.สนุกกับโครงงานวิทยาศาสตร์ เป็นวิชาที่ศึกษา วิเคราะห์ ทำกิจกรรม สร้างแรงบันดาลใจ ในการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ลักษณะสำคัญของโครงงานวิทยาศาสตร์ประเภทต่างๆ การเริ่มต้นทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ด้วยการตั้งคำถามและการสืบค้นข้อมูล  การวางแผนและการออกแบบโครงงานวิทยาศาสตร์  การเขียนเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์   การทำโครงงานวิทยาศาสตร์  การเขียนรายงาน  และการนำเสนอโครงงานวิทยาศาสตร์   โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ ความคิด ความเข้าใจ สามารถสื่อสารสิ่งที่รู้ มีความสามารถในการตัดสินใจ นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ จริยธรรม คุณธรรมและค่านิยมที่เหมาะสม

 

ผลการเรียนรู้

  1. ตั้งคำถามจากสถานการณ์ต่างๆ ตามความสนใจ โดยมีประเด็นหรือตัวแปรที่สำคัญในการสำรวจตรวจสอบหรือศึกษาได้อย่างครอบคลุมและเชื่อถือได้
  2. ออกแบบและวางแผนการสำรวจตรวจสอบ โดยมีการกำหนดและควบคุมตัวแปรต่างๆ กำหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ เลือกวิธีการสำรวจตรวจสอบเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพที่ได้ผลเที่ยงตรงและปลอดภัย โดยใช้วัสดุและเครื่องมือที่เหมาะสม
  3. วิเคราะห์และอธิบายผลการทดลองเชื่อมโยงกับสมมติฐาน และสถานการณ์ในชีวิตประจำวันได้
  4. วิเคราะห์โครงงานวิทยาศาสตร์  และมีแนวคิดในการวางแผนการทดลอง  รวมถึงจัดทำเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ได้
  5. ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ ตามความสนใจ  โดยมีขั้นตอนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ในการแก้ปัญหา  และนำเสนอได้อย่างเหมาะสม

science

เริ่มต้นโครงงานวิทยาศาสตร์อย่างไร

 

เริ่มต้นโครงงานวิทยาศาสตร์อย่างไร

 1.  หาหัวข้อที่จะศึกษา 
 พยายามคิดและหาสิ่งที่เราต้องการจะศึกษา ซึ่งอาจจะมาจากงานอดิเรกหรือปัญหาอื่นๆ ที่ผู้พัฒนาต้องการหาทางแก้ไข ซึ่งอาจจะมีเพียง 1 หรือ 2 เหตุการณ์
 2.  ศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
 พยายามที่จะศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับหัวข้อที่คิดไว้จากวารสารวิชาการ ห้องสมุด หรืออินเทอร์เน็ต สังเกตเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง เก็บรวบข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับหัวข้อดังกล่าว ค้นหาผลลัพธ์ที่ไม่สามารถอธิบายได้หรือผลลัพธ์ที่ไม่คาดคิด พูดคุยปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทต่างๆ ในสาขาที่เกี่ยวกับหัวข้อที่ต้องการจะศึกษา เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรง ตระเตรียมหรือสร้างเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ในการศึกษา
 3.  จัดการ
 จัดการรวบรวมทุกๆ สิ่งที่เรียนรู้มา  ในขั้นนี้ ผู้พัฒนาควรวิเคราะห์และสรุปความรู้ที่ได้รับอย่างเป็นระบบ และมุ่งเน้นลงไปที่แนวความคิดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยพยายามเชื่อมโยงความรู้ที่ได้รับกับปัญหาที่สนใจ เพื่อจะได้กำหนดขอบเขตของงานภายใต้เวลาที่มีและตั้งสมมติฐานได้ 
 4.  จัดตารางเวลา
 สร้างและกำหนดกิจกรรมต่างๆ ที่ผู้พัฒนาจะต้องทำใส่ลงในกำหนดเวลา กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการทดลองและการเก็บข้อมูลอาจจะต้องใช้เวลามาก เนื่องจากการทดลองเพียงครั้งเดียวหรือสองครั้งอาจจะไม่เพียงพอ ผู้พัฒนาควรจะวางแผนในการทำการทดลองซ้ำ ผู้พัฒนาไม่ควรลืมที่จะจัดสรรเวลาไว้สำหรับการเขียนรายงานและแสดงผลงานด้วย 
 5.  วางแผนการทดลอง
 เมื่อผู้พัฒนามีแนวความคิดต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการศึกษาแล้ว จากนั้นให้ลองเขียนแผนการทดลอง โดยแผนการทดลองนี้ควรอธิบายถึงวิธีทำการทดลองและสิ่งที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นขั้นตอน โดยผู้พัฒนาอาจจะเลือกวิธีการอธิบานโดยแบ่งเป็นหัวข้อย่อยหรือเขียนขั้นตอนของกระบวนการทำงานออกมาเป็นขั้นตอนชัดเจน
 6.  ปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษา
 การทำโครงงานที่ดี การสื่อสารกับผู้ที่เกี่ยวข้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้พัฒนาควรหาเวลาพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเกี่ยวกับโครงงานที่จะทำและแผนการทดลอง  
 7.  ทำการทดลอง
 ออกแบบการทดลองด้วยความรอบคอบ ในขณะทำการทดลอง ควรจดบันทึกรายละเอียดทุกอย่างที่เกี่ยวกับการทดลอง การวัดผลและสิ่งที่สังเกตได้  อย่ามั่นใจในความจำของเรามากเกินไป เพราะอาจหลงลืมได้  การทำการทดลองควรเป็นไปอย่างรอบคอบ ตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงตัวแปรควรที่จะเปลี่ยนทีละตัวแปร และทำการทดลองควบคุมด้วยซึ่งตัวแปรทุกชนิดไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง  ควรมีจำนวนตัวอย่างเพียงพอที่จะทำการทดลอง  ในแต่ละการทดลอง ควรมีจำนวนตัวอย่างอย่างน้อย 5 ตัวอย่าง
 8.  ตรวจสอบผลการทดลอง
 เมื่อทำการทดลองเสร็จเรียบร้อยแล้ว ผู้พัฒนาควรจะต้องตรวจสอบผลลัพธ์ที่ได้ วิเคราะห์ดูว่าผลการทดลองเป็นไปตามที่คาดไว้หรือไม่ อย่างไร  การทดลองแต่ละครั้งมีขั้นตอนการทดลองเหมือนกันหรือไม่  มีคำอธิยายอื่นๆ อีกหรือไม่ที่ผู้พัฒนายังนึกไม่ถึง  การสังเกตการณ์การทดลองแต่ละครั้งมีข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นหรือไม่  การทำความเข้าใจถึงข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น  และวิเคราะห์ข้อผิดพลาดนั้นอาจจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ควรทำการวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิตเพื่อสนับสนุนผลงานด้วย
 9.  สรุปผลการทดลอง
 ผู้พัฒนาอาจจะสรุปผลการทดลองของตนโดยการระบุถึงตัวแปรที่สำคัญ การเก็บข้อมูลให้เพียงพอ และสรุปว่า การทดลองนั้นๆ ยังจำเป็นที่ต้องทดลองต่อไปอีกหรือไม่  ผู้พัฒนาควรเปิดใจกว้าง ไม่ควรเปลี่ยนแปลงผลการทดลองเพียงเพื่อให้ตรงกับทฤษฎีที่ได้เรียนรู้มา  การทำการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จ ไม่จำเป็นที่ผลการทดลองจะต้องตรงกับสมมติฐานที่ตั้งไว้  เพราะการทดลองนี่ถือเป็นเพียงการพิสูจน์สมมติฐานเท่านั้น

