จำนวนผู้ชม : 357 คน


โคลงภาพพระราชพงศาวดาร



พันท้ายนรสิงห์ถวายชีวิต

ผู้แต่ง พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์

ที่มาของเรื่อง คัดจากหนังสือโคลงภาพพระราชพงศาวดารพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

จุดมุงหมายในการแต่ง

          เพื่อสดุดีวีรกรรมของพันท้ายนรสิงห์ที่ยอมเสียสละชีวิตของตนเองเพื่อรักษาพระราชกำหนดที่มีมาทุกสมัยมิใช่เสื่อมเสีย และสูญหายไป เพราะตนเพียงคนเดียว

ลักษณะคำประพันธ์ เป็นโครงสี่สุภาพ

เนื้อเรื่องย่อ

          เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือประพาสปากน้ำ  ได้ประทับเรื่อเอกชัยเข้ามาถึงตำบลโคกขามลำคลองลักษณะคดเคี้ยวนายท้ายเรือด้วยความลำบาก ทำให้โขนเรือหัก พันท้ายนรสิงห์จึงรับผิดชอบขอให้พระเจ้าประหารชีวิตตน เพื่อเอาโขนเรือและศีรษะมาเซ่นสรวงทำศาลตามประเพณี สมเด็จพระเจ้าเสือพระราชทานโทษให้ แต่ทรงโปรดให้ปั้นรูปพันท้ายนรสิงห์ขึ้นมาฟันคอรูปแทน พันท้ายนรสิงห์ไม่ยอม กราบทูลรบเร้าให้พระเจ้าเสือประหารชีวิตตนให้ได้ พระเจ้าเสือก้อต้องจำพระทัยสังเพชฌฆาตประหารชีวิต พันท้าย นรสิงห์ แล้วให้นำศีรษะของพันท้ายทรสิงห์กับโขนเรือเซ่นไว้ที่ศาล เพื่อเป็นที่เตือนใจคนทั่วไป

ข้อคิดที่ได้รับการเรื่อง

          ๑ มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

          ๒ รู้จักเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องพระราชกำหนดให้คงอยู่ตลอดไป

          ๓ ปลูกจิตสำนึกให้เยาว์ชนไทยเห็นคุณค่าเสียสละของวีระชนไทย

ลักษณะเด่นของเรื่อง

          ๑.เป็นโครงสี่สุภาพที่มีใจความกระชับได้ความชัดเจนใช้คำน้อย แต่กินความมากเช่นกัน

ภูมีปลอบกลับตั้ง  ขอบรร-ลัยพ่อ                   จำสั่งเพชฌฆาตฟัน  ฟาดเกล้า

          ๒.เป็นเรื่องที่ให้คติสอนใจในเรื่องความเป็นอยู่ที่มีความรับผิดชอบ และสละชีวิตเพื่อรักษาความศักดิ์สิทธ์ ของกฎหมายไว้

          ๔.เป็นเกร็ดความรู้ด้านประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจยิ่ง

 

ความร้ประกอบเรื่องกลอน

          กลอนมีหลายชนิด แต่ที่เป็นหลัก คือ กลอนสุภาพ ถ้าเข้าใจกลอนสุภาพอย่างดีแล้วก็สามารถเข้าใจกลอนอื่นได้โดยง่าย กลอนสุภาพ มี ๔ ชนิด คือกลอน ๖ กลอน ๗ กลอน ๘ และกลอน ๙ ในที่นี้จะแนะนำเฉพาะกลอน ๘

          ๑.รูปแบบของกลอน ๘


ตัวอย่างกลอน ๘

          กลอนแปดงามนามขจรกลอนสุภาพ      เราควรทราบหนึ่งบทกฎคมขำ

รวมสี่วรรควรรคหนึ่งพึงแปดคำ                      สัมผัสย้ำไพเราะเสนาะดี

แต่ละวรรคจัดงามสามสองสาม                     แปดคำตามลีลาสง่าศรี

ระหว่างบทสัมผัสจัดเข้าที                            ฟังเปรมปรีดิ์ไพเราะเสนาะเอย

          ๒.กฎเกณฑ์บังคับของกลอน ๘

    ๑)  แต่ละวรรคมีแปดคำ

    