จำนวนผู้ชม : 119 คน

การป้องกันโรคและการแก้ไขปัญหาสุขภาพในชุมชน
1. โรคที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการตายของคนไทย
                  การดำเนินชีวิตในสังคมทำให้คนเราขาดการดูแลสุขภาพ และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม
 นอกจากนี้การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของคนไทย สถิติการเสียชีวิตของคนไทย พ.ศ. 2549-2552  5 อันดับแรกมีดังนี้

ที่มา : สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
รวบรวมโดย : สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ
1.1 โรคติดต่อที่เป็นสาตุการเจ็บป่วยและการตายของคนไทย
  1. โรคเอดส์
              เอดส์ (AIDS : Acqulred lmmuno Dehc1ency syndrome) เป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วยเนื่องจากร่างกาย
ได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV : Humanlmmunodeficiency Virus) จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ หรือการได้รับเลือดที่มีเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะทำลายเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่ในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคทำให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่าง ๆ 
ได้ง่าย

อาการของโรคเอดส์ มี 3 ระยะ ดังนี้

สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย
             ตั้งแต่ .. 2528-2553 มีจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ทั้งสิ้นประมาณ 1,200,000 คน โดยเสียชีวิตไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง และมีคนไทยติดเชื้อใหม่ประมาณปีละ 16,000 คน เสียชีวิตปีละน้อยกว่า 10,000 คน 
            โดยกลุ่มผู้ติดเชื้อที่สูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มชายรักชาย ผู้หญิงที่มีสามีแล้ว เพราะติดเชื้อจากสามีและหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หรือการใช้ถุงยางอนามัยน้อยกว่าหญิงโสด
แนวทางการป้องกันโรคเอดส์
        1.ไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
        2.ไม่สำส่อนทางเพศ ขอรับคำปรึกษาเรื่องโรคเอดส์ก่อนแต่งงานหรือตั้งครรภ์
        3.ไม่เสพสารเสพติด หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ขาดสติและเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย
        4.ไม่ใช่สิ่งของส่วนตัวที่มีคนร่วมกับผู้อื่น เช่น ใบมีดโกน กรรไกรตัดเล็บ

        5.ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ และเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์เสมอ
2. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
          โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ บางโรคจะไม่แสดงอาการ ซึ่งเป็นอันตรายในการแพร่เชื้อต่อผู้อื่น เช่น โรคเอดส์ หนองใน หูดหงอนไก่ ซิฟิลิส แผลริมอ่อน เริมอวัยวะเพศ
สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย
          จำนวนผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2552 มีผู้ป่วยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากกว่า 23,000 คน ซึ่งโรคที่พบมากที่สุด คือ หนองใน ประมาณ 7,000 คน รองลงมา คือ หนองในเทียม ซิฟิลิส ฝีมะม่วงและแผลริมอ่อน โดยกลุ่มผู้ป่วยที่พบมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่มีเพศสัมพันธ์กับแฟนหรือคู่รักก่อนแต่งงานการมีคู่นอนที่ฉาบฉวย และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญ
          1. โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด มี 2 ประเภท คือ หนองในแท้ และหนองในเทียม ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ทั้งทางปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก
อาการของโรคหนองใน
เพศชาย
          -ปัสสาวะขัด  มีหนองสีเหลืองข้นไหลจากท่อปัสสาวะ
          -หากไม่รักษาจะลุกลามทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบ และเป็นหมันได้
เพศหญิง
          -มีการตกขาว มีกลิ่นเหม็น
          -ท่อปัสสาวะอักเสบ ทำให้แสบขัดเวลาปัสสาวะ
          -หากไม่รักษาจะลุกลามทำให้ปากมดลูกอักเสบ ท่อรังไข่อุดตันและเป็นหมัน
          -หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหนองในเมื่อคลอดทารกอาจติดเชื้อทำให้ตาบอดได้

2โรคซิฟิลิส 
            เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงกว่าโรคอื่นๆ ติดต่อได้โดยการ
ร่วมเพศ โดยเชื้อจะเข้าทางรอยถลอกหรือบาดแผลเล็กน้อย หรืออาจไชเข้าเยื่อบุผิวของท่อปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือช่องปาก
อาการของผู้ป่วย แบ่งได้ 3 ระยะ
           - ระยะที่ 1 : เป็นแผล หลังติดเชื้อ 10 – 90 วัน มีตุ่มเล็กๆ ขึ้นที่อวัยวะเพศ หัวหน่าว หรือตำแหน่งที่ติดเชื้อ ต่อมาตุ่มจะแตกกลายเป็นแผลกว้าง ขอบแผลเรียบและแข็ง เรียกว่า แผลริมแข็ง ซึ่งไม่เจ็บและไม่คัน  
          ระยะที่ 2 : มีผื่นขึ้นทั้งตัว รวมทั้งฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซึ่งจะไม่คัน และมีอาการไข้ต่ำเป็นครั้งคราว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดหลัง ปวดกระดูก
          ระยะที่ 3 : ระยะทำลาย  หากรักษาไม่ถูกวิธี จะทำให้ตาบอด หูหนวก เชื้ออาจเข้าสู่สมองและไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาต และอาจเสียสติได้ เชื้อซิฟิลิสสามารถถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์ทำให้ทารกตายหรือพิการตลอดชีวิต
แนวทางการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
        1.ไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
        2.สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์
        3.รักเดียวใจเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอน
        4.รักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ
        5.ศึกษาอาการและวิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  3. โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน
          โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน ( A/H1N1 ) เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ การแพร่และติดต่อของเชื้อโรค เป็นไปโดยเชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วย จะแพร่ติดต่อไปสู่ผู้อื่น โดยการไอหรือจามรดกัน การหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อโรคเข้าไป รวมทั้งการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หลังจากได้รับเชื้อโรค 1-3 วัน จะแสดงอาการป่วยที่ใกล้เคียงกับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งอาการจะไม่รุนแรง และสามารถหายได้ภายใน 5-7 วัน แต่ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการติดเชื้อปอดอักเสบรุนแรง อาจทำให้เสียชีวิตได้
สถานการณ์โรคไขหวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน ในประเทศไทย
          ปี 2553  มีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน ทั้งสิ้น 16,455 ราย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 150 ราย ปี 2554 ข้อมูลเมื่อ 1 มิถุนายน 2554  มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน 6 ราย โดยแนวโน้มของผู้เสียชีวิตจากโรคลดลง และไม่พบการระบาดเป็นวงกว้าง แต่พบการระบาดเป็นกลุ่ม เช่น โรงงานในเขตกรุงเทพมหานคร ค่ายทหาร ในมหาวิทยาลัย
แนวทางการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน
        1.หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคไขหวัดใหญ่
        2.ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
        3.ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นทุกครั้ง
        4.หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์
        5.สวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก
        6.ดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้สมบูรณ์แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด พักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น ซึ่งทำได้โดย
        1.เมื่อป่วยควรลาหยุดเรียนหรือหยุดทำงานพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น
        2.หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือใกล้ชิดกับผู้อื่น
        3.สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อพูดคุยหรืออยู่กับผู้อื่น
        4.ใช้ผ้าปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม
        5.แยกของใช้ส่วนตัวกับผู้อื่น
        6.หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ  และสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
4. โรคไข้หวัดนก
          โรคไข้หวัดนก เกิดจากเชื้อไวรัสที่พบในสัตว์ปีก เช่น นกตามธรรมชาติในท้องถิ่น นกอพยพตามฤดูกาล เช่น นกเป็ดน้ำ ซึ่งจะไม่แสดงอาการของโรค ส่วนสัตว์ปีกที่เลี้ยงในบ้านหรือฟาร์ม เช่น เป็ด ไก่ เมื่อติดเชื้อจะแสดงอาการป่วยของโรค
          การติดต่อสู่คนเป็นไปโดยการสัมผัสสัตว์ป่วยโดยตรง หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น อุจจาระ น้ำมูก น้ำลาย น้ำตา จากสัตว์ที่เป็นโรค และยังไม่มีการติดต่อระหว่างคนสู่คน
          ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคไขหวัดนก จะมีอาการที่น่าสงสัยว่าเป็นโรคไข้หวัดนก ได้แก่ มีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ 
หอบหรือหายใจลำบาก ไอ เป็นปอดบวม ซึ่งหากมีประวัติสัมผัสสัตว์สัตว์ปีกที่ป่วยตายภายใน 10 วัน ต้องรีบไป
พบแพทย์
 
