ปัจจัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช

 

ปัจจัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ปัจจัยควบคุมการเจริญเติบโตของพืชแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ

 

1.  ปัจจัยที่มาจากภายในพืช ได้แก่ พันธุกรรม (genetic) ของพืช 

2.  ปัจจัยที่มาจากภายนอกพืช ได้แก่ สภาพแวดล้อม (environment)

 

ปัจจัยทั้งสองประเภทนี้มีส่วนร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกันในการกำหนดการเจริญเติบ โตของพืช กล่าวคือ พันธุกรรมเป็นสิ่งที่ควบคุมให้พืชแต่ละชนิดแต่ละพันธุ์มีลักษณะแตกต่างกันโดยพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดขอบเขตสูงสุดหรือศักย์ (potential) ที่จะเป็นไปได้ ส่วนสภาพแวดล้อมต่าง ๆ จะเป็นตัวควบคุมความสามารถในการแสดงออกของพันธุกรรมในรูปของการเจริญเติบโตและการให้ผลผลิต เช่น ในกรณีที่พืชมีพันธุกรรมที่ให้ผลผลิตสูง หากนำมาปลูกในบริเวณที่มีสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม พืชจะไม่สามารถให้ผลผลิตสูงสุดเต็มขีดความสามารถในการให้ผลผลิตของพืชได้ เพราะสภาพแวดล้อมควบคุมไม่ให้พันธุกรรมในพืชแสดงออกได้เต็มที่ แต่ถ้าปลูกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมพืชจะให้ผลผลิตสูงสุดเต็มขีดความสามารถของพืช อย่างไรก็ตามพืชจะไม่สามารถให้ผลผลิตสูงเกินกว่าขีดความสามารถสูงสุดของพืชได้ เนื่องจากพันธุกรรมได้แสดงออกเต็มขีดความสามารถหรือเต็มศักย์แล้ว อิทธิพลของแต่ละปัจจัยที่มีต่อการเจริญเติบโตของพืชกล่าวโดยย่อคือ

ภาพที่ 2.1 การศึกษาเรื่องพันธุกรรมพืชทำให้ทราบว่าพันธุกรรมเป็นสิ่งที่ควบคุมให้พืชแต่ละชนิดแต่ละพันธุมีลักษณะแตกต่างกัน

ปัจจัยที่มาจากภายในพืช พืชพันธุ์ต่าง ๆ ประกอบด้วยจีน (gene) ซึ่งเป็นหน่วยทางพันธุกรรมขนาดเล็กอยู่บนโครโมโซม (chromosome) ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต เป็นหน่วยที่สืบทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูก ทำหน้าที่ควบคุมลักษณะต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิตทั้งลักษณะที่สามารถมองเห็นได้ เช่น รูปร่าง ทรงต้น ความสูง ลักษณะใบ ลักษณะดอก รูปทรงผลเป็นต้น และลักษณะที่ไม่สามารถมองเห็นได้ เช่น คุณภาพของผลผลิต ( น้ำตาล แป้ง ไขมัน โปรตีน ) การใช้น้ำ การใช้อาหารแร่ธาตุ เป็นต้น นักปรับปรุงพันธุ์พืชจึงได้นำหลักการนี้มาใช้ในการผสมพันธุ์พืชให้มีลักษณะดีตามความต้องการ การเลือกใช้พันธุ์ที่ดีประกอบกับการจัดการให้สภาพแวดล้อมอื่น ๆ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชย่อมทำให้ผลผลิตสูงขึ้น การเลือกใช้พันธุ์ที่ดีนับเป็นทางลัดในการเพาะปลูกเพราะทำให้มีโอกาสที่จะได้ผลผลิตสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ปัจจัยที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช

 