โครงงานวิทยาศาสตร์ คือ งานวิจัยเล็กๆสำหรับนักเรียน เป็นการแก้ปัญหาหรือข้อสงสัย หาคำตอบโดยการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ประเภทของโครงงานวิทยาศาสตร์
1.   โครงงานประเภทสำรวจและรวบรวมข้อมูล 
โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ในการรวบรวมข้อมูลซึ่งอาจเป็นข้อมูลในภาคสนาม หรือในธรรมชาติ หรือทำการเก็บรวบรวมตัวอย่างมาวิเคราะห์ในห้องทดลอง หรือจำลองธรรมชาติขึ้นในห้องปฏิบัติการ แล้วสังเกต รวบรวมข้อมูลแล้วนำข้อมูลนั้นวิเคราะห์ โดยผ่านกระบวนการต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการจำแนกเป็นหมวดหมู่ การแยกประเภท การจัดระบบความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ได้สิ่งที่สำรวจมานั้นเป็นพื้นฐานขององค์ความรู้ แล้วนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เป็นแผนผัง แผนภูมิ กราฟ เพื่อให้เห็นลักษณะความสัมพันธ์ ในเรื่องที่ต้องการศึกษาได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผลการศึกษาที่ได้ เป็นเพียงความรู้พื้นฐาน ที่สามารถนำไปต่อยอดต่อไป เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น แบบสังเกต
         ตัวอย่างโครงงานประเภทสำรวจ รวบรวมข้อมูล 
         -  การสำรวจกีฬาที่เป็นที่นิยมของวัยรุ่น 
          - การสำรวจคำควบกล้ำที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน
         -  การสำรวจความคิดเห็นของชุมชนเสาชิงช้าเรื่องการอนุรักษ์เสาชิงช้า

2. โครงงานประเภททดลอง

โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ เป็นโครงงานที่ต้องทำการทดลอง เพื่อต้องการที่จะศึกษาผลของตัวแปรใดตัวแปรหนึ่งที่มีผลต่อตัวแปรอีกตัวหนึ่ง โดยออกแบบในรูปผลการทดลองเพื่อการศึกษาว่าตัวแปรหนึ่งจะมีผลต่อตัวแปรที่ต้องการศึกษาอย่างไร ด้วยการควบคุมตัวแปรโดยที่ในทางทฤษฎีแล้วอาจมีตัวแปรหลาย ๆ ตัวแปรก็ได้ที่มีผลต่อตัวแปรที่จะศึกษา แต่ในการทดลองดังกล่าวนั้น ผู้ที่ทำการศึกษาจะต้องเลือกศึกษาเพียงตัวแปรเดียว เสียก่อน และจะต้องกำหนดให้ตัวแปรอื่น ๆ ที่อาจมีผลต่อการศึกษานั้น เป็นตัวแปรที่จะต้องทำการควบคุมให้หมดทุกตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแทรกซ้อนของตัวแปร ซึ่งจะทำให้ผลการศึกษานั้นคลาดเคลื่อนไป เช่น ต้นไม้เจริญ เติบโตได้ดีจะต้องรดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ยและตั้งไว้ในที่มีแสงแดด จากสถานการณ์ดังกล่าว สิ่งที่เป็นสาเหตุหรือมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้มีดิน ปุ๋ย น้ำ แสงแดด เป็นตัวแปรต้น ทำให้ต้นไม้เติบโต แต่การทดลองเราจะเลือกมาเพียงสาเหตุเดียวก่อน เช่น เลือกปุ๋ย ตั้งหัวข้อว่า ."ปุ๋ยทำให้ต้นไม้เติบโตได้จริงหรือ" จากนั้นออกแบบการทดลองว่าจะพิสูจน์หัวข้อดังกล่าวได้ย่างไร โครงงานประเภทนี้จะให้ผู้ศึกษาความรู้ลึกมากยิ่งขึ้น โครงงานประเภทนี้ อาจพัฒนามาจากโครงงานสำรวจเพราะเมื่อได้ข้อมูลจากการสำรวจมาแล้ว แต่อยากจะ ทราบรายละเอียดมากขึ้น ก็ทำการศึกษา ค้นคว้าต่อ