สถานการณ์โรคไข้หวัดนกในประเทศไทย
              สำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดนก ส่วนใหญ่พบในจังหวัดแถบกลาง จำนวนผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่ พ.. 2547-2549 มีจำนวน 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย และตั้งแต่ พ.. 2550-วันที่ 4 สิงหาคม2553 ไม่พบผู้ป่วยไข้หวัดนกเพิ่ม แต่โรคไข้หวัดนกยังคงเป็นโรคที่ต้องติดตามสถานการณ์ตลอด
แนวทางการป้องกันโรคไข้หวัดนก
        1.  รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปีกและไข่ที่ปรุงสุกอย่างทั่วถึง
        2.  หากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ เจ็บคอ ตาแดง ควรรีบไปพบแพทย์และบอกประวัติการสัมผัสสัตว์ปีก
        3.  หากพบว่ามีสัตว์ปีกตาบจำนวนมาก ต้องรีบแจ้งปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
        4.  ดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนอย่างเพียงพอ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด
        5.  สัตว์ปีกที่ป่วยตายต้องเผาหรือฝังโดยขุดหลุมลึกอย่างน้อย 1 เมตร ราดหลุมด้วยคลอรีนหรือปูนขาวก่อนกลบดินให้แน่น
        6.  หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย แต่หากจำเป็นต้องสวมผ้าปิดจมูกปิดปากและล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้ง
5. ไข้หวัดใหญ่
          ไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อ Influenza virus เป็นการติดเชื้อทางเดินระบบหายใจ เช่น จมูก คอ หลอดลม และปอด เชื้ออาจจะลามเข้าปอดทำให้เกิดปอดบวม ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศรีษะ ปวดตามตัวปวดกล้ามเนื้อมาก จะพบมากทุกอายุโดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการเสียชีวิตมักจะพบมากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน ลดการหยุดงานหรือหยุดเรียน
        สำหรับไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไข้ไม่สูงมากในปี ค.ศ.2003 ได้มีการแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่ดังนี้
        1.ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีน คือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน(เนื่องจากเชื้อนี้มักจะระบาดในต่างประเทศ หากประเทศเราจะฉีดก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกัน) โดยเน้นไปที่ประชาชนที่มีอายุ 50 ปี,เด็กอายุ 6-23 เดือน,คนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรคประจำตัวกลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่นเด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน
        2.เด็กที่อายุ 6-23 เดือนควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย
        3.ชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้ใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อ A/Moscow/10/99 (H3N2)-like, A/New Caledonia/20/99 (H1N1)-like, และ B/Hong Kong/330/2001
        4.ให้ลดปริมาณสาร thimerosal ซึ่งเป็นสารปรอท
การติดต่อ
        1.เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายโดยทางเดินหายใจ วิธีการติดต่อได้แก่
        2.ติดต่อโดยการไอหรือจาม เชื้อจะเข้าทางเยื่อบุตาและปาก
        3.สัมผัสเสมหะของผู้ป่วยทางแก้วน้ำ ผ้า จูบ
        4.สัมผัสทางมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรค
ระยะติดต่อ
        1.ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น
        2.ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ
        3.ห้าวันหลังจากมีอาการ
        4.ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน
อาการของโรค
      อาการของไข้หวัดใหญ่จะเหมือนกับไข้หวัด แต่ไข้หวัดใหญ่จะเร็วกว่า ไข้สูงกว่า อาการที่สำคัญได้แก่
1. ระยะฟักตัวประมาณ 1-4  วันเฉลี่ย 2 วัน
        1.ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน
        2.เบื่ออาหาร คลื่นไส้
        3.ปวดศรีษะอย่างรุนแรง
        4.ปวดแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบกระบอกตา
        5.ไข้สูง 39-40 องศาในเด็ก ผู้ใหญ่ไข้ประมาณ 38 องศา
        6.เจ็บคอคอแดง มีน้ำมูกไหล
        7.ไอแห้งๆ ตาแดง
        8.ในเด็กอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
        9.อาการไข้ คลื่นไส้อาเจียนจะหายใน 2 วัน แต่อาการน้ำมูกไหลคัดจมูกอาจจะอยู่ได้ 1 สัปดาห์
2. สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงมักจะเกิดในผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว
        1. อาจจะพบว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ่มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ
        2. อาจจะมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะปวดศรีษะ ซึมลง หมดสติ
        3. ระบบหายใจอาจจะมีอาการของโรคปอดบวม จะหอบหายใจเหนื่อยจนถึงหายใจวาย
        4. โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่จะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีบางรายซึ่งอาจจะมีอาการปวดข้อและไอได้ถึง สัปดาห์
แนวทางการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
        1.ล้างมือ ด้วยสบู่ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
        2.หลีกเลี่ยง คนป่วยและสถานที่แออัด  การไอ-จามทำให้ละอองฝอยที่มี เชื้อแพร่กระจายไปทางอากาศ ซึ่งป้องกันได้ด้วยการอยู่ให้ห่างคนที่ไอ-จาม (2 เมตรขึ้นไป หรือไกลกว่านั้นในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี เช่น ห้องแอร์ ไนท์คลับ ผับ บาร์ ฯลฯ)
        3. ทำความสะอาด  ไวรัสหวัด-ไข้หวัดใหญ่มีชีวิตอยู่บนสิ่งของเครื่องใช้ เช่น สวิทช์ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ฯลฯ ได้หลายชั่้วโมง, การทำความสะอาด เช่น เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ ฯลฯ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อได้และถ้ามีการออกแบบให้มีการสัมผัสน้อยลงจะยิ่งดีขึ้น เช่น ใช้ห้องน้ำซิกแซ็ก-มีบังตาแทนลูกบิดประตู ฯลฯ 
        4.กินอาหาร สุขภาพ  การกินอาหารสุขภาพให้ครบทุกหมู่ พอประมาณ มีผักผลไม้หลายสี และกินโยเกิร์ต ช่วยลดโอกาสติดหวัดได้ประมาณ 25%
        5.นอนให้พอ   การนอนให้พอและไม่ดึกเกินช่วยให้ภูมิต้านทานโรคดี
        6.ลดความ เครียด    การลดความเครียด เช่น ออกแรง-ออกกำลัง ฯลฯ หรือฝึกคลายเครียด เช่น เกร็งกล้ามเนื้อทีละส่วนแล้วผ่อนคลาย ฯลฯ ช่วยให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น
        7.ไม่สูบ บุหรี่
        8.ออกกำลัง
        9.ระวังความ แห้ง

