どうして日本語は文字が3種類??? (ひらがなカタカナ漢字について) 
Doshite nihongo wa moji ga 3 shurui??? (Hiragana katakana kanji ni tsuite)
ทำไมภาษาญี่ปุ่นต้องมีตัวอักษรถึง 3 ชนิดกันนะ...


ในภาษาญี่ปุ่น มีตัวอักษร 3 ชนิดด้วยกัน นั่นก็คือ ひらがな (Hiragana, ฮิรางานะ) カタカナ (Katakana, คาตาคานะ) และ 漢字 (Kanji, คันจิ) เอ....ทำไมมีทั้ง 3 ชนิด และทำไมคนญี่ปุ่นต้องแยกใช้กันนะ...

ในสมัยก่อนประเทศญี่ปุ่นไม่มีตัวอักษรหรอกค่ะ จนถึงเมื่อราว 1,600 ปีก่อน ก็ได้มีการรับเอาตัวอักษรจากประเทศจีนเข้ามาใช้ ประมาณศตวรรษที่ 5 ญี่ปุ่นก็มีการใช้เจ้าตัวอักษรดังกล่าวอย่างแพร่หลาย แล้วช่วงต้นศตวรรษที่ 9 (ประมาณ 1,200 ปีก่อน) ก็เริ่มมีการนำฮิรางานะ และคาตาคานะเข้ามาใช้ด้วย

อักษรจีน 漢字(Kanji, คันจิ) ที่ชาวญี่ปุ่นนำมาใช้กัน ได้รับการสืบทอดมาเมื่อสมัยราชวงศ์ฮั่นของประเทศจีน จึงเรียกกันว่า คันจิ (อักษรของราชวงศ์ฮั่น)
*ในภาษาจีนคำว่า 漢字 (汉字) อ่านว่า ฮั่นจื้อ (hanzi) หมายถึง ตัวอักษรจีน (ของชาวฮั่น)  
  ในภาษาญี่ปุ่นคำว่า  อ่านว่า คัน (อ่านแบบ On-yomi)  อ่านว่า จิ (หยิ) ซึ่งก็หมายถึง หมายถึง ตัวอักษรจีน (ของชาวฮั่น) เหมือนกันนะ
 


ในส่วนของ ひらがな (Hiragana, อักษรฮิรางานะ) นั้น ขุนนางผู้หญิงในสมัยศตวรรษที่ 8 – 9 ได้สร้างขึ้นโดยการเลียนแบบมาจากอักษรคันจิ การศึกษาหาความรู้ใส่ตัวเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับขุนนาง ดังนั้นการที่อ่านและเขียนตัวอักษรได้ จึงเป็นเรื่องที่ดีมากๆ ผู้คนต่างก็ใช้ตัวอักษรเหล่านี้ในการอ่านเขียนสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลอน ตำนานต่าง จดหมาย หรือไดอารี่ อักษรคันจิที่เขียนด้วยพู่กันในสมัยนั้น เมื่อเขียนเร็วๆ ก็ค่อยๆ มีรูปร่างที่เปลี่ยนไป จนเกิดเป็นอักษรฮิรางานะขึ้นมา ในสมัยก่อนอักษรฮิรางานะนั้น จะใช้กันเฉพาะขุนนางผู้หญิง แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็เริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น แต่อักษรฮิรางานะที่ใช้กันในสมัยนั้น มีหลายๆ ตัวที่ตอนนี้ไม่ใช้แล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีเสียงพิเศษทั้ง 濁音 (Dakuon, เสียงขุ่น) อย่างเช่น が、ぎ、ぐ、げ、ご เป็นต้น และ 半濁音 (Han dakuon, กึ่งขุ่น) คือ ぱ、ぴ、ぷ、ぺ、ぽ อีกด้วย ซึ่งทั้งสองชนิดนี้เพิ่งมาเริ่มมีใช้กันในช่วงปี ค.ศ. 1870 





ในขณะที่ カタカナ (Katakana, คาตาคานะ) นั้น เป็นอักษรที่เกิดมาจากพระภิกษุสงฆ์ผู้ที่ร่ำเรียนตำราทางพุทธศาสนา ตอนที่มีการแปลพระคัมภีร์บทสวดต่างๆ ซึ่งรับสืบทอดมาจากประเทศจีนมาเป็นภาษาญี่ปุ่น เวลานั้นจะจดโน้ตคำแปลลงไปในคัมภีร์ซึ่งที่ว่างมีไม่มาก ดังนั้นจึงเขียนเพียงบางส่วนของคันจิลงไปแทน นั่นก็คือคาตาคานะนั่นเอง และอีกอย่างสมัยก่อนกระดาษเป็นของมีค่ามาก จึงใช้กระดานในการสลักข้อความและการสลักอักษรคาตาคานะลงในกระดานคงจะสะดวกกว่าสลักคันจิลงไปทั้งตัวด้วย





เนื่องจากคาตาคานะเป็นส่วนหนึ่งของอักษรคันจิ จึงมีการตั้งชื่อจากการนำเอาคำว่า 片 (Kata, คาตา) ที่แปลว่า ข้าง, ส่วนหนึ่ง กับคำว่า カナ (Kana, คานะ) หมายถึง ตัวอักษรที่ทำจากคันจิ มารวมกัน ในขณะที่ฮิรางานะเป็นการตั้งชื่ออักษรจากการเอาคำว่า Hira (ธรรมดา) กับ Kana (ตัวอักษรที่ทำจากคันจิ) มารวมกัน จะเห็นได้ว่าทั้งสองชนิดต่างก็เป็นการนำเอาเสียงที่ติดตัวมากับคันจิดั้งเดิมมาใช้ในการเรียกประเภทตัวอักษรนั่นเอง