การทำโครงงานประเภทนี้ ต้องมีการจัดการกับตัวแปรที่มีผลต่อการทดลอง ซึ่งตัวแปรมี 3 ประเภท คือ 
ประเภทของตัวแปร
                1. ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ หมายถึง เหตุของการทดลองนั้น
                2. ตัวแปรตาม ซึ่งจะเป็นผลที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงตัวแปรต้น
                3. ตัวแปรควบคุม หมายถึง สิ่งที่ต้องควบคุมให้เหมือนๆกัน มิฉะนั้นจะมีผลทำให้ผลของตัวแปรตามเปลี่ยนไป
  

ตัวอย่างโครงงานประเภททดลอง
          - ไม้ตีปิงปองแบบ ก ตีลูกได้ดีกว่าแบบ ข
          - ยาสีฟันสมุนไพรกำจัดกลิ่นปากได้
          - อาหารที่มีส่วนผสมของขมิ้นชันป้องกันโรคท้องอืดได้

 

3. โครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์

               โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการนำความรู้ทางทฤษฎี หลักการ มาประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาหรือประดิษฐ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ต่าง ๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในการทำงาน โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์ สิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวอาจเป็นสิ่งที่คิดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด หรือเป็นการดัดแปลงมาจากของที่มีอยู่แล้วก็ได้ เพื่อปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม หรือการสร้าง แบบจำลองเพื่ออธิบายแนวความคิดบางอย่างในการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง โครงงานนี้จำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้เป็นพื้นฐาน ที่อาจมาจากการสำรวจ ศึกษา ค้นคว้า หรือได้สูตรการทำอะไรมาก่อนแล้วใช้เป็นรากฐานต่อการสร้างสิ่งประดิษฐ์หรือพัฒนาสิ่งประดิษฐ์

ตัวอย่างโครงงานประเภทสิ่งประดิษฐ์ 
           โครงงานข้าวกล้องไทยห่อสาหร่าย
            โครงงานกระดาษจากเปลือกผลไม้
            โครงงานเครื่องใส่ปุ๋ยยางพารา     

  1. โครงงานประเภททฤษฎี

โครงงานประเภทนี้ เป็นโครงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอความรู้ หรือหลักการใหม่ ๆ เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ยังไม่มีใครเคยคิด หรือขัดแย้ง หรือนำเสนอแนวคิดหรือทฤษฏีใหม่ ๆ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของสมการ สูตร คำอธิบาย โดยตั้งข้อตกลงหรือกติกา ขึ้นมาเองแล้วเสนอหลักการหรือแนวคิด หรือทฤษฏี ตามกติกาหรือข้อตกลงนั้น ๆ หรือเป็นการขยายทฤษฏีในรูปแบบใหม่ที่ยังไม่มีผู้ใดคิดมาก่อน หรือขยายจากของเดิมที่มีอยู่ ซึ่งต้องผ่านการพิสูจน์อย่างมีหลักการก่อน การทำโครงงานประเภทนี้ ผู้ทำจะต้องมีพื้นฐานความรู้ในเรื่องนั้นเป็นอย่างดี ต้องศึกษาเรื่องราวมากมายจึงจะสามารถสร้างคำอธิบาย หรือทฤษฏีหรือพิสูจน์ทฤษฏีได้ 
         ตัวอย่างโครงงานประเภทการศึกษาทฤษฎี หลักการหรือแนวคิดใหม่ เช่น 
          - โครงงานพิสูจน์สุภาษิตที่ว่า "รักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี" 
          - โครงงานพิสูจน์คำกล่าวที่ว่า "ฝึกกายบริหารทุกวัน ร่างกายแข็งแรง"
          - โครงงานพิสูจน์ "ทฤษฏีสีแดงมีผลต่อการกระตุ้นจิตใจ เร้าใจ"

ขั้นตอนการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์ 
ขั้นตอนที่ 1 การได้มาของปัญหาที่จะทำโครงงานวิทยาศาสตร์ 
ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล 
ขั้นตอนที่ 3 การจัดทำเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ 
ขั้นตอนที่ 4 การลงมือทำโครงงานวิทยาศาสตร์ตามแผนที่วางไว้ 
ขั้นตอนที่ 5 การเขียนรายงาน 
ขั้นตอนที่ 6 การเสนอและการแสดงผลงานของโครงงาน

ขั้นตอนการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ขั้นตอนที่ 1 การได้มาของปัญหาที่จะทำโครงงานวิทยาศาสตร์

การได้มาซึ่งปัญหา  มาจากคำถามหรือความสนใจในเรื่องต่างๆ จากการสังเกตสิ่งรอบตัว การเลือกหัวข้อโครงงาน เลือกตามความสามารถ ความถนัด ความสนใจ และความต้องการของนักเรียน การตั้งชื่อโครงงานควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ ตั้งชื่อเรื่องให้ตรงกับเรื่องที่ศึกษา ตั้งชื่อเรื่องให้กะทัดรัด เข้าใจง่าย ควรเป็นชื่อเรื่องที่เร้าใจ

ขั้นตอนที่ 2 การศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล

ขั้นตอนนี้ เพื่อช่วยให้ได้แนวคิดที่ใช้กำหนดขอบเขตของเรื่องที่จะศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น รวมทั้งได้ความรู้เพิ่มเติม ในเรื่องที่จะศึกษาค้นคว้าดังกล่าวซึ่งเมื่อศึกษาแล้วควรบันทึกสรุปสาระสำคัญไว้ด้วย แหล่งข้อมูล เช่น การปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ การศึกษาผลงานของโครงงานวิทยาศาสตร์ การแสดงนิทรรศการโครงงานวิทยาศาสตร์ การศึกษาเทคนิคและวิธีการทดลอง ผลการศึกษาทดลอง ฯลฯ