1.2 โรคไม่ติดต่อที่เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและการตายของคนไทย
1. โรคความดันโลหิตสูง
          ค่าความดันโลหิตปกติ คือ ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวไม่เกิน 140 มิลลิเมตรปรอทและค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวไม่เกิน 90 มิลลิเมตรปรอท (น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท)
           ความดันโลหิตสูง หมายถึง ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวเท่ากับหรือสูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท 
และค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวสูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท (สูงกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของค่าความดันโลหิต ขึ้นอยู่กับหลายสาเหตุ เช่น อารมณ์ ความเครียด การพักผ่อน การออกกำลังกาย
          โรคความดันโลหิตสูงที่พบในหมู่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
                            1.ความอ้วน
                            2.ความเครียด
                            3.การสูบบุหรี่
                            4.กรรมพันธุ์
      อาการโดยทั่วไปของโรคความดันโลหิตสูง คือ มีเลือดกำเดาไหล ปวดศีรษะโดยเฉพาะตอนเช้า หลังตื่นนอน มึนงง ตาพร่างมัว อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของโรคอื่นด้วย ซึ่งหากมีอาการบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวัดความดันโลหิต เพราะการจะทราบว่าเป็นโรคความดันโลหิตหรือไม่ ต้องใช้การวัดความดันโลหิตเท่านั้น
สถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทย
          โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญโรคหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50ปี
ขึ้นไป ใน พ.. 2551-2552 พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 10.8 ล้านคน เสียชีวิตปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 คน ในอนาคตคาดว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและทำให้คนเครียดมากขึ้น 
แนวทางการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
        1.ดูแลร่างกายไม่ให้อ้วน ด้วยการหลีเลี่ยงอาการที่มีไขมันสูง ลดอาหารที่ทำจากกะทิ รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ
        2.ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด
        3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
        4.ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด ด้วยการฝึกนั่งสมาธิ
        5.ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
2. โรคมะเร็ง
          มะเร็ง คือ เนื้องอกชนิดร้ายที่เกิดขึ้นใหม่จากเนื้อเยื่อปกติและเป็นอันตราย มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้มีลักษณะเป็นก้อนหรือเป็นแผลขนาดใหญ่ มะเร็งเกิดขึ้นได้กับหลายอวัยวะของร่างกาย เช่น มะเร็งตับ  มะเร็งปอด  มะเร็งเต้านม  มะเร็งปากมดลูก
              เนื่องจากโรคมะเร็งจะไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยทราบว่าเป็นเมื่อมีอาการแสดงในระยะ
ที่โรคมีความรุนแรงแล้ว ทำให้มีโอกาสในการเสียชีวิตสูง แต่หากรักษาอย่างถูกต้องในระยะที่เริ่มเป็น จำทำให้หายขาดได้
สัญญาณอันตรายที่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็ง ได้แก่
        1.มีความผิดปกติที่ระบบขับถ่ายอุจจาระ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ปัสสาวะเป็นเลือด
        2.มีอาการจุกเสียด แน่นท้องเป็นเวลานาน กลืนอาหารลำบาก
        3.มีอาการเสียงแหบ และไอเรื้อรัง
        4.มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น
        5.เป็นแผลเรื้อรัง รักษาไม่หาย
        6.หูดหรือไฝตามร่างกายมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม
        7.มีก้อนบริเวณเต้านมหรือส่วนอื่นของร่างกาย
        8.หูอื้อหรือมีเลือดกำเดาไหลเป็นประจำ
สถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทย
          โรคมะเร็งเป็นโรคที่คนไทยเสียชีวิตมากเป็นอันดับหนึ่ง ปีละ 55,000 คน และพบผู้ป่วยใหม่ปีละไม่ต่ำกว่า 50,000 คนโดยผู้ชายที่พบมาก คือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วน
ผู้หญิงจะพบมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด
โรคมะเร็วที่สำคัญ
          1. โรคมะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมาก โดยเฉพาะในเพศชาย มีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วมักเสียชีวิตใน 
3-6 เดือน
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรค
      - การสะสมของสารเคมีในร่างกาย  เช่น ยารักษาโรคบางชนิด ยาฆ่าแมลง สารเคมีจากอาหารหมักดอง 
สารพิษที่เกิดจากเชื้อรา
      เป็นโรคที่เป็นอันตรายต่อตับ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี พยาธิใบไม้ในตับ
      พันธุกรรม
      การดื่มสุรา
อาการของโรคมะเร็งตับ
      - เบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก
      - อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ต่ำ
      - ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา ถ้าคลำอาจพบก้อนได้
      - ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต และบวมบริเวณขาทั้งสองข้าง
2. โรคมะเร็งเต้านม
          เป็นโรคมะเร็งที่พบมากในเพศหญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในหญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรน้อย และ
ผู้ที่มีประวัติพี่น้องเป็นมะเร็งเต้านม
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม
      มีประวัติผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมในครอบครัว
    - การไม่มีบุตรหรือมีบุตรเมื่ออายุมาก เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งครรภ์ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรค
      - การมีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย (น้อยกว่า 12 ปี) หรือหมดประจำเดือนเมื่ออายุมากกว่าปกติ 
(55 ปีขึ้นไป)
      - การใช้ยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน
      - การขาดการออกกำลังกาย
      - การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
      - ความอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
อาการ
           มะเร็งเต้านม มักแสดงอาการผิดปกติในระยะที่ลุกลามแล้ว ในระยะแรกมักไม่มีอาการอะไรแต่อาการ
ต่อไปนี้อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งเต้านม
      - มีก้อนเนื้อที่เต้านม โดยมะเร็งมักจะไม่เจ็บปวด อาจโตช้าหรือเร็วก็ได้ มักจะเริ่มคลำก้อนได้ต่อเมื่อก้อนโตมาหลายปีแล้ว
      เต้านมผิดรูปไป บวมโตขึ้น เต้านมแข็งขึ้นผิดสังเกต
      - คลำก้อนได้ตามรักแร้ หรือลำคอ แสดงถึงมะเร็งที่แพร่กระจายออกไปถึงระบบต่อมน้ำเหลือง
      เจ็บหัวนม ลอกเป็นแผล เป็นผื่น หรือมีเลือดออกจากหัวนม แสดงถึงมะเร็งที่ได้แพร่กระจายออกไปที่
ท่อน้ำนมแล้ว
      ผิวหนังของเต้านมเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีการดึงรั้งผิดสังเกต ผิวหนังอาจเป็นปุ่มคล้ายผิวส้ม
แนวทางการป้องกันโรคมะเร็ง
        1.รับประทานผักผลไม้ให้มากๆ โดยเฉพาะผัก 5 สี ได้แก่ สีเขียว เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง สีเหลืองหรือส้ม เช่น ฟักทอง แคร์รอต ข้าวโพด สีแดง เช่น มะเขือเทศ สีม่วง เช่น กะหล่ำม่วง และสีขาว เช่น ผักกาดขาว ดอกแค ซึ่งสีต่างๆ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
        2.รับประทานอาหารโดยใช้หลักผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง ของปริมาณอาหารในแต่ละวัน ไม่รับประทานแป้ง น้ำตาล ไขมัน และเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว เพราะผักผลไม้ จะมีกากใยที่ช่วยดูดซับสารพิษหรือสารอาหารที่เป็นส่วนเกิน
        3.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
        4.หลีกเลี่ยงอาการสุกๆ ดิบๆ อาหารปิ้งย่าง รมควัน รวมทั้งอาหารประเภทดองเค็ม
        5.ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัด
        6.ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่
        7.หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดแรงๆ
        8.ดูแลการขับถ่ายให้เป็นปกติ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
 
 ปลอดภัยไว้ก่อน

      การรับประทานอาหารประเภทเนื้อรมควัน หรือปิ้งย่างจนเกรียมไหม้ จะทำให้ร่างกายได้รับสารก่อมะเร็ง การรับประทานอาหารประเภทผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ที่มีสารต่อต้านมะเร็งควบคู่ไปกับอาการปิ้งย่างจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งให้น้อยลง

 

