จำนวนผู้ชม : 443 คน


บทพากย์รามเกียรติ์ตอน เอราวัณ


ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ที่มาของเรื่อง ได้เค้าโครงเรื่องมาจากรามายณะ ของอินเดีย

ความมุ่งหมาย ให้เห็นโทษของความลุ่มหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสจะนำมาซึ่งความประมาท

อันเป็นเหตุแห่งหายนะ เช่น พระลักษมณ์และไพร่พลวานรที่มัวแต่เพ่งดูเทวดา

(แปลง) อย่างเพลิดเพลิน จนต้องศรของอินทรชิตในที่สุด

เนื้อหาของเรื่อง พรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ งดงามของกระบวนทัพของอินทรชิตซึ่งแปลงตัวเป็น

พระอินทร์ ช้างเอราวัณและเหล่าเทวดา

ลักษณะคำประพันธ์ กาพย์ฉบัง ๑๖

- ๑ บทมี ๓ วรรค แบ่งเป็นวรรคแรก ๖ คำ วรรคสอง ๔ คำและวรรคสาม ๖ คำ

- ใน ๑ บท มีสัมผัสบังคับ ๑ แห่ง คือ

คำสุดท้ายของวรรคแรกสัมผัสกับคำสุดท้ายของวรรคสอง

- มีสัมผัสระหว่างบทอยู่ที่คำสุดท้ายของบทแรกกับคำสุดท้ายของวรรคแรกของบทต่อไป

แผนผัง

บทที่ ๑ 000000000 สัมผัสบังคับระหว่างวรรค

000000 สัมผัสระหว่างบท

บทที่ ๒ 000000 0000 สัมผัสบังคับระหว่างวรรค

000000


บทพากย์เอราวัณ

 อินทรชิตบิดเบือนกายิน_________เหมือนองค์อมรินทร์ 
ทรงคชเอราวัณ 
 ช้างนิมิตฤทธิแรงแข็งขัน________เผือกผ่องผิวพรรณ 
สีสังข์สะอาดโอฬาร์ 
 สามสิบสามเศียรโสภา_________เศียรหนึ่งเจ็ดงา 
ดั่งเพชรรัตน์รูจี 
 งาหนึ่งเจ็ดโบกขรณี ___________สระหนึ่งย่อมมี 
เจ็ดกออุบลบันดาล 
 กอหนึ่งเจ็ดดอกดวงมาลย์_______ดอกหนึ่งแบ่งบาน 
มีกลีบได้เจ็ดกลีบผกา 
 กลีบหนึ่งมีเทพธิดา____________เจ็ดองค์โสภา 
แน่งน้อยลำเพานงพาล 
 นางหนึ่งย่อมมีบริวาร__________อีกเจ็ดเยาวมาลย์ 
ล้วนรูปนิรมิตมายา 
 จับระบำรำร่ายส่ายหา__________ชำเลืองหางตา 
ทำทีดังเทพอัปสร 
 มีวิมานแก้วงามบวร___________ทุกเกศกุญชร 
ดังเวไชยันต์อมรินทร์ 
 เครื่องประดับเก้าแก้วโกมิน______ซองหางกระวิน 
สร้อยสายชนักถักทอง 
 ตาข่ายเพชรรัตน์ร้อยกรอง_______ผ้าทิพย์ปกตระพอง 
ห้อยพู่ทุกหูคชสาร 
 โลทันสารถีขุนมาร_____________เป็นเทพบุตรควาญ 
ขับท้ายที่นั่งช้างทรง 
 บรรดาโยธาจัตุรงค์____________เปลี่ยนแปลงกายคง 
เป็นเทพไทเทวัญ 
 ทัพหน้าอารักขไพรสัณฑ์_________ทัพหลังสุบรรณ 
กินนรนาคนาคา 
 ปีกซ้ายฤาษิตวิทยา____________คนธรรพ์ปีกขวา 
ตั้งตามตำรับทัพชัย 
 ล้วนถืออาวุธเกรียงไกร__________โตมรศรชัย 
พระขรรค์คทาถ้วนตน 
 ลอยฟ้ามาในเวหน_____________รีบเร่งรี้พล 
มาถึงสมรภูมิชัย 

ถอดคำประพันธ์

บทที่ ๑ อินทรชิตแปลงกายเหมือนพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ

บทที่ ๒ ช้างเอราวัณ (แปลง) เป็นช้างเผือกที่มีรูปร่างใหญ่โตแข็งแรง

บทที่ ๓ (ช้างเอราวัณ) มีเศียรที่งดงาม ๓๓ เศียรและเศียรหนึ่งมีงาอยู่ ๗ งาซึ่งงดงามมาก