ขั้นตอนการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ขั้นตอนที่ 3 การจัดทำเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์

การจัดทำเค้าโครงของโครงงานวิทยาศาสตร์ โดยเค้าโครง โครงงานวิทยาศาสตร์ประกอบด้วย              


 1. ชื่อโครงงาน

 7.  ขอบเขตของการทำโครงงาน

 2. ชื่อผู้ทำโครงงาน

 8.  วิธีดำเนินงาน

 3. ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน

 9.  แผนปฏิบัติงาน

 4. ที่มาและความสำคัญของโครงงาน

 10.  ผลที่คาดว่าจะได้รับ

 5. วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า

 11. เอกสารอ้างอิง

 6.  สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า (ถ้ามี)

 12.  นำเค้าโครงโครงงานเสนอต่อครูที่ปรึกษาโครงงาน


1. ชื่อโครงงาน   เทคนิค 3 อย่าง คือ     ตั้งชื่อเรื่องให้ตรงกับเรื่องที่ศึกษาโดยภายในชื่อต้องระบุตัวแปรต้นและตัวแปรตาม      
ตั้งชื่อเรื่องให้กะทัดรัด ได้ใจความชัดเจน รัดกุม หรืออาจเป็นชื่อเรื่องที่เร้าใจให้ผู้อื่นสนใจ
2. ชื่อผู้ทำโครงงาน การเขียนชื่อผู้รับผิดชอบโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งดีเพื่อจะได้ทราบว่าโครงงานนั้นอยู่ในความ
รับผิดชอบของใคร และ สามารถติดตามได้ที่ใด 
3. ชื่อที่ปรึกษาโครงงาน  การเขียนชื่อผู้ให้คำปรึกษาควรให้เกียรติยกย่องและเผยแพร่รวมทั้งขอบคุณที่ได้ให้คำแนะนำ
การทำโครงงานวิทยาศาสตร์จนบรรลุเป้าหมาย 
4. ที่มา และ ความสำคัญของโครงงาน บอกแนวคิดและที่มาของการทำโครงงานนี้ โดยการเขียนอธิบายถึงที่มาของการ
ทำโครงงานว่าเหตุใดจึงเลือกทำโครงงานนี้ มีเหตุจูงใจอะไรที่ทำให้สนใจการทำโครงงานนี้เป็นกรณีพิเศษ โครงงานนี้มี
ความสำคัญอย่างไร  (ดูตัวอย่างที่ 1)
                                                                                                         

ตัวอย่างที่ 1 ที่มาและความสำคัญของโครงงาน 
(เรื่อง การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของดอกบานบุรี) 

ที่มาและความสำคัญ

         มะพร้าว (Cocos nucifera Linn.)เป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในทุกท้องถิ่นในประเทศไทย  ซึ่งเราสามารถนำมะพร้าวมาทำประโยชน์ได้จากทุกส่วน เช่น ผลอ่อนใช้รับประทานสด ทั้งน้ำและเนื้อ  เนื้อมะพร้าวจากผลแก่นำไปปรุงอาหารและขนมหลายชนิด และใช้สกัดน้ำมัน กากที่เหลือใช้เลี้ยงสัตว์ น้ำมันมะพร้าวใช้ประกอบอาหาร เนยเทียม และสบู่ เปลือกมะพร้าวนำไปแยกเอาเส้นใยใช้ทำเชือก วัสดุทำเบาะและที่นอน ขุยมะพร้าวใช้ทำวัสดุเพาะชำต้นไม้ กะลาใช้ทำภาชนะ ตักตวงของเหลว หรือ ทำกระดุม เครื่องประดับ เครื่องดนตรี เช่นซออู้ ทำเชื้อเพลิง และถ่านกัมมันต์ ใบมะพร้าวทั้งอ่อนและแก่ ตลอดจนก้านใบใช้มุงหลังคา เครื่องจักสาร ไม้กวาดทางมะพร้าว ใช้ทำรั้วและเชื้อเพลิง ลำต้นแก่ใช้ในการก่อสร้างประดิษฐ์เครื่องเรือน ยอดอ่อนใช้เป็นอาหาร จั่น หรือ ช่อดอก มีน้ำหวานรองมาดื่มเป็นน้ำผลไม้หรือทำน้ำตาล หมักทำเหล้าและน้ำส้น รากใช้ทำยา สีย้อมผ้า และเชื้อเพลิง แต่อย่างไรก็ตามการปลูกมะพร้าวโดยทั่วไปก็เพื่อนำเอาเนื้อมะพร้าวไปประกอบอาหารและสกัดเอาน้ำมันเช่นเดียวกับปาล์ม จากการศึกษารายวิชาชีววิทยา เรื่องผลของฮอร์โมนพืชมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชและการสืบค้นข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตพบว่า ในน้ำมะพร้าว มีฮอร์โมนไซโตไคนิน ซึ่งฮอร์โมนไซโตไคนินเป็นฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการแบ่งเซลล์และช่วยชะลอการแก่ชรา และการส่งเสริมการลำเลียงสารอาหารและสารอินทรีย์ต่าง ๆ   ช่วยลดการสลายตัวของคลอโรฟีลล์ในพืช ผู้วิจัยจึงเกิดความสงสัย ว่าน้ำมะพร้าวประเภทใดที่มีปริมาณฮอร์โมนไซโทไคนินที่ช่วยชะลอการแก่ชราของพืชที่ดีที่สุด ระหว่างน้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวขนาดกลางและน้ำมะพร้าวแก่จึงออกแบบและทำการทดลองเปรียบเทียบผลของการใช้น้ำมะพร้าวในแต่ละประเภทในการลดการชะลอการเหี่ยวเฉาของพืชซึ่งในการทดลองนี้ใช้ดอกบานบุรี (Allamanda cathartica L.) ซึ่งเป็นพืชที่หาได้ง่ายในพื้นที่

5. วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 
จุดมุ่งหมายการวิจัย (Research purposes) เป็นการระบุกิจกรรมหรืองานที่ผู้วิจัยต้องทำ ในอันที่จะได้มาซึ่งคำตอบในการวิจัย

ตัวอย่างที่ 2

วัตถุประสงค์ของการศึกษาค้นคว้า 
(เรื่อง การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของดอกบานบุรี)

     วัตถุประสงค์

  1. เพื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพของน้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวขนาดกลาง และน้ำมะพร้าวแก่
  2. เพื่อเปรียบเทียบผลของน้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวขนาดกลาง และน้ำมะพร้าวแก่ ต่อการยืดอายุของกิ่งดอกบานบุรี

6. สมมติฐานของการวิจัย
สมมติฐานคือ การคาดคะเนคำตอบของปัญหาอย่างมีหลักและเหตุผล ตามหลักการ  ทฤษฎี  ส่วนใหญ่การเขียนจะเขียนในรูปของข้อความที่ใช้ภาษาเป็นสื่อ ในการอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจกันได้ตรงกัน และมักเป็นข้อความที่แสดงความสัมพันธ์ของตัวแปรต้นและตัวแปรตามว่ามีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างไร
** การตั้งสมมติฐานมักพบในโครงงานประเภท ทดลอง และสิ่งประดิษฐ์

ตัวอย่างที่ 3 
สมมติฐานของการศึกษาค้นคว้า 
(เรื่อง การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของดอกบานบุรี)

สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า

  1. น้ำมะพร้าวแต่ละประเภท ได้แก่ น้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวขนาดกลาง และน้ำมะพร้าวแก่ จะสามารถชะลอการแก่ชราของกิ่งดอกบานบุรีได้แตกต่างกัน

7. ขอบเขตในการทำโครงงาน
ผู้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์ต้องให้ความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการทำโครงงาน เพื่อให้ได้ผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือ ซึ่งได้แก่ การกำหนดประชากร กลุ่มตัวอย่าง ตลอดจนตัวแปรที่ศึกษา
               1. การกำหนดประชากร และกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ การกำหนดประชากรที่ศึกษาอาจเป็นคนหรือสัตว์หรือพืช ชื่อใด กลุ่มใด ประเภทใด อยู่ที่ไหน เมื่อเวลาใด รวมทั้งกำหนดกลุ่มตัวอย่างที่มีขนาดเหมาะสมเป็นตัวแทนของประชากรที่สนใจศึกษา

              2. ตัวแปรที่ศึกษา การศึกษาโครงงานวิทยาศาสตร์ ส่วนมากมักเป็นการศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุและผล หรือความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรตั้งแต่ 2 ตัวแปรขึ้นไป การบอกชนิดของ     ตัวแปรอย่างถูกต้องและชัดเจน รวมทั้งการควบคุมตัวแปรที่ไม่สนใจศึกษา เป็นทักษะกระบวนการ   ทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้ทำโครงงานต้องเข้าใจ 
ตัวแปรใดที่ศึกษาเป็นตัวแปรต้น ตัวแปรใดที่เป็นผลมาจากตัวแปรต้น เรียก ตัวแปรตาม และตัวแปรใดบ้างเป็นตัวแปรที่ต้องควบคุมเพื่อเป็นแนวทางการออกแบบการทดลอง ตลอดจนมีผลต่อการเขียนรายงานการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง สื่อความหมายให้ผู้ฟังและ ผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน  

ตัวอย่างที่  4
ตัวแปรที่ศึกษา 
 (เรื่อง การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของดอกบานบุรี)

ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 
ตัวแปรต้น                      น้ำมะพร้าว 
ตัวแปรตาม                    อายุของกิ่งดอกบานบุรีหลังตัดจากต้น
ตัวแปรควบคุม              ปริมาณน้ำ, ขนาดกิ่งของดอกบานบุรี, จำนวนใบ, จำนวนดอก, ความแก่อ่อนของใบ, ความแก่อ่อนของดอก, พื้นที่หน้าตัดของรอยแผลกิ่งดอกบานบุรี, สถานที่และเวลา (เพื่อควบคุมอุณหภูมิและความชื้น)

8. วิธีดำเนินงาน   กำหนดอุปกรณ์ พร้อมจำนวนที่ใช้ในการศึกษา   วิธีการดำเนินการต้องทำให้ชัดเจนว่าจะทำอะไรบ้าง เรียงลำดับกิจกรรมก่อนและหลังให้ชัดเจน เพื่อสามารถนำโครงงานไปปฏิบัติอย่างต่อเนื่องและถูกต้อง   
9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 
ให้เขียนคาดคะเนเหตุการณ์ว่าเมื่อได้ทำโครงงานวิทยาศาสตร์สิ้นสุดลงแล้วได้ประโยชน์อะไร ควรเขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์                                                         

ตัวอย่างที่  5
ผลที่คาดว่าจะได้รับ (เรื่อง การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของดอกบานบุรี) 

ผลที่คาดว่าจะได้รับ

  • ทำให้ทราบถึงลักษะทางกายภาพของน้ำมะพร้าวอ่อนหรือน้ำมะพร้าวขนาดกลางหรือน้ำมะพร้าวแก่
  • ทำให้ทราบว่าน้ำมะพร้าวอ่อน หรือ น้ำมะพร้าวขนาดกลาง หรือ น้ำมะพร้าวแก่ที่สามารถชะลอการเหี่ยวของกิ่งดอกบานบุรีได้ดีที่สุด

วัตถุประสงค์

  • เพื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพของน้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวขนาดกลาง และน้ำมะพร้าวแก่
  • เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของน้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวขนาดกลาง และน้ำมะพร้าวแก่ ต่อการยืดอายุของกิ่งดอกบานบุรี  