3. โรคหัวใจ
          โรคหัวใจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม ความอ้วน มีไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย ความเครียด
อาการของโรคหัวใจในระยะเริ่มแรก ที่ควรสังเกตเพื่อป้องกันและรักษาก่อนจะถึงขั้นรุนแรง
          - เหนื่อยง่ายผิดปกติ  แม้ออกแรงทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย
          - ปลายนิ้วมือ ปลายเท้า และริมฝีปากเขียวคล้ำ เพราะทางเดินเลือดผิดปกติ
          เมื่อทำงานหนักจะรู้สึกเจ็บหน้าอก หายใจอึดอัด เหมือนสิ่งของหนักทับอยู่
          - ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่ทัน
          เป็นลมหมดสติบ่อยๆ
          ขาหรือเท้าบวม โดยไม่ทราบสาเหตุ
สถานการณ์โรคหัวใจในประเทศไทย
          จำนวนผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ ตั้งแต่ พ.. 2550-2552 มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจมากกว่า 18,000คน และมี
ผู้ป่วยใหม่เพิ่มปีละมากกว่า 
20,000 คน โดยส่วนใหญ่จะพบในเพศหญิงมากกว่าในเพศชาย โรคหัวใจที่พบบ่อย คือ โรคหัวใจขาดเลือด และมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะมีภาวะโรคหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย
แนวทางการป้องกันโรคหัวใจ
        1.สังเกตความผิดปกติเกี่ยวกับอาการของโรคหัวใจ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การเจ็บหน้าอก ใจสั่น
        2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดี
        3.ฝึกนั่งสมาธิ รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง ไม่เครียด เพราะจะทำให้หัวใจทำงานหนัก
        4.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รับประทานผักผลไม้ให้มาก
        5.ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
4. โรคเบาหวาน
      โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมที่ตับอ่อน ซึ่งไม่สามารถผลิตหรือหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาให้มากเพียงพอที่จะใช้เปลี่ยนน้ำตาลที่ร่างกายได้รับจากอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน และโปรตีน ให้เป็นพลังงาน จึงมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ
โรคเบาหวานที่พบโดยทั่วไปอาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ
1. โรคเบาหวานชนิดต้องพึ่งอินซูลิน
      มักพบในคนอายุต่ำกว่า 30 ปี เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ผู้ป่วยมักมีรูปร่างผอม การรักษาต้องให้ยาฉีดอินซูลิน
2. โรคเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน
      มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี เกิดจากร่างกายดื้อต่ออินซูลินและมีการหลั่งอินซูลินลดลง มักมีรูปร่างอ้วน สามารถควบคุมได้ด้วยการควบคุมอาหาร หรือรับประทานยาลดระดับน้ำตาล แต่หากการหลั่งอินซูลินลดลงมากก็อาจต้องฉีดอินซูลิน
อาการของโรคเบาหวาน
ลักษณะอาการของผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
          ปัสสาวะบ่อย และมากโดยเฉพาะช่วงกลางคืน
          คอแห้ง ดื่มน้ำมาก กระหายน้ำ
          หิวบ่อย ทานจุ แต่น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย
          ตาพร่ามัว อาจเกิดจากน้ำตาลคั่งในเลนส์ตา โรคจอประสาทตาจากเบาหวานหรือต้อกระจก
          คันตามผิวหนัง ติดเชื้อราง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้ป่วยหญิง
          เมื่อมีแผลจะหายยาก มีการติดเชื้อทางผิวหนัง เกิดแผลได้บ่อย น้ำตาลที่สูงทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวลดลง
สถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย
      จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานใน พ.. 2552 มีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานกว่า 400,000 คน เสียชีวิตประมาณ 7,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 19 คน
แนวทางการป้องกันโรคเบาหวาน
        1.ควบคุมน้ำหนักให้ปกติ โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม และรับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น
        2.ลดการรับประทานอาหารที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน คือ น้ำตาลสูงและทำให้อ้วน เช่น ขนมหวาน 
น้ำอัดลม เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีกะทิ รวมทั้งผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก 
ลำไย ละมุด
        3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที
ข้อมูลสุขภาพ   http://www.yourhealthyguide.com

ความรู้เพิ่มเติม

การนอนหัวค่ำช่วยป้องกันโรคอ้วน

          ศูนย์สุขภาพและสิ่งแวดล้อมโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แนะนำให้นอนแต่หัวค่ำ เพราะจากข้อมูลทางระบาดวิทยา (สถิติว่าด้วยโรคและสาเหตุของโรค) พบว่า การนอนน้อยมีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน เนื่องจากการนอนน้อยทำให้ฮอร์โมนส่งสัญญาณไปยังสมองว่า อิ่ม” ลดลง และที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่า  หิว เพิ่มขึ้น ทำให้คนอดนอนรับประทานอาหารมากขึ้น ส่งผลให้เป็นโรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆการป้องกันโรคและการแก้ไขปัญหาสุขภาพในชุมชน

1. โรคที่เป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการตายของคนไทย
                  การดำเนินชีวิตในสังคมทำให้คนเราขาดการดูแลสุขภาพ และมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม
 นอกจากนี้การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เป็นพิษยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยและการเสียชีวิตของคนไทย สถิติการเสียชีวิตของคนไทย พ.ศ. 2549-2552  5 อันดับแรกมีดังนี้

ที่มา : สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข
รวบรวมโดย : สำนักสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ
1.1 โรคติดต่อที่เป็นสาตุการเจ็บป่วยและการตายของคนไทย
  1. โรคเอดส์
              เอดส์ (AIDS : Acqulred lmmuno Dehc1ency syndrome) เป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วยเนื่องจากร่างกาย
ได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV : Humanlmmunodeficiency Virus) จากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อ หรือการได้รับเลือดที่มีเชื้อเอชไอวี ซึ่งจะทำลายเม็ดเลือดขาวที่มีหน้าที่ในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคทำให้ร่างกายติดเชื้อโรคต่าง ๆ 
ได้ง่าย

อาการของโรคเอดส์ มี 3 ระยะ ดังนี้

สถานการณ์โรคเอดส์ในประเทศไทย
             ตั้งแต่ .. 2528-2553 มีจำนวนผู้ติดเชื้อเอดส์ทั้งสิ้นประมาณ 1,200,000 คน โดยเสียชีวิตไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง และมีคนไทยติดเชื้อใหม่ประมาณปีละ 16,000 คน เสียชีวิตปีละน้อยกว่า 10,000 คน 
            โดยกลุ่มผู้ติดเชื้อที่สูงที่สุด ได้แก่ กลุ่มชายรักชาย ผู้หญิงที่มีสามีแล้ว เพราะติดเชื้อจากสามีและหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หรือการใช้ถุงยางอนามัยน้อยกว่าหญิงโสด
แนวทางการป้องกันโรคเอดส์
        1.ไม่มีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
        2.ไม่สำส่อนทางเพศ ขอรับคำปรึกษาเรื่องโรคเอดส์ก่อนแต่งงานหรือตั้งครรภ์
        3.ไม่เสพสารเสพติด หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เพราะจะทำให้ขาดสติและเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย
        4.ไม่ใช่สิ่งของส่วนตัวที่มีคนร่วมกับผู้อื่น เช่น ใบมีดโกน กรรไกรตัดเล็บ
        5.ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ และเข้าร่วมกิจกรรมรณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์เสมอ
2. โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
          โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ บางโรคจะไม่แสดงอาการ ซึ่งเป็นอันตรายในการแพร่เชื้อต่อผู้อื่น เช่น โรคเอดส์ หนองใน หูดหงอนไก่ ซิฟิลิส แผลริมอ่อน เริมอวัยวะเพศ
สถานการณ์โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ในประเทศไทย
          จำนวนผู้ป่วยโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยในปี 2552 มีผู้ป่วยจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากกว่า 23,000 คน ซึ่งโรคที่พบมากที่สุด คือ หนองใน ประมาณ 7,000 คน รองลงมา คือ หนองในเทียม ซิฟิลิส ฝีมะม่วงและแผลริมอ่อน โดยกลุ่มผู้ป่วยที่พบมากที่สุดอยู่ในช่วงอายุ 15-24 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่มีเพศสัมพันธ์กับแฟนหรือคู่รักก่อนแต่งงานการมีคู่นอนที่ฉาบฉวย และมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย
โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่สำคัญ
          1. โรคหนองใน เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่พบได้บ่อยที่สุด มี 2 ประเภท คือ หนองในแท้ และหนองในเทียม ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ได้ทั้งทางปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก
อาการของโรคหนองใน
เพศชาย
          -ปัสสาวะขัด  มีหนองสีเหลืองข้นไหลจากท่อปัสสาวะ
          -หากไม่รักษาจะลุกลามทำให้ต่อมลูกหมากอักเสบ และเป็นหมันได้
เพศหญิง
          -มีการตกขาว มีกลิ่นเหม็น
          -ท่อปัสสาวะอักเสบ ทำให้แสบขัดเวลาปัสสาวะ
          -หากไม่รักษาจะลุกลามทำให้ปากมดลูกอักเสบ ท่อรังไข่อุดตันและเป็นหมัน
          -หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหนองในเมื่อคลอดทารกอาจติดเชื้อทำให้ตาบอดได้