ในส่วนของตัวอักษรคันจิเองนั้น ก็มีวิธีการอ่านที่หลากหลาย เนื่องจากมีการแสดงคำศัพท์ในภาษาญี่ปุ่นที่มีความหมายเดียวกันกับคันจิ) จึงทำให้คันจิมีวิธีการอ่านสองชนิด คือ แบบ 訓読み (Kun-yomi, คุงโยมิ) หมายถึง การอ่านแบบญี่ปุ่น และแบบ 音読み (On-yomi, องโยมิ) หมายถึง การอ่านแบบจีน (สมัยฮั่น)





ตั้งแต่สมัยโบราณชาวญี่ปุ่นมักนำสิ่งต่างๆ ที่ได้รับจากนานาประเทศมาปรับเปลี่ยนให้ใช้ได้ง่ายขึ้น และเก่งเรื่องการสร้างสิ่งใหม่ๆ จะเห็นได้จากการสร้างคันจิใหม่ๆ ของประเทศญี่ปุ่นเอง การสร้างคำภาษาอังกฤษที่ไม่มีในภาษาอังกฤษอีกมากมาย ทำให้ปัจจุบันมีคำใหม่ๆ เกิดขึ้นเรื่อยมา ซึ่งก็เขียนถ่ายทอดออกมาได้ด้วยอักษรฮิรางานะ คาตาคานะ และคันจินั่นเอง





แล้วทำไมต้องมีตัวอักษรถึง 3 ชนิดด้วยล่ะ? คำตอบก็คือ เพื่อความสะดวกในการนำไปใช้นั่นเองค่ะ ภาษาของประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษต่างก็ใช้ตัวอักษรเพื่อแทนเสียงเท่านั้น ซึ่งต่างจากภาษาญี่ปุ่น ที่ตัวอักษรจะสื่อความหมายในตัวของมันเองได้ด้วย คือเมื่อมองปุ๊ปก็จะพอรู้ความหมายคร่าวๆ ของคำนั้นทันที ถ้าสมมุติเราใช้แต่อักษรฮิรางานะเขียนรูปประโยค จะมีความยาวมาก และปัญหาอีกอย่างที่จะเกิดขึ้นก็คือ ภาษาญี่ปุ่นมีคำพ้องรูปพ้องเสียงเยอะมาก คือ เขียนเหมือนกันออกเสียงเหมือนกันแต่คนละความหมาย อีกอย่างในภาษาญี่ปุ่นมีคำช่วยด้วย ถ้ามีแต่ฮิรางานะ คนอ่านจะสับสนว่าควรแบ่งคำตรงไหน คำใดเป็นคำช่วย  เหตุผลอีกอย่างก็คือ ทั้งคันจิและคาตาคานะต่างก็มีความหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว ดังนั้นเมื่อเอาอักษรพื้นฐานมารวมกัน ก็จะเกิดเป็นคำใหม่ๆ ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถึงแม้จะอ่านไม่ออกหรือเป็นคันจิที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ถ้าพอรู้ความหมายของตัวพื้นฐานอยู่บ้าง ก็จะพอเดาได้ว่าคันจิตัวที่เห็นแปลว่าอะไร  ในส่วนของอักษรคาตาคานะก็จะมีประโยชน์ในการนำไปใช้เขียนคำทับศัพท์ คือ คำที่ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่นดั้งเดิมนั่นเอง เห็นปุ๊ปก็รู้เลยว่าไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น คำเลียนเสียงต่างๆ ก็จะให้ความรู้สึกถึงความหมายนั้นๆ ได้มากกว่า





อย่างที่เห็นในภาพ บนถ้วยชาที่ร้านซูชิมีตัวอักษรคันจิยากๆ เขียนอยู่เต็มเลย แต่พอคนญี่ปุ่นเห็นตัว  ที่แปลว่า “ปลา” อยู่ทางขวามือ ก็จะพอเดาได้ว่า น่าจะเป็นชื่อปลาอะไรสักอย่าง

สำหรับชาวต่างชาติแล้ว การที่ภาษาญี่ปุ่นมีอักษรถึง 3 ชนิดคงเป็นเรื่องยากในการเรียนพอสมควร แถมยังเป็นภาษาที่ใช้กันแค่คนญี่ปุ่นและประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่สำหรับดิฉันและชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ ต่างก็ดีใจที่มีคนสนใจภาษาญี่ปุ่นและก็นับถือในความพยายามตั้งใจของชาวต่างชาติที่ศึกษาภาษาญี่ปุ่นจนอ่านออกเขียนได้ทั้ง 3 ชนิดของตัวอักษรที่กล่าวมา 

ดิฉันก็หวังว่าทุกคนที่เรียนภาษาญี่ปุ่นจะสนุกไปกับการเรียนนะคะ เมื่อทุกคนได้รู้จักแง่มุมต่างๆ ของภาษาญี่ปุ่นแล้วรู้สึกดีหรือรักภาษาญี่ปุ่นมากยิ่งๆ ขึ้นไปอีก ดิฉันก็จะดีใจมากเลยค่ะ

เรื่องโดย : Watatani Miki 
เรียบเรียงโดย : ทีมงานโรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่น เจ.เอ.ที. (JAT)
เอื้อเฟื้อโดย : 
โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นแจ๊ท Jat (JAT Japanese language school) 
http://www.jatschool.com

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : 
แบบฝึกหัดหลังเรียน :