10. แผนการกำหนดเวลาการปฏิบัติงาน  นักเรียนต้องกำหนดตารางเวลาดำเนินการทุกขั้นตอน เป็นประโยชน์ให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป็นประโยชน์ต่อการติดตามประเมินผลการดำเนินงานแต่ละขั้นตอน จนสิ้นสุดการทำโครงงานนั้น  

รูปแบบปฏิทินปฏิบัติงาน


วัน  เดือน  ปี 
ระยะเวลา

รายการปฏิบัติงาน

สถานที่

ผู้รับผิดชอบ

หมายเหตุ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


11. เอกสารอ้างอิง(บรรณานุกรม)


         คือ รายชื่อเอกสารที่นำมาอ้างอิงเพื่อประกอบการทำโครงงาน วิทยาศาสตร์ 
เอกสารอ้างอิง (Reference) หมายถึง  เอกสารที่ใช้อ้างอิงในเนื้อหาทุกประเภท รวมถึงวัสดุทุกชิ้น (ตาราง รูปภาพ)ที่แทรกไว้ในรายงาน การเขียนเอกสารอ้างอิง คือ การเขียนบอกแหล่งที่มาของข้อมูลที่มีการอ้างถึงอยู่ในรายงาน เพื่อให้สะดวกต่อการค้นคว้า และให้เกียรติแก่ผู้เขียนเอกสารอ้างอิงนั้น 
การเขียนเอกสารอ้างอิงมี 2 ส่วนด้วยกันคือ ส่วนที่เป็นการเขียนอ้างอิงในเนื้อหารายงาน และส่วนที่เป็นการเขียนรวบรวมรายชื่อเอกสารอ้างอิงทั้งหมด ไว้ในท้ายเล่มของรายงาน ซึ่งมีรายละเอียดของแต่ละส่วนที่เป็นการเขียนรวบรวมรายชื่อเอกสารอ้างอิงทั้งหมดไว้ในท้ายเล่มของรายงาน ซึ่งมีรายละเอียดของแต่ละส่วนดังนี้

  1. การเขียนอ้างอิงในเนื้อหา

          1.1 การเขียนอ้างอิงในส่วนเนื้อหาสาระ 
                1)   การเขียนโดยอ้างอิงชื่อผู้แต่งก่อนการเขียนเนื้อหา

ผู้แต่งคนเดียว 
ชื่อผู้แต่ง(ปี พ.ศ.) + เนื้อหา 
ตัวอย่าง  :  
นิยม   สุขสันต์ (2555) ได้ทำการศึกษาเรื่อง ทางเลือกในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเพื่อลด การใช้ปุ๋ยเคมี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ…………………………………………………………………………………………………………...……………………

ผู้แต่งสองคน 
ชื่อผู้แต่งคนแรก และชื่อผู้แต่งคนที่สอง(ปี พ.ศ.) + เนื้อหา 
ตัวอย่าง 
สายธาร  ภูรินทร์ และเอื้องพร  เบญจรงค์(2554) ได้ทำการศึกษาเรื่อง………………………………………………………

 1.2  การเขียนอ้างอิงในส่วนที่เป็นตาราง 
ให้อ้างที่มาใต้ตาราง พร้อมระบุปี พ.ศ. โดย “ ตารางที่ และ ชื่อตาราง” ต้องอยู่ส่วนบนของตารางและซิดขอบด้านซ้ายดังตารางที่ 1
ตัวอย่าง 
ตารางที่ 1 แสดงค่า pH ของน้ำในลำห้วยทราย


จุดเก็บตัวอย่าง

ค่า pHของน้ำ

ต้นน้ำ

4

ปลายน้ำ

6

ที่มา: ไพโรจน์  วศิลป์,2548

  1. การเขียนอ้างอิงในส่วนที่เป็นภาพประกอบ ใช้หลักการเดียวกับตารางแต่ “ภาพที่”  ต้องอยู่ใต้ภาพ เหนือที่มา

 
ภาพที่ 31 ปะการังฟอกขาว 
ที่มา: จตุพร  นวลคำ, 2550

 

2.   การเขียนรวบรวมรายชื่อเอกสารที่อ้างอิงทั้งหมดไว้ท้ายเล่มของรายงาน (ก่อนภาคผนวก) การเขียนเอกสารอ้างอิงส่วนนี้จะเขียนเรียงลำดับตัวอักษร เริ่มจากเอกสารภาษาไทยก่อนแล้วตามด้วยเอกสารภาษาอังกฤษ โดยไม่ต้องใส่หมายเลขลำดับ รูปแบบการเขียนเอกสารอ้างอิงมีหลายรูปแบบดังนี้ 

2.1   เอกสารประเภทวารสาร 
 ภาษาไทย 
ชื่อ-นามสกุลผู้เขียนบทความ.(ปีที่ตีพิมพ์). ชื่อบทความ.ชื่อวารสาร,ฉบับที่พิมพ์,หน้า.
ตัวอย่าง 
โอมนันท์  มณโชติ. (2548). ภาวะโลกร้อน แค่ความเปลี่ยนแปลงหรือภัยใกล้ตัว. สสวท, ปีที่ 33 ฉบับที่ พฤษภาคม –     
มิถุนายน 2548, หน้า 32 – 34.
(สังเกตว่าเวลาขึ้นบรรทัดใหม่ต้องเยื้องไป ตัวอักษร)

2.2 เอกสารประเภทตำรา 
ภาษาไทย 
ชื่อ-นามสกุลผู้แต่ง. (ปีที่ตีพิมพ์).ชื่อหนังสือ.เมืองที่พิมพ์: สำนักพิมพ์,หน้า.