2โรคซิฟิลิส 
            เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงกว่าโรคอื่นๆ ติดต่อได้โดยการ
ร่วมเพศ โดยเชื้อจะเข้าทางรอยถลอกหรือบาดแผลเล็กน้อย หรืออาจไชเข้าเยื่อบุผิวของท่อปัสสาวะ ทวารหนัก ช่องคลอด หรือช่องปาก
อาการของผู้ป่วย แบ่งได้ 3 ระยะ
           - ระยะที่ 1 : เป็นแผล หลังติดเชื้อ 10 – 90 วัน มีตุ่มเล็กๆ ขึ้นที่อวัยวะเพศ หัวหน่าว หรือตำแหน่งที่ติดเชื้อ ต่อมาตุ่มจะแตกกลายเป็นแผลกว้าง ขอบแผลเรียบและแข็ง เรียกว่า แผลริมแข็ง ซึ่งไม่เจ็บและไม่คัน  
          ระยะที่ 2 : มีผื่นขึ้นทั้งตัว รวมทั้งฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซึ่งจะไม่คัน และมีอาการไข้ต่ำเป็นครั้งคราว ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ต่อมน้ำเหลืองโต ปวดหลัง ปวดกระดูก
          ระยะที่ 3 : ระยะทำลาย  หากรักษาไม่ถูกวิธี จะทำให้ตาบอด หูหนวก เชื้ออาจเข้าสู่สมองและไขสันหลัง ทำให้เป็นอัมพาต และอาจเสียสติได้ เชื้อซิฟิลิสสามารถถ่ายทอดไปยังทารกในครรภ์ทำให้ทารกตายหรือพิการตลอดชีวิต
แนวทางการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
        1.ไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร
        2.สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์
        3.รักเดียวใจเดียว ไม่เปลี่ยนคู่นอน
        4.รักษาความสะอาดของร่างกายและอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ
        5.ศึกษาอาการและวิธีการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
  3. โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน
          โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน ( A/H1N1 ) เป็นเชื้อไข้หวัดใหญ่ชนิดใหม่ การแพร่และติดต่อของเชื้อโรค เป็นไปโดยเชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ น้ำลายหรือน้ำมูกของผู้ป่วย จะแพร่ติดต่อไปสู่ผู้อื่น โดยการไอหรือจามรดกัน การหายใจเอาละอองฝอยที่มีเชื้อโรคเข้าไป รวมทั้งการสัมผัสสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อโรค หลังจากได้รับเชื้อโรค 1-3 วัน จะแสดงอาการป่วยที่ใกล้เคียงกับอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ เจ็บคอ ไอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งอาการจะไม่รุนแรง และสามารถหายได้ภายใน 5-7 วัน แต่ผู้ป่วยบางรายที่มีอาการติดเชื้อปอดอักเสบรุนแรง อาจทำให้เสียชีวิตได้
สถานการณ์โรคไขหวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน ในประเทศไทย
          ปี 2553  มีผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน ทั้งสิ้น 16,455 ราย มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 150 ราย ปี 2554 ข้อมูลเมื่อ 1 มิถุนายน 2554  มีผู้เสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน 6 ราย โดยแนวโน้มของผู้เสียชีวิตจากโรคลดลง และไม่พบการระบาดเป็นวงกว้าง แต่พบการระบาดเป็นกลุ่ม เช่น โรงงานในเขตกรุงเทพมหานคร ค่ายทหาร ในมหาวิทยาลัย
แนวทางการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ ชนิดเอ เอชวันเอ็นวัน
        1.หลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้ป่วยโรคไขหวัดใหญ่
        2.ไม่ใช้สิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
        3.ใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกับผู้อื่นทุกครั้ง
        4.หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์
        5.สวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในสถานที่ที่คนหนาแน่น หรืออากาศถ่ายเทไม่สะดวก
        6.ดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้สมบูรณ์แข็งแรงด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำสะอาด พักผ่อนอย่างเพียงพอ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
สำหรับผู้ป่วยควรป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น ซึ่งทำได้โดย
        1.เมื่อป่วยควรลาหยุดเรียนหรือหยุดทำงานพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น
        2.หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือใกล้ชิดกับผู้อื่น
        3.สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้ง เมื่อพูดคุยหรืออยู่กับผู้อื่น
        4.ใช้ผ้าปิดปากและจมูกทุกครั้งเมื่อไอหรือจาม
        5.แยกของใช้ส่วนตัวกับผู้อื่น
        6.หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำ  และสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์
4. โรคไข้หวัดนก
          โรคไข้หวัดนก เกิดจากเชื้อไวรัสที่พบในสัตว์ปีก เช่น นกตามธรรมชาติในท้องถิ่น นกอพยพตามฤดูกาล เช่น นกเป็ดน้ำ ซึ่งจะไม่แสดงอาการของโรค ส่วนสัตว์ปีกที่เลี้ยงในบ้านหรือฟาร์ม เช่น เป็ด ไก่ เมื่อติดเชื้อจะแสดงอาการป่วยของโรค
          การติดต่อสู่คนเป็นไปโดยการสัมผัสสัตว์ป่วยโดยตรง หรือสัมผัสสารคัดหลั่ง เช่น อุจจาระ น้ำมูก น้ำลาย น้ำตา จากสัตว์ที่เป็นโรค และยังไม่มีการติดต่อระหว่างคนสู่คน
          ผู้ป่วยที่ติดเชื้อโรคไขหวัดนก จะมีอาการที่น่าสงสัยว่าเป็นโรคไข้หวัดนก ได้แก่ มีไข้สูง ปวดกล้ามเนื้อ 
หอบหรือหายใจลำบาก ไอ เป็นปอดบวม ซึ่งหากมีประวัติสัมผัสสัตว์สัตว์ปีกที่ป่วยตายภายใน 10 วัน ต้องรีบไป
พบแพทย์
 