บทที่ ๔ งาหนึ่งงามีสระบัวอยู่ ๗ สระ และสระบัวหนึ่งสระมีบัวอยู่ ๗ กอ

บทที่ ๕ กอบัวหนึ่งกอมีดอกบัวอยู่ ๗ ดอก และบัวหนึ่งดอกมีกลีบบัวอยู่ ๗ กลีบ

บทที่ ๖ บัว ๑ กลีบมีเทพธิดาผู้อ่อนเยาวว์และงดงามอยู่ ๗ องค์

บทที่ ๗ เทพธิดาองค์หนึ่งมีบริวาร ๗ ตนล้วนแต่เป็นยักษ์แปลงมาทั้งสิ้น

บทที่ ๘ นางบริวารร่ายรำและชายตาทำท่าทางงดงามราวกับนางฟ้า

บทที่ ๙ ที่เศียรทุกเศียรของช้างเอราวัณมีวิมานแก้วที่งดงามราวกับวิมานเวไชยันต์ของ

พระอินทร์

บทที่ ๑๐ ช้างเอราวัณ (แปลง) ประดับด้วยแก้วเก้าระการ เช่น โกเมนที่ซองหางและ

กระวิน ส่วนที่สายชนักเป็นสร้อยที่ถักด้วยทอง

บทที่ ๑๑ มีตาข่ายร้อยด้วยเพชรสำหรับตกแต่งที่เศียรช้าง มีผ้าทิพปกที่ตระพองของช้าง

และมีผู้ห้อยที่หูทุกหูของช้าง

บทที่ ๑๒ ยักษ์แปลงเป็นโลทันสารถีของพระอินทร์มีหน้าที่บังคับท้ายช้างพระที่นั่งของ

พระอินทร์

บทที่ ๑๓ บรรดาทหารของกองทัพยักษ์ต่างแปลงเป็นเทวดา

บทที่ ๑๔ ทัพหน้าแปลงเป็นเทพารักษ์ ทัพหลังแปลงเป็นครุฑ กินนรและนาค

บทที่ ๑๕ ปีกซ้ายแปลงเป็นฤาษีและวิทยาธร ปีกขวาแปลงเป็นคนธรรพ์ กองทัพจัดตั้ง

ตามตำราพิชัยสงคราม

บทที่ ๑๖ เทวดา (แปลง) ทุกองค์ล้วนถืออาวุธต่าง ๆ เช่น โตมร ศร พระขรรค์และคทา

บทที่ ๑๗ เทวดา (แปลง) ทุกองค์รีบเหาะมายังสนามรบ


แปลรวม

อินทรชิตแปลงกายเป็นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ 
ช้างเอราวัณอัน (การุณราช) เนรมิตขึ้นนั้นก็ทรงเรี่ยวแรงแกร่งกล้าน่าเกรงขาม ผิวพรรณสีเผือกผ่องประดุจสังข์อันเกลี้ยงเกลา 
มี ๓๓ หัว หัวหนึ่งมี ๗ งา เปล่งประกายเรืองรองประดุจเพชรรัตน์ 
งา หนึ่งนั้นมีสระโบกขรณี ๗ สระ สระหนึ่งมีดอกบัว ๗ กอ กอหนึ่งมี ๗ ดอก แต่ละดอกครั้นบานแล้วนับได้ ๗ กลีบ แต่ละกลีบมีเทพธิดาที่สวยงามแน่งน้อยน่ารัก ๗ นาง แต่ละนางนั้นยังมีเทพธิดาบริวารอีก ๗ นาง ล้วนเป็นรูปอันมารนิรมิตขึ้นทั้งสิ้น ทั้งยังร่ายรำชม้ายชายตาทำทีดังนางฟ้าจริงๆ 
อีก ทั้งทุกหัวของช้างยังมีวิมานอันงดงาม ประดุจปราสาทเวไชยันต์ของท้าวอมรินทร์ เครื่องประดับอันมี ซองหาง กระวิน สายชนัก ล้วนถักร้อยด้วยสร้อยทอง ประดับโกมินล้อมแก้วนพเก้า ผ้าทิพย์ปกตระพองก็ร้อยประดับด้วยเพชร มีสายสร้อยห้อยเป็นพู่ลงทั่วทุกหูช้าง 
ขุนมารโลทันซึ่งเป็นสารถีของอินทรชิตก็แปลงเป็นควาญท้ายช้าง 
ทัพทั้ง ๔ เหล่า ต่างแปลงกายเป็นชาวฟ้าชาวสวรรค์ มีอารักขเทวดาและรุกขเทวดา (เทพารักษ์) เป็นทัพหน้า ครุฑ กินนร นาค เป็นทัพหลัง พวกฤาษีและวิทยาธร เป็นปีกซ้าย มีคนธรรพ์เป็นปีกขวา ตั้งทัพตามตำรับพิชัยสงคราม ถืออาวุธเกรียงไกรคือ หอก ธนู ดาบ กระบอง ครบมือ 
แล้วเหาะเหินมาบนฟากฟ้า เคลื่อนพลเข้าสู่สมรภูมิ ฯ

ที่มา https://sites.google.com/site/banjarathkongloed/bth-phaky-xerawan-1