ตัวอย่าง 
กิตติ   ภัคดีวัฒนะกุล. (2546).คัมภีร์ JAVA เล่ม 1. กรุงเทพฯ:เคทีพี คอมพ์ แอนด์ คอนซัลท์,หน้า 35-40.
(ขึ้นบรรทัดใหม่ให้เยื้องไป ตัวอักษร)

2.3   จากเวบไซต์ 
ภาษาไทย 
ชื่อ-นามสกุลผู้แต่ง หรือชื่อหน่วยงาน,อักษรย่อชื่อหน้า.อักษรย่อช่อกลาง(ถ้ามี). ชื่อเรื่อง. เดือนปีที่เข้าถึงข้อมูล, จาก URL.
ตัวอย่าง 
กรมชลประทาน. วัฏจักรของน้ำ. ธันวาคม 2549, จาก http://www.rid.go.th/kw_cy1.html.
(ขึ้นบรรทัดใหม่ให้เยื้องไป ตัวอักษร)

 

12. นำเค้าโครงโครงงานเสนอต่อครูที่ปรึกษาโครงงาน 
เมื่อครูที่ปรึกษาโครงงานอนุมัติจึงสามารถดำเนินการในขั้นต่อไปได้ (ดูตัวอย่างเค้าโครงโครงงาน)

ขั้นตอนการจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์

ขั้นตอนที่ การลงมือปฏิบัติโครงงาน

ในการปฏิบัติงานผู้ทำโครงงานควรจะดำเนินการดังนี้ 
1. ทบทวนดูประเภทของโครงงานอีกครั้งเพื่อจะได้มีความชัดเจนในการปฏิบัติงาน
2. ผู้ทำโครงงานต้องกำหนดขั้นตอนในการปฏิบัติงานอย่างละเอียด ชัดเจน
3. ผู้ทำโครงงานต้องปฏิบัติงานด้วยความรอบคอบ ประหยัด
4. ผู้ทำโครงงานต้องมีการจดบันทึกข้อมูลต่าง ๆ ไว้อย่างละเอียด เป็นขั้นเป็นตอน
5. ผู้ทำโครงงานต้องระบุเวลาของการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอนทุกขั้นตอน
6. ในกรณีที่มีข้อผิดพลาด หรือมีปัญหาในการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอน ต้องรีบปรึกษากับกลุ่ม หรือครูที่ปรึกษาทันที เพื่อจะได้แก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

การบันทึกผลการปฏิบัติงาน  การเขียนบันทึกควรชัดเจนจะทำให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งอาจจะต้องใช้วิธีการต่าง ๆ ช่วย เช่น ทำตารางบันทึกผลการทดลอง การสำรวจ หรือการแสดงความคิดเห็น เป็นต้น  

ขั้นตอนที่ การเขียนรายงานโครงงาน

แบ่งเป็น 6 ส่วน 
                 ส่วนปกหน้า 
                 บทที่ 1 บทนำ 
                 บทที่ 2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 
                 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย 
                 บทที่ 4 ผลของการดำเนินการ 
                 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผล 
                 ส่วนประกอบตอนท้าย

ส่วนปกหน้า  ประกอบด้วย

  1. ปกหน้า 
  2. บทคัดย่อ อธิบายถึงที่มาและความสำคัญของโครงงาน วัตถุประสงค์ วิธีดำเนินการ และผลที่ได้ตลอดจนข้อสรุปต่างๆอย่างย่อประมาณ 300-350 คำ            

ตัวอย่างที่  7
บทคัดย่อ
 (เรื่อง การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของดอกบานบุรี)

หัวข้อโครงาน        การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของพืช
ผู้จัดทำ                    1.......................................................
                                2.......................................................
                                3.......................................................
                                 
ระดับชั้น                  ........................................................
ชื่อครูที่ปรึกษา       ........................................................
โรงเรียน                   ........................................................
ปี พ.ศ.                        2551

 

                                                                                   บทคัดย่อ


การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของพืช เพื่อศึกษาสมบัติทางกายภาพของน้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวขนาดกลาง และน้ำมะพร้าวแก่ และศึกษาประสิทธิภาพของน้ำมะพร้าวอ่อน น้ำมะพร้าวขนาดกลาง และน้ำมะพร้าวแก่ ต่อการยืดอายุของกิ่งดอกบานบุรี พบว่า น้ำมะพร้าวอ่อน ค่าpH ประมาณ 3.48 สีค่อนข้างไส กลิ่นหอม ลักษณะทางกายภาพของน้ำมะพร้าวขนาดกลาง ค่า pH ประมาณ 4.13 สีค่อนข้างขุ่น กลิ่นหอม ลักษณะทางกายภาพของน้ำมะพร้าวแก่ ค่า pH ประมาณ 4.40 สีขุ่นและมีตะกอน มีกลิ่นหืน จากการศึกษาประสิทธิภาพของและน้ำมะพร้าวอ่อน  น้ำมะพร้าวขนาดกลาง และน้ำมะพร้าวแก่ มาใช้ในการชะลอการเหี่ยวของดอกบานบุรี โดยใช้กิ่งดอกบานบุรีแช่ในสารละลายดังกล่าวเป็นเวลา 3 นาที , 5 นาที ,10 นาที , 15 นาที , 20 นาที , 25 นาที และเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการชะลอการแก่ชราของกิ่งดอกบานบุรีพบว่าน้ำมะพร้าวที่มีประสิทธิภาพช่วยชะลอการแก่ชราของกิ่งดอกบานบุรีได้ดีที่สุดคือน้ำมะพร้าวอ่อนที่ แช่กิ่งดอกบานบุรีในน้ำมะพร้าวอ่อนเวลา 3 ,5 และ 10 นาที อันดับสองคือ น้ำมะพร้าวขนาดกลางที่แช่กิ่งดอกบานบุรีในน้ำมะพร้าวขนาดกลางเวลา 3 และ 25 นาที และน้ำมะพร้าวที่มีประสิทธิภาพช่วยชะลอการชราของกิ่งดอกบานบุรีได้น้อยที่สุดคือน้ำมะพร้าวแก่

 

 2. กิตติกรรมประกาศ 

การจัดทำโครงงานวิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมที่ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่ายดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมสร้างบรรยากาศของความร่วมมือ  จึงควรได้กล่าวขอบคุณบุคลากรหรือหน่วยงานต่าง ๆ ที่มีส่วนช่วยให้โครงงานนี้สำเร็จด้วย                                                                  