สถานการณ์โรคไข้หวัดนกในประเทศไทย
              สำหรับการระบาดของโรคไข้หวัดนก ส่วนใหญ่พบในจังหวัดแถบกลาง จำนวนผู้ป่วยยืนยันโรคไข้หวัดนก ตั้งแต่ พ.. 2547-2549 มีจำนวน 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย และตั้งแต่ พ.. 2550-วันที่ 4 สิงหาคม2553 ไม่พบผู้ป่วยไข้หวัดนกเพิ่ม แต่โรคไข้หวัดนกยังคงเป็นโรคที่ต้องติดตามสถานการณ์ตลอด
แนวทางการป้องกันโรคไข้หวัดนก
        1.  รับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์ปีกและไข่ที่ปรุงสุกอย่างทั่วถึง
        2.  หากมีไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ เจ็บคอ ตาแดง ควรรีบไปพบแพทย์และบอกประวัติการสัมผัสสัตว์ปีก
        3.  หากพบว่ามีสัตว์ปีกตาบจำนวนมาก ต้องรีบแจ้งปศุสัตว์จังหวัด หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด
        4.  ดูแลร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบทั้ง 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนอย่างเพียงพอ และไม่ยุ่งเกี่ยวกับสารเสพติด
        5.  สัตว์ปีกที่ป่วยตายต้องเผาหรือฝังโดยขุดหลุมลึกอย่างน้อย 1 เมตร ราดหลุมด้วยคลอรีนหรือปูนขาวก่อนกลบดินให้แน่น
        6.  หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ปีกที่ป่วยหรือตาย แต่หากจำเป็นต้องสวมผ้าปิดจมูกปิดปากและล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดทุกครั้ง
5. ไข้หวัดใหญ่
          ไข้หวัดใหญ่เป็นการติดเชื้อ Influenza virus เป็นการติดเชื้อทางเดินระบบหายใจ เช่น จมูก คอ หลอดลม และปอด เชื้ออาจจะลามเข้าปอดทำให้เกิดปอดบวม ผู้ป่วยจะมีไข้สูง ปวดศรีษะ ปวดตามตัวปวดกล้ามเนื้อมาก จะพบมากทุกอายุโดยเฉพาะในเด็กจะพบมากเป็นพิเศษ แต่อัตราการเสียชีวิตมักจะพบมากในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีหรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคตับ โรคไต เป็นต้น การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุด สามารถลดอัตราการติดเชื้อ ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล ลดโรคแทรกซ้อน ลดการหยุดงานหรือหยุดเรียน
        สำหรับไข้หวัดเป็นการติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการน้ำมูกไหล ไข้ไม่สูงมากในปี ค.ศ.2003 ได้มีการแนะนำเรื่องไข้หวัดใหญ่ดังนี้
        1.ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีน คือเดือนตุลาคมและพฤศจิกายน(เนื่องจากเชื้อนี้มักจะระบาดในต่างประเทศ หากประเทศเราจะฉีดก็น่าจะเป็นช่วงเดียวกัน) โดยเน้นไปที่ประชาชนที่มีอายุ 50 ปี,เด็กอายุ 6-23 เดือน,คนที่อายุ 2-49 ปีที่มีโรคประจำตัวกลุ่มนี้ให้ฉีดในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มอื่น เช่นเด็ก เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ผู้ดูแลคนป่วย กลุ่มนี้ให้ฉีดเดือนพฤศจิกายน
        2.เด็กที่อายุ 6-23 เดือนควรจะฉีดทุกรายโดยเฉพาะเด็กที่มีโรคประจำตัวร่วมด้วย
        3.ชนิดของวัคซีนที่จะฉีดให้ใช้ชนิดที่มีส่วนผสมของเชื้อ A/Moscow/10/99 (H3N2)-like, A/New Caledonia/20/99 (H1N1)-like, และ B/Hong Kong/330/2001
        4.ให้ลดปริมาณสาร thimerosal ซึ่งเป็นสารปรอท
การติดต่อ
        1.เชื้อนี้ติดต่อได้ง่ายโดยทางเดินหายใจ วิธีการติดต่อได้แก่
        2.ติดต่อโดยการไอหรือจาม เชื้อจะเข้าทางเยื่อบุตาและปาก
        3.สัมผัสเสมหะของผู้ป่วยทางแก้วน้ำ ผ้า จูบ
        4.สัมผัสทางมือที่ปนเปื้อนเชื้อโรค
ระยะติดต่อ
        1.ระยะติดต่อหมายถึงระยะเวลาที่เชื้อสามารถติดต่อไปยังผู้อื่น
        2.ระยะเวลาที่ติดต่อคนอื่นคือ 1 วันก่อนเกิดอาการ
        3.ห้าวันหลังจากมีอาการ
        4.ในเด็กอาจจะแพร่เชื้อ 6 วันก่อนมีอาการ และแพร่เชื้อได้นาน 10 วัน
อาการของโรค
      อาการของไข้หวัดใหญ่จะเหมือนกับไข้หวัด แต่ไข้หวัดใหญ่จะเร็วกว่า ไข้สูงกว่า อาการที่สำคัญได้แก่
1. ระยะฟักตัวประมาณ 1-4  วันเฉลี่ย 2 วัน
        1.ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลียอย่างเฉียบพลัน
        2.เบื่ออาหาร คลื่นไส้
        3.ปวดศรีษะอย่างรุนแรง
        4.ปวดแขนขา ปวดข้อ ปวดรอบกระบอกตา
        5.ไข้สูง 39-40 องศาในเด็ก ผู้ใหญ่ไข้ประมาณ 38 องศา
        6.เจ็บคอคอแดง มีน้ำมูกไหล
        7.ไอแห้งๆ ตาแดง
        8.ในเด็กอาจจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
        9.อาการไข้ คลื่นไส้อาเจียนจะหายใน 2 วัน แต่อาการน้ำมูกไหลคัดจมูกอาจจะอยู่ได้ 1 สัปดาห์
2. สำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงมักจะเกิดในผู้สูงอายุหรือมีโรคประจำตัว
        1. อาจจะพบว่ามีการอักเสบของเยื่อหุ่มหัวใจ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบ
        2. อาจจะมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ผู้ป่วยจะปวดศรีษะ ซึมลง หมดสติ
        3. ระบบหายใจอาจจะมีอาการของโรคปอดบวม จะหอบหายใจเหนื่อยจนถึงหายใจวาย
        4. โดยทั่วไปไข้หวัดใหญ่จะหายในไม่กี่วัน แต่ก็มีบางรายซึ่งอาจจะมีอาการปวดข้อและไอได้ถึง สัปดาห์
แนวทางการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่
        1.ล้างมือ ด้วยสบู่ หรือถูมือด้วยเจลแอลกอฮอล์
        2.หลีกเลี่ยง คนป่วยและสถานที่แออัด  การไอ-จามทำให้ละอองฝอยที่มี เชื้อแพร่กระจายไปทางอากาศ ซึ่งป้องกันได้ด้วยการอยู่ให้ห่างคนที่ไอ-จาม (2 เมตรขึ้นไป หรือไกลกว่านั้นในที่อากาศถ่ายเทไม่ดี เช่น ห้องแอร์ ไนท์คลับ ผับ บาร์ ฯลฯ)
        3. ทำความสะอาด  ไวรัสหวัด-ไข้หวัดใหญ่มีชีวิตอยู่บนสิ่งของเครื่องใช้ เช่น สวิทช์ ลูกบิดประตู โทรศัพท์ ฯลฯ ได้หลายชั่้วโมง, การทำความสะอาด เช่น เช็ดด้วยแอลกอฮอล์ ฯลฯ ช่วยลดโอกาสติดเชื้อได้และถ้ามีการออกแบบให้มีการสัมผัสน้อยลงจะยิ่งดีขึ้น เช่น ใช้ห้องน้ำซิกแซ็ก-มีบังตาแทนลูกบิดประตู ฯลฯ 
        4.กินอาหาร สุขภาพ  การกินอาหารสุขภาพให้ครบทุกหมู่ พอประมาณ มีผักผลไม้หลายสี และกินโยเกิร์ต ช่วยลดโอกาสติดหวัดได้ประมาณ 25%
        5.นอนให้พอ   การนอนให้พอและไม่ดึกเกินช่วยให้ภูมิต้านทานโรคดี
        6.ลดความ เครียด    การลดความเครียด เช่น ออกแรง-ออกกำลัง ฯลฯ หรือฝึกคลายเครียด เช่น เกร็งกล้ามเนื้อทีละส่วนแล้วผ่อนคลาย ฯลฯ ช่วยให้ภูมิต้านทานโรคดีขึ้น
        7.ไม่สูบ บุหรี่
        8.ออกกำลัง
        9.ระวังความ แห้ง

