาวเอเชียด้วยกัน 


                โดยทั่วไป ชาวเวียดนามรักการดนตรี รักการร้องเพลง และชอบร้องเพลง ในขณะทำงานหนักร่วมกัน กรรมกร ที่แบกของหนัก ๆ ก็ชอบร้องเพลงขณะทำงาน 
                นาฎศิลป์  มีลักษณะลีลาท่าทางการรำ อันเป็นศิลปที่อ่อนช้อย เทียบได้กับศิลปพื้นเมืองของไทยในบางอย่าง ได้แก่ ระบำ เดวียน เด ซึ่งเป็นการร่ายรำที่แสดงถึงชีวิตความสุข และความรักของคนธรรดาสามัญชนบท ระบำซานห์ เทียบ โก เดียว เป็นการเตือนให้ระลึกถึงสมัยที่รุ่งเรืองของดนตรีบริสุทธิ์ของเวียดนาม นาฏศิลปบางอย่างของเวียดนาม ก็ได้รับอิทธิพลจากจีน 


                วัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน  ในเวลาพบปะกัน ชาวเวียดนามใช้การก้มศีรษะ และโค้งตัวเล็กน้อย บางครั้งพวกผู้ชายก็จับมือกัน ซึ่งเป็นการเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกจากฝรั่งเศส 
                ในเทศกาลปีใหม่ที่เรียกว่า เท็ต ประมาณปลายเดือนมกราคม หรือต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับตรุษจีน มีขนบธรรมเนียมประเพณีการปฎิบัติคล้ายกับจีน เช่นการให้ของขวัญกันและกัน มีการเลี้ยงดูกัน ตามบ้านจะปักเสาไม้ไผ่ลำยาวไว้ลำหนึ่ง และประดับประดาเสานั้นด้วยใบไม้ ขนนก ลูกกระพวน รูปปลาตัวเล็ก ๆ กระดาษเงิน กระดาษทอง และจุดโคมไฟแขวนไว้ในเวลากลางคืน และมีการต้อนรับปีใหม่เมื่อเสร็จพิธี ก็พากันไปนมัสการปูชนียวัตถุ และปูชนียสถาน ตามวัดวาอารามในพระพุทธศาสนา สมาชิกในครอบครัว ก็พากันแต่งกายด้วยเสื้อผ้าใหม่ และสวยงามที่สุด 


                เครื่องแต่งกายประจำชาติเวียดนามคือ ผู้หญิงนุ่งกางเกงแพรยาวสีขาวหรือสีดำ แต่นิยมสีดำมากกว่า สวมเสื้อแขนยาวคอตั้งสูง ตัวเสื้อยาวลงมาจรดข้อเท้า ผ่าสองข้างสูงแต่สะเอว ให้แลเห็นกางเกงด้านข้าง ไว้ผมยาวเกล้ามวย สวมงอบหรือหมวกรูปฝาชีทรงสูง หรือใช้ผ้าสามเหลี่ยมคลุมศีรษะ รวบชายสองข้างมาผูกไว้ใต้คาง รองเท้าปกติใช้รองเท้าไม้ ทำเป็นรูปส้นสูง พ่นสีต่าง ๆ เช่น สีเงิน สีทอง ผู้ชายแต่งกายคล้ายผู้หญิง บางครั้งสวมเสื้อกุยเฮง สวมหมวกดำที่เย็บด้วยผ้า แต่ไม่มีปีก 
                อาหาร ชาวเวียดนามบริโภคข้าวเป็นหลัก เหมือนชาวเอเชียทั้งหลาย และใช้ตะเกียบแบบจีน รสอาหารไม่จัด และเผ็ดร้อนเท่าไทย มีกะปิ น้ำปลา เหมือนไทย นิยมกันผักสดกันมาก 

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : 
แบบฝึกหัดหลังเรียน :