ตัวอย่างที่  8
กิตติกรรมประกาศ 
 (เรื่อง การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของดอกบานบุรี)

กิตติกรรมประกาศ

                โครงงานวิทยาศาสตร์ เรื่องศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของพืช คณะผู้จัดทำขอขอบคุณผู้อำนวยการโรงเรียนดอนตาลวิทยาที่ให้การสนับสนุนสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ ครูนันทนา สำเภา อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4 ที่ให้ความสนับสนุนมะพร้าวขนาดต่างๆจากท้องถิ่น และ ผู้ปกครองของสมาชิกในกลุ่มที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน จนกระทั่งงานสำเร็จคณะผู้จัดทำขอขอบพระคุณทุกท่านที่กล่าวไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย                                                                                                                                                                                                                                                                                                     คณะผู้จัดทำ

3. สารบัญ เป็นการบอกให้ผู้อ่านทราบว่ารายงานประกอบด้วยหัวข้ออะไร และอยู่ที่หน้าใด สารบัญตาราง (ถ้ามี) สารบัญภาพ (ถ้ามี) สารบัญกราฟ (ถ้ามี)

บทที่ 1 บทนำ 
ประกอบด้วย

  1. หลักการ เหตุผล แนวคิด ที่มาและความสำคัญของปัญหา
  2. จุดมุ่งหมายของการศึกษา(วัตถุประสงค์)
  3. สมมติฐานของการศึกษา
  4. ขอบเขตของการศึกษา
  5. นิยามศัพท์เฉพาะ (การให้ความหมายของคำ หรือให้คำจำกัดความ คำที่ต้องการบอกความหมายเฉพาะ หรือคำที่มีความหมายแปลกออกไป)

ตัวอย่างที่  9
นิยามศัพท์เฉพาะ 
(เรื่อง การศึกษาผลของน้ำมะพร้าวต่อการชะลอการเหี่ยวเฉาของดอกบานบุรี)

นิยามเชิงปฎิบัติการ

ประสิทธิภาพ                       หมายถึง    ความสามารถในการชะลอการเหี่ยวเฉาของกิ่งดอกบานบุรีโดยทำให้ดอกสด และทำให้ใบยังมีสีเขียว
น้ำมะพร้าวอ่อน                    หมายถึง    น้ำมะพร้าวที่ได้จากลูกมะพร้าวที่เนื้อภายในยังเป็นวุ้นและ เปลือกหุ้มเมล็ดยังอ่อนและมีสีขาวนวล 
น้ำมะพร้าวขนาดกลาง        หมายถึง     น้ำมะพร้าวที่ได้จากลูกมะพร้าวที่เนื้อภายในมีสีขาวแต่ยังอ่อน เปลือกหุ้มเมล็ดมีน้ำตาลอ่อนไม่แข็งมาก 
น้ำมะพร้าวแก่                      หมายถึง    น้ำมะพร้าวที่ได้จากลูกมะพร้าวที่เนื้อภายในสีขาวเนื้อภายในเริ่มแข็งและมีเส้นมีความมันมาก เปลือกหุ้มเมล็ดสีน้ำตาล เข้มและแข็ง 
เฉา                                      หมายถึง     กลีบดอกเริ่มอ่อนตัวไม่แข็งแรงก้านดอกโค้งงอ 
เหี่ยว                                    หมายถึง    กลีบดอกเริ่มช้ำ หรือมีสีน้ำตาลอ่อน
เครื่องหมาย (- ) ที่ใช้ในตาราง  4-21 และตารางที่ 23  หมายถึง  การไม่มีสิ่งนั้นอยู่ เช่น อยู่ในสดมภ์ของดอกแสดงว่าหลอดทดลองนั้นดอกได้ล่วงไปแล้วหรือถ้าอยู่ในสดมภ์ของใบแสดงว่าใบในหลอดทดลองนั้นได้ล่วงหล่นจากกิ่งที่ใช้ทดลองหมดแล้ว
การแก่ชราของพืช             หมายถึง     การเหี่ยวเฉาของอวัยวะพืช การหลุดล่วงของใบและดอก หรือ มีลักษณะทางกายภาพที่เปลี่ยนแปลงไปเช่น ใบเหลือง ดอกมี รอยซ้ำหรือรอยไหม้

บทที่ 2 เอกสารหรือทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 
ประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้ 
    ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ทำโครงงานหรืองานวิจัยทีมีส่วนคล้ายกับเรื่องที่ทำ  หลักการ ทฤษฎี (ถ้ามี)
อ้างถึงผลการศึกษาโครงงาน หรืองานวิจัยที่มีส่วนคล้ายกับเรื่องที่ทำ (ถ้ามี)

บทที่ 3 วัสดุ อุปกรณ์และวิธีดำเนินการ 
วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการศึกษา และ    วิธีดำเนินการศึกษา ให้เขียนเป็นขั้นตอนให้ชัดเจน

บทที่ 4 ผลของการดำเนินการ 
ผลการศึกษาเป็นอย่างไร แสดงข้อมูลเป็น ภาพ กราฟ และ ตารางเขียนให้สอดคล้องกับขั้นตอนบทที่ 3 

 บทที่ 5 สรุปและอภิปรายผล ประกอบด้วย 
การนำผลการทดลองมาอภิปรายและเพื่อสรุปผลการศึกษา
การประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงานเรื่องนี้
ข้อเสนอแนะ

ส่วนประกอบตอนท้าย ได้แก่ บรรณานุกรม / ภาคผนวก /  ประวัติผู้วิจัย


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : สนุกกับโครงงานวิทยาศาสตร์
แบบฝึกหัดหลังเรียน : สนุกกับโครงงานวิทยาศาสตร์
เอกสารที่แนบ : เอกสาร เรื่อง สนุกกับโครงงานวิทยาศาสตร์