1.2 โรคไม่ติดต่อที่เป็นสาเหตุการเจ็บป่วยและการตายของคนไทย
1. โรคความดันโลหิตสูง
          ค่าความดันโลหิตปกติ คือ ความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวไม่เกิน 140 มิลลิเมตรปรอทและค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวไม่เกิน 90 มิลลิเมตรปรอท (น้อยกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท)
           ความดันโลหิตสูง หมายถึง ค่าความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวเท่ากับหรือสูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท 
และค่าความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัวสูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท (สูงกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของค่าความดันโลหิต ขึ้นอยู่กับหลายสาเหตุ เช่น อารมณ์ ความเครียด การพักผ่อน การออกกำลังกาย
          โรคความดันโลหิตสูงที่พบในหมู่ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งโรคความดันโลหิตสูงเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น
                            1.ความอ้วน
                            2.ความเครียด
                            3.การสูบบุหรี่
                            4.กรรมพันธุ์
      อาการโดยทั่วไปของโรคความดันโลหิตสูง คือ มีเลือดกำเดาไหล ปวดศีรษะโดยเฉพาะตอนเช้า หลังตื่นนอน มึนงง ตาพร่างมัว อาการเหล่านี้อาจเป็นอาการของโรคอื่นด้วย ซึ่งหากมีอาการบ่อยๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวัดความดันโลหิต เพราะการจะทราบว่าเป็นโรคความดันโลหิตหรือไม่ ต้องใช้การวัดความดันโลหิตเท่านั้น
สถานการณ์โรคความดันโลหิตสูงในประเทศไทย
          โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่เป็นปัญหาสำคัญโรคหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50ปี
ขึ้นไป ใน พ.. 2551-2552 พบผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 10.8 ล้านคน เสียชีวิตปีละไม่ต่ำกว่า 15,000 คน ในอนาคตคาดว่าจะมีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันและทำให้คนเครียดมากขึ้น 
แนวทางการป้องกันโรคความดันโลหิตสูง
        1.ดูแลร่างกายไม่ให้อ้วน ด้วยการหลีเลี่ยงอาการที่มีไขมันสูง ลดอาหารที่ทำจากกะทิ รับประทานผักผลไม้เป็นประจำ
        2.ไม่รับประทานอาหารที่มีรสเค็มจัด
        3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
        4.ทำจิตใจให้แจ่มใส ไม่เครียด ด้วยการฝึกนั่งสมาธิ
        5.ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
2. โรคมะเร็ง
          มะเร็ง คือ เนื้องอกชนิดร้ายที่เกิดขึ้นใหม่จากเนื้อเยื่อปกติและเป็นอันตราย มีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้มีลักษณะเป็นก้อนหรือเป็นแผลขนาดใหญ่ มะเร็งเกิดขึ้นได้กับหลายอวัยวะของร่างกาย เช่น มะเร็งตับ  มะเร็งปอด  มะเร็งเต้านม  มะเร็งปากมดลูก
              เนื่องจากโรคมะเร็งจะไม่แสดงอาการในระยะแรก ทำให้ผู้ป่วยทราบว่าเป็นเมื่อมีอาการแสดงในระยะ
ที่โรคมีความรุนแรงแล้ว ทำให้มีโอกาสในการเสียชีวิตสูง แต่หากรักษาอย่างถูกต้องในระยะที่เริ่มเป็น จำทำให้หายขาดได้
สัญญาณอันตรายที่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็ง ได้แก่
        1.มีความผิดปกติที่ระบบขับถ่ายอุจจาระ เช่น ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ ปัสสาวะเป็นเลือด
        2.มีอาการจุกเสียด แน่นท้องเป็นเวลานาน กลืนอาหารลำบาก
        3.มีอาการเสียงแหบ และไอเรื้อรัง
        4.มีเลือดหรือตกขาวที่ผิดปกติ มีกลิ่นเหม็น
        5.เป็นแผลเรื้อรัง รักษาไม่หาย
        6.หูดหรือไฝตามร่างกายมีขนาดใหญ่ขึ้นหรือมีลักษณะเปลี่ยนไปจากเดิม
        7.มีก้อนบริเวณเต้านมหรือส่วนอื่นของร่างกาย
        8.หูอื้อหรือมีเลือดกำเดาไหลเป็นประจำ
สถานการณ์โรคมะเร็งในประเทศไทย
          โรคมะเร็งเป็นโรคที่คนไทยเสียชีวิตมากเป็นอันดับหนึ่ง ปีละ 55,000 คน และพบผู้ป่วยใหม่ปีละไม่ต่ำกว่า 50,000 คนโดยผู้ชายที่พบมาก คือ มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งต่อมลูกหมาก ส่วน
ผู้หญิงจะพบมะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งตับ และมะเร็งปอด
โรคมะเร็วที่สำคัญ
          1. โรคมะเร็งตับ เป็นมะเร็งที่พบมาก โดยเฉพาะในเพศชาย มีการดำเนินโรคอย่างรวดเร็วมักเสียชีวิตใน 
3-6 เดือน
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรค
      - การสะสมของสารเคมีในร่างกาย  เช่น ยารักษาโรคบางชนิด ยาฆ่าแมลง สารเคมีจากอาหารหมักดอง 
สารพิษที่เกิดจากเชื้อรา
      เป็นโรคที่เป็นอันตรายต่อตับ เช่น ไวรัสตับอักเสบชนิดบี พยาธิใบไม้ในตับ
      พันธุกรรม
      การดื่มสุรา
อาการของโรคมะเร็งตับ
      - เบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องผูก
      - อ่อนเพลีย น้ำหนักลด มีไข้ต่ำ
      - ปวดหรือเสียดชายโครงด้านขวา ถ้าคลำอาจพบก้อนได้
      - ตัวเหลือง ตาเหลือง ท้องโต และบวมบริเวณขาทั้งสองข้าง
2. โรคมะเร็งเต้านม
          เป็นโรคมะเร็งที่พบมากในเพศหญิง อายุ 40 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะในหญิงที่ไม่มีบุตรหรือมีบุตรน้อย และ
ผู้ที่มีประวัติพี่น้องเป็นมะเร็งเต้านม
ปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านม
      มีประวัติผู้ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมในครอบครัว
    - การไม่มีบุตรหรือมีบุตรเมื่ออายุมาก เนื่องจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงตั้งครรภ์ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรค
      - การมีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย (น้อยกว่า 12 ปี) หรือหมดประจำเดือนเมื่ออายุมากกว่าปกติ 
(55 ปีขึ้นไป)
      - การใช้ยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน
      - การขาดการออกกำลังกาย
      - การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
      - ความอ้วน หรือมีน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐาน
อาการ
           มะเร็งเต้านม มักแสดงอาการผิดปกติในระยะที่ลุกลามแล้ว ในระยะแรกมักไม่มีอาการอะไรแต่อาการ
ต่อไปนี้อาจเป็นอาการของโรคมะเร็งเต้านม
      - มีก้อนเนื้อที่เต้านม โดยมะเร็งมักจะไม่เจ็บปวด อาจโตช้าหรือเร็วก็ได้ มักจะเริ่มคลำก้อนได้ต่อเมื่อก้อนโตมาหลายปีแล้ว
      เต้านมผิดรูปไป บวมโตขึ้น เต้านมแข็งขึ้นผิดสังเกต
      - คลำก้อนได้ตามรักแร้ หรือลำคอ แสดงถึงมะเร็งที่แพร่กระจายออกไปถึงระบบต่อมน้ำเหลือง
      เจ็บหัวนม ลอกเป็นแผล เป็นผื่น หรือมีเลือดออกจากหัวนม แสดงถึงมะเร็งที่ได้แพร่กระจายออกไปที่
ท่อน้ำนมแล้ว
      ผิวหนังของเต้านมเปลี่ยนแปลงไป เช่น มีการดึงรั้งผิดสังเกต ผิวหนังอาจเป็นปุ่มคล้ายผิวส้ม
แนวทางการป้องกันโรคมะเร็ง
        1.รับประทานผักผลไม้ให้มากๆ โดยเฉพาะผัก 5 สี ได้แก่ สีเขียว เช่น คะน้า กวางตุ้ง ผักบุ้ง สีเหลืองหรือส้ม เช่น ฟักทอง แคร์รอต ข้าวโพด สีแดง เช่น มะเขือเทศ สีม่วง เช่น กะหล่ำม่วง และสีขาว เช่น ผักกาดขาว ดอกแค ซึ่งสีต่างๆ จะมีสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง
        2.รับประทานอาหารโดยใช้หลักผักครึ่งหนึ่งอย่างอื่นครึ่งหนึ่ง ของปริมาณอาหารในแต่ละวัน ไม่รับประทานแป้ง น้ำตาล ไขมัน และเนื้อสัตว์เพียงอย่างเดียว เพราะผักผลไม้ จะมีกากใยที่ช่วยดูดซับสารพิษหรือสารอาหารที่เป็นส่วนเกิน
        3.ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง
        4.หลีกเลี่ยงอาการสุกๆ ดิบๆ อาหารปิ้งย่าง รมควัน รวมทั้งอาหารประเภทดองเค็ม
        5.ไม่รับประทานอาหารที่มีรสจัด
        6.ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่
        7.หลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดแรงๆ
        8.ดูแลการขับถ่ายให้เป็นปกติ หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
 