ปัจจัยที่มาจากภายนอกพืช คือสภาพแวดล้อมซึ่งประกอบด้วย

1) แสง (radiant energy) แสงเป็นแหล่งพลังงานสำหรับพืชในขบวนการสังเคราะห์แสง

แสงที่พืชได้รับส่วนใหญ่เป็นแสงซึ่งมาจากดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นแสงสีขาว ประกอบด้วยแสงสีต่าง ๆ ได้แก่ ม่วง น้ำเงิน เขียว เหลือง ส้ม แดง ซึ่งเราเรียกว่า สเปกตรัม (spectrum) ชนิดของแสงสีต่าง ๆ อาจมีผลต่อประสิทธิภาพในการสังเคราะห์แสงของพืชแตกต่างกัน เช่น แสงสีแดง น้ำเงิน เขียวและเหลืองเป็นแสงที่มีประสิทธิภาพสูงหรือเหมาะสมสำหรับกระบวนการสังเคราะห์แสง แสงสีม่วงจะมีประสิทธิภาพในกระบวนการสังเคราะห์แสงต่ำมาก อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาในสภาวะที่พืชเจริญเติบโตตามธรรมชาติชนิดของแสงสีจะไม่ค่อยมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชมากนักเนื่องจาก แสงอาทิตย์ไม่มีโอกาสมากนักที่จะแตกแยกเป็นแถบสีต่าง ๆ ก่อนที่จะตกกระทบใบพืช ยกเว้นกรณีของสาหร่ายซึ่งแสงต้องผ่านน้ำก่อนทำให้แสงสีขาวแตกแยกออกเป็นแสงสีได้หรือในกรณีที่เกิดรุ้งกินน้ำแต่ก็เกิดเป็นปริมาณน้อยและมีช่วงเวลาสั้นมาก

 

พืชแต่ละชนิดมีความต้องการความเข้มของแสงแตกต่างกันไป พืชที่ชอบร่มเงา (shade plant) ถ้าได้รับความเข้มของแสงมากอาจเป็นโทษ ทำให้ใบเหลือง แคระแกรน พืชที่ชอบแสง (sun plant) เช่น พืชไร่ พืชสวนทั่วไปจะต้องการความเข้มของแสงมาก อย่างไรก็ตามแสงไม่น่าจะเป็นปัจจัยที่ควบคุมผลผลิตของพืชในประเทศไทยเนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตมรสุมและใกล้เส้นศูนย์สูตร มุมแสงตกกระทบพื้นที่เกือบตั้งตรง ทำให้มีความเข้มแสงสูง แม้ในวันที่ฝนตกหรือมีเมฆหมอกปกคลุมก็มีความเข้มแสงเพียงพอสำหรับพืช ส่วนในวันที่ฟ้าโปร่งจะมีความเข้มแสงมากเกินพอ

2) น้ำ (water) มีความสำคัญต่อพืชเนื่องจากเป็นวัตถุดิบในกระบวนการสังเคราะห์แสงและเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาต่าง ๆ ในพืชทำให้ปฏิกิริยาต่าง ๆ ดำเนินไปได้ น้ำยังเป็นองค์ประกอบของสารประกอบในพืช ในพืชสดจะมีน้ำอยู่ประมาณร้อยละ 75-92 เพราะน้ำจำเป็นสำหรับกระบวนการต่าง ๆ ในพืช เช่น กระบวนการแบ่งเซลล์และการขยายตัวของเซลล์ (cell division and cell elongation) นอกจากนี้น้ำยังทำให้เซลล์พืชเต่งตัว ช่วยในการเคลื่อนย้ายสารต่าง ๆ ภายในพืช และยังเป็นตัวการสำคัญในการรักษาอุณหภูมิให้คงที่ภายในพืช

 

ปัจจัยที่มาจากภายนอกพืช

  

3) อากาศ (soil air and atmosphere)

3.1) อากาศในบรรยากาศ ส่วนใหญ่ประกอบด้วยก๊าซไนโตรเจน ( ร้อยละ 78) ก๊าซออกซิเจน ( ร้อยละ 20.96) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( ร้อยละ 0.03) ไอน้ำและก๊าซเฉื่อย ก๊าซไนโตรเจนในอากาศพืชชั้นสูงไม่สามารถนำไปใช้ได้โดยตรงยกเว้นพืชตระกูลถั่วซึ่งมีจุลินทรีย์ที่ปมของรากเป็นตัวใช้ไนโตรเจน ก๊าซออกซิเจนในอากาศจำเป็นต่อการหายใจของพืช ส่วนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ พืชใช้เป็นวัตถุดิบร่วมกับน้ำในกระบวนการสังเคราะห์แสง อากาศในบรรยากาศจะมีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ค่อนข้างคงตัวและมากเพียงพอต่อความต้องการของพืช ดังนั้นปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศจึงไม่ใช่ปัจจัยที่ควบคุมผลผลิตของพืชไม่ว่าจะปลูกบริเวณใดในโลก

 

ภาพที่ 2.2 องค์ประกอบของดินที่เหมาะสมต่อการเจริฐเติบโตของพืช

 

 

3.2) อากาศในดิน ดินที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืชควรเป็นดินที่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นของแข็งร้อยละ 50 โดยปริมาตร และส่วนที่ไม่ใช่ของแข็งร้อยละ 50 โดยปริมาตร ซึ่งประกอบด้วยน้ำร้อยละ 25 และอากาศร้อยละ 25 โดยปริมาตรอากาศในดินส่วนใหญ่ประกอบด้วยก๊าซชนิดต่าง ๆ เช่นเดียวกับอากาศในบรรยากาศคือ ก๊าซไนโตรเจน ( ร้อยละ 78 โดยปริมาตร ) ออกซิเจน ( ร้อยละ 1-20 โดยปริมาตร ) และคาร์บอนไดออกไซด์ ( ร้อยละ 1-15 โดยปริมาตร ) แต่เมื่อเปรียบเทียบปริมาณของก๊าซแต่ละชนิดระหว่างอากาศในดินกับอากาศในบรรยากาศแล้วพบว่า อากาศในดินจะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำมากกว่าแต่จะมีก๊าซออกซิเจนต่ำกว่า ส่วนก๊าซไนโตรเจนมีปริมาณเท่ากัน องค์ประกอบของอากาศในดินจะเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับปริมาตรของช่องว่างของอากาศในดิน กระบวนการทางชีวภาพในดินและอัตราการเคลื่อนที่เข้าออกหรือการถ่ายเทระหว่างอากาศในดินและอากาศเหนือดิน องค์ประกอบของอากาศในดินที่มีเนื้อดินต่างกันที่ระดับความลึกต่างๆ แสดงในตารางที่ 2.

ตารางที่ 2.1 ปริมาณของก๊าซออกซิเจนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มีอยู่ในดินของบริเวณสวนแห่งหนึ่งในรัฐนิวยอร์ค (ร้อยละโดยปริมาตร)

จากตารางจะเห็นได้ว่าเมื่อเนื้อดินมีความละเอียดมากขึ้น จะมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น แต่ปริมาณก๊าซออกซิเจนจะน้อยลง และเมื่อความลึกของดินเพิ่มขึ้นจะมีปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น แต่ปริมาณก๊าซออกซิเจนจะน้อยลง

 

การถ่ายเทอากาศในดิน หมายถึงการถ่ายเทก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศในดินออกไปสู่บรรยากาศ และทดแทนก๊าซออกซิเจนของอากาศในดินด้วยออกซิเจนจากอากาศในบรรยากาศ อากาศในดินมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ก๊าซไนโตรเจนในดินเป็นแหล่งไนโตรเจนของพืชชั้นต่ำบางชนิดและพืชตระกูลถั่ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในดินไม่เป็นประโยชน์ต่อการสังเคราะห์แสง แต่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช เช่น ช่วยละลายธาตุอาหารพืชในดินออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืช 

ก๊าซออกซิเจนในดินเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสิ่งมีชีวิตในดินรวมทั้งรากพืชซึ่งต้องหายใจเอาออกซิเจนจากอากาศในดิน ยกเว้นข้าวนาลุ่มและนาน้ำลึกซึ่งมีกลไก (mechanism) ที่สามารถดึงเอาออกซิเจนจากบรรยากาศลงไปให้รากพืชหายใจได้ ก๊าซออกซิเจนในดินมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช คือช่วยในการเจริญเติบโตและการแพร่กระจายของรากทำให้พืชมีพื้นที่ผิวในการดูดน้ำและอาหารมากขึ้น นอกจากนี้พืชยังใช้ออกซิเจนในกระบวนการหายใจเพื่อจะได้พลังงานมาใช้ในการดูดกินธาตุอาหารจากดินหากดินมีออกซิเจนน้อยพืชจะมีพลังงานในการดูดน้ำและธาตุอาหารน้อยนอกจากนี้ก๊าซออกซิเจนยังช่วยป้องกันไม่ให้เกิดสารพิษบางอย่างขึ้นกับพืชเช่น ก๊าซมีเทนซึ่งเกิดจากการเน่าเปื่อยผุพังของอินทรียวัตถุในดินในสภาพที่มีออกซิเจนไม่เพียงพอ ส่วน Fe+2และ Mn+2 ที่เกิดขึ้นในสภาพที่ขาดออกซิเจนและสามารถละลายได้ง่ายอาจเป็นพิษต่อพืชได้หากพืชดูดเข้าไปเป็นปริมาณมาก