 ปลอดภัยไว้ก่อน

      การรับประทานอาหารประเภทเนื้อรมควัน หรือปิ้งย่างจนเกรียมไหม้ จะทำให้ร่างกายได้รับสารก่อมะเร็ง การรับประทานอาหารประเภทผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก ที่มีสารต่อต้านมะเร็งควบคู่ไปกับอาการปิ้งย่างจะช่วยลดความเสี่ยงจากโรคมะเร็งให้น้อยลง

 

3. โรคหัวใจ
          โรคหัวใจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น พันธุกรรม ความอ้วน มีไขมันในหลอดเลือดสูง เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ ไม่ออกกำลังกาย ความเครียด
อาการของโรคหัวใจในระยะเริ่มแรก ที่ควรสังเกตเพื่อป้องกันและรักษาก่อนจะถึงขั้นรุนแรง
          - เหนื่อยง่ายผิดปกติ  แม้ออกแรงทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อย
          - ปลายนิ้วมือ ปลายเท้า และริมฝีปากเขียวคล้ำ เพราะทางเดินเลือดผิดปกติ
          เมื่อทำงานหนักจะรู้สึกเจ็บหน้าอก หายใจอึดอัด เหมือนสิ่งของหนักทับอยู่
          - ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่ทัน
          เป็นลมหมดสติบ่อยๆ
          ขาหรือเท้าบวม โดยไม่ทราบสาเหตุ
สถานการณ์โรคหัวใจในประเทศไทย
          จำนวนผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ ตั้งแต่ พ.. 2550-2552 มีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจมากกว่า 18,000คน และมี
ผู้ป่วยใหม่เพิ่มปีละมากกว่า 
20,000 คน โดยส่วนใหญ่จะพบในเพศหญิงมากกว่าในเพศชาย โรคหัวใจที่พบบ่อย คือ โรคหัวใจขาดเลือด และมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยจะมีภาวะโรคหัวใจล้มเหลวร่วมด้วย
แนวทางการป้องกันโรคหัวใจ
        1.สังเกตความผิดปกติเกี่ยวกับอาการของโรคหัวใจ เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ การเจ็บหน้าอก ใจสั่น
        2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้หัวใจสูบฉีดเลือดได้ดี
        3.ฝึกนั่งสมาธิ รู้จักควบคุมอารมณ์ตนเอง ไม่เครียด เพราะจะทำให้หัวใจทำงานหนัก
        4.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง รับประทานผักผลไม้ให้มาก
        5.ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี
4. โรคเบาหวาน
      โรคเบาหวาน เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมที่ตับอ่อน ซึ่งไม่สามารถผลิตหรือหลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมาให้มากเพียงพอที่จะใช้เปลี่ยนน้ำตาลที่ร่างกายได้รับจากอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน และโปรตีน ให้เป็นพลังงาน จึงมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากกว่าปกติ
โรคเบาหวานที่พบโดยทั่วไปอาจแบ่งได้เป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ
1. โรคเบาหวานชนิดต้องพึ่งอินซูลิน
      มักพบในคนอายุต่ำกว่า 30 ปี เกิดจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ ผู้ป่วยมักมีรูปร่างผอม การรักษาต้องให้ยาฉีดอินซูลิน
2. โรคเบาหวานชนิดที่ไม่พึ่งอินซูลิน
      มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี เกิดจากร่างกายดื้อต่ออินซูลินและมีการหลั่งอินซูลินลดลง มักมีรูปร่างอ้วน สามารถควบคุมได้ด้วยการควบคุมอาหาร หรือรับประทานยาลดระดับน้ำตาล แต่หากการหลั่งอินซูลินลดลงมากก็อาจต้องฉีดอินซูลิน
อาการของโรคเบาหวาน
ลักษณะอาการของผู้ที่มีภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน
          ปัสสาวะบ่อย และมากโดยเฉพาะช่วงกลางคืน
          คอแห้ง ดื่มน้ำมาก กระหายน้ำ
          หิวบ่อย ทานจุ แต่น้ำหนักลดและอ่อนเพลีย
          ตาพร่ามัว อาจเกิดจากน้ำตาลคั่งในเลนส์ตา โรคจอประสาทตาจากเบาหวานหรือต้อกระจก
          คันตามผิวหนัง ติดเชื้อราง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้ป่วยหญิง
          เมื่อมีแผลจะหายยาก มีการติดเชื้อทางผิวหนัง เกิดแผลได้บ่อย น้ำตาลที่สูงทำให้การทำงานของเม็ดเลือดขาวลดลง
สถานการณ์โรคเบาหวานในประเทศไทย
      จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานใน พ.. 2552 มีจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานกว่า 400,000 คน เสียชีวิตประมาณ 7,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 19 คน
แนวทางการป้องกันโรคเบาหวาน
        1.ควบคุมน้ำหนักให้ปกติ โดยรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม และรับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น
        2.ลดการรับประทานอาหารที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน คือ น้ำตาลสูงและทำให้อ้วน เช่น ขนมหวาน 
น้ำอัดลม เนื้อสัตว์ติดมัน อาหารที่มีกะทิ รวมทั้งผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน มะม่วงสุก 
ลำไย ละมุด
        3.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที
ข้อมูลสุขภาพ   http://www.yourhealthyguide.com

ความรู้เพิ่มเติม

การนอนหัวค่ำช่วยป้องกันโรคอ้วน

          ศูนย์สุขภาพและสิ่งแวดล้อมโลก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แนะนำให้นอนแต่หัวค่ำ เพราะจากข้อมูลทางระบาดวิทยา (สถิติว่าด้วยโรคและสาเหตุของโรค) พบว่า การนอนน้อยมีความสัมพันธ์กับโรคอ้วน เนื่องจากการนอนน้อยทำให้ฮอร์โมนส่งสัญญาณไปยังสมองว่า อิ่ม” ลดลง และที่ส่งสัญญาณไปยังสมองว่า  หิว เพิ่มขึ้น ทำให้คนอดนอนรับประทานอาหารมากขึ้น ส่งผลให้เป็นโรคอ้วน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังต่างๆ

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : การป้องกันโรงและการแก้ไขปัญหาสุขภาพในชุมชน
แบบฝึกหัดหลังเรียน :