 

4) อุณหภูมิ (temperature) จะอธิบายแยกรายละเอียดเป็น 2 กรณีคือ อุณหภูมิของอากาศมีผลต่อการหายใจของพืช พืชจะหายใจช้าเมื่ออุณหภูมิต่ำและหายใจเร็วเมื่ออุณหภูมิสูง ในกรณีที่อุณหภูมิสูงเกินไปพืชจะหายใจเร็วซึ่งจะเป็นผลให้พืชมีการใช้อาหารมากกว่าการสร้างอาหารจากกระบวนการสังเคราะห์แสงทำให้พืชเจริญเติบโตช้าหรืออาจตายได้ โดยปกติอุณหภูมิที่เหมาะสมที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเจริญเติบโตได้ดีที่สุดคือ  15-40 °C ส่วนอุณหภูมิของดินมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชดังนี้

ก. เกี่ยวข้องกับการสะสมคาร์โบไฮเดรต การสะสมคาร์โบไฮเดรตในต้น ใบและรากพืชจะลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น เนื่องจากพืชจะหายใจเร็วทำให้มีการใช้คาร์โบไฮเดรตมากจึงมีคาร์โบไฮเดรตเหลืออยู่น้อย

ข. เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนย้ายอาหารภายในต้นพืช การเคลื่อนย้ายน้ำตาลจากใบไปยังรากจะเกิดได้เร็วที่อุณหภูมิ 20-30 °C พืชต่างชนิดกันจะมีระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเคลื่อนย้ายอาหารแตกต่างกัน

ค. มีอิทธิพลต่อการดูดน้ำและการดูดกินธาตุอาหารพืช เนื่องจากอุณหภูมิมีผลต่อการหายใจซึ่งจะได้พลังงานมาใช้ในการดูดน้ำและธาตุอาหาร อุณหภูมิจะมีอิทธิพลต่อการดูดน้ำและธาตุอาหารพืชมากในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ แต่จะมีอิทธิพลต่อการดูดน้ำและธาตุอาหารพืชน้อยในดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง

ในประเทศร้อนอุณหภูมิของดินจะมีปัญหาในแง่ที่ดินจะร้อนเกินไป และในแง่ที่อุณหภูมิของดินมีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไประหว่างช่วงเวลากลางวันและกลางคืน ความแตกต่างของอุณหภูมิดินระหว่างช่วงเวลากลางวันและกลางคืนจะทำให้รากพืชเจริญไม่เต็มที่ ซึ่งมีผลให้การเจริญของพืชลดลง วิธีการควบคุมไม่ให้อุณหภูมิของดินมีการเปลี่ยนแปลงมากเกินไปในช่วงเวลากลางวันและกลางคืนทำได้ 2 วิธีคือ

ก. ปลูกพืชคลุมดิน (cover crop) พืชคลุมดินจะช่วยบังแสงแดดไม่ให้ส่องกระทบพื้นดินโดยตรงในเวลากลางวัน ส่วนในเวลากลางคืนช่วยให้การถ่ายเทความร้อนระหว่างดินและอากาศช้าลง ทำให้อุณหภูมิของดินเปลี่ยนแปลงน้อย

ข. ใช้วัสดุคลุมดิน (mulching) การใชัวัสดุคลุมดินจะช่วยให้อุณหภูมิของผิวดินและดินล่างเปลี่ยนแปลงน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการไม่ใช้วัสดุคลุมดิน

  

5) สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ที่อยู่ร่วมกับพืช (biotic factor) หมายถึงสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่อยู่ในบริเวณเดียวกับพืช เช่น เชื้อโรคที่ทำลายพืช แมลงที่กินใบ ต้น ดูดน้ำเลี้ยงและเป็นพาหะของโรค วัชพืชที่แย่งน้ำ อาหาร อากาศจากพืชปลูก และเป็นแหล่งสะสมโรคแมลง

 

6) แร่ธาตุอาหาร จะกล่าวโดยละเอียดในหน่วยเรียนต่อ ๆ ไป 

ช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช

การเจริญเติบโต (growth) คือ กระบวนการที่สิ่งมีชีวิตมีการเพิ่มขนาดอย่างถาวรโดยไม่มีการผันกลับ เป็นกระบวนการที่สิ่งมีชีวิตกินอาหารเข้าไปแล้วสร้างโปรโตพลาสซึมและผนังเซลล์ขึ้นมาใหม่ทำให้มีขนาด น้ำหนักและปริมาตรเพิ่มขึ้น ภายใต้สภาพ แวดล้อมที่เหมาะสม พืชจะมีกระบวนการของการเจริญเติบโตสัมพันธ์กับเวลาที่ผ่านไปดังภาพเคลื่อนไหวที่ 

การเจริญเติบโตของพืชจะเริ่มต้นจากเอ็มบริโอ (embryo) ของเมล็ดที่สมบูรณ์ซึ่งผ่านระยะพักตัว (dormancy) มาแล้ว เมื่อได้รับความชื้นที่เหมาะสมจะเริ่มงอกรากแรกและสร้างต้นอ่อน (germination) แล้วเติบโตเป็นต้นกล้า ต้นกล้าจะเจริญเติบโตแบบไม่อาศัยเพศเป็นพืชต้นใหญ่ที่มีใบและกิ่งก้านสาขามากขึ้นมีขนาดใหญ่ขึ้น (vegetative growth) จนกระทั่งพืชเจริญเติบโตเต็มที่แล้วก็จะเริ่มออกดอก (flower initiation) ที่จุดนี้การเจริญของดอกจะแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคหนึ่งเป็นส่วนของดอกที่จะเจริญแบบไมโอซิส (meiosis) เกิดเป็นเซลล์สืบพันธุ์ (gametogenesis) ซึ่งจะเจริญเติบโตและมีการปฏิสนธิคู่ (double fertilization) เกิดเป็นเอ็มบริโอ และเอนโดสเปิร์ม (endosperm) อีกภาคหนึ่งของดอกจะเจริญไปเป็นผลไม้ เปลือกหุ้มเมล็ด และองค์ประกอบอื่น ๆ ในขณะที่พืชเริ่มออกดอกนั้น ใบและกิ่งก้านบางส่วนจะแก่ (senescence) และหยุดการเจริญเติบโต แต่สำหรับพืชอายุสั้นพืชทั้งต้นจะเริ่มหยุดเจริญเติบโตและตายไปในที่สุด (senescence and death)

 

ในระยะแรกของการเจริญเติบโตขณะที่เมล็ดงอกเป็นต้นอ่อนนั้น ขนาดหรือปริมาตรทั้งหมดและน้ำหนักสดทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นทีละน้อย ในช่วงที่ต้นกล้าเจริญเติบโตเป็นต้นใหญ่ที่เริ่มออกดอก ปริมาตรทั้งหมดหรือบางส่วน น้ำหนักสดทั้งหมดหรือบางส่วน น้ำหนักแห้งทั้งหมดหรือบางส่วน ความสูง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในระยะที่ดอกเจริญเติบโตหรือภายหลังพืชออกดอกไปแล้วจนถึงผลสุกแก่ ปริมาตรทั้งหมด น้ำหนักสดทั้งหมด น้ำหนักแห้งทั้งหมดของลำต้นและใบอาจจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยหรือคงที่หรือลดลงเล็กน้อย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะส่วนของกิ่งก้านและใบซึ่งมีอายุมากร่วงหล่นไปในขณะที่ดอกเริ่มพัฒนาเป็นผล หากอัตราการเพิ่มน้ำหนักของดอกที่พัฒนาเป็นผลมากกว่าอัตราการสูญเสียน้ำหนักของกิ่งก้านและใบที่ร่วงหล่นก็จะทำให้น้ำหนักทั้งหมดเพิ่มขึ้น และในทางตรงข้ามถ้าอัตราการสูญเสียน้ำหนักของกิ่งก้านและใบที่ร่วงหล่นมากกว่าอัตราการเพิ่มน้ำหนักของดอกที่พัฒนาเป็นผล ก็จะทำให้น้ำหนักทั้งหมดลดลง และหากอัตราการสูญเสียน้ำหนักของกิ่งก้านและใบที่ร่วงหล่นเท่ากับอัตราการเพิ่มน้ำหนักของดอกที่พัฒนาเป็นผลก็จะทำให้น้ำหนักทั้งหมดคงที่ช่วงระยะการเจริยเติบโตของพืช

 

 

ลักษณะของการเจริญเติบโตตามเวลาหรือกราฟที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างการเจริญ เติบโตและเวลาที่ผ่านไปของสิ่งมีชีวิตส่วนมาก เช่น ลักษณะของการเจริญเติบโตของพืชทั้งต้น ใบ ผลไม้ ปล้อง ปลายรากหรือการเจริญเติบโตของสัตว์มีลักษณะคล้ายคลึงกันคือ เป็นกราฟรูปตัวซิกมอยด์ (sigmoid curve, ~) โดยสิ่งมีชีวิตจะมีอัตราการเจริญเติบโตต่างกันไปตามระยะเวลา (อายุ) บางช่วงรวดเร็ว บางช่วงหยุดชะงัก ดังแสดงในภาพเคลื่อนไหวที่ 2.2

ระยะที่ I อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ

ระยะที่ II อัตราการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (ความชันของกราฟสูง)

ระยะที่ III อัตราการเจริญเติบโตช้าลง (ความชันลดลงเรื่อย ๆ จนขนานกับแกนนอน)

(ระยะเวลาในแกนนอนของสิ่งมีชีวิตจะแตกต่างกันไปตามชนิดของสิ่งมีชีวิตนั้น ๆ )

 

 

การวัดการเจริญเติบโตของพืช

 

วิธีการวัดการเจริญเติบโตของพืชที่ถูกต้องที่สุดคือ การวัดขนาดหรือปริมาตรของพืชทั้งต้น แต่ในทางปฏิบัติทำได้ยากจึงต้องเปลี่ยนมาวัดค่าเชิงปริมาณอื่น ๆ ที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับปริมาตรของพืชทั้งต้น ค่าเชิงปริมาณเหล่านี้ได้แก่ น้ำหนักสด น้ำหนักแห้ง (ของทั้งต้นหรือบางส่วนหรือเฉพาะส่วนที่อยู่เหนือดินแล้วแต่กรณี) ความสูง ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง (โคนต้น หรือตำแหน่งเฉพาะเช่น ป่าไม้) หรือทั้งความสูงและขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของต้นร่วมกัน การเลือกใช้ค่าใดเป็นตัวแทนที่เหมาะสมกับการวัดการเจริญเติบโตของพืชแต่ละชนิดมีหลักว่า ค่านั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กับปริมาตรของพืชทั้งต้นมากที่สุด ซึ่งจะต้องทำการศึกษามาก่อน

 

 

 

 

ปากใบ จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี ปากใบ (อังกฤษ: stomata คือรูที่อยู่ ระหว่างเซลล์คุม (guard cell) ที่ควบคุมการเปิดปิดของปากใบ ปากใบมีหน้าที่เป็นทางเข้าออกของน้ำและอากาศ ซึ่งปากใบของพืชส่วนใหญ่อยู่ล่างผิวใบเพราะพืชสังเคราะห์ด้วยแสงได้ดีในช่วงที่มีแสงแดดมาก ปากใบจึงต้องอยู่ด้านล่างเพื่อป้องจากนี้ ผิวใบด้านบนมีไขเคลือบอยู่หนาซึ่งช่วยลดการคายน้ำออกจากทางปากใบได้ "ปากใบ"เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า ปากของใบไม้ใช้สำหรับ รับประทานอาหารของพืช


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : ก่อนเรียนเรื่องพืช
แบบฝึกหัดหลังเรียน : หลังเรียนเรื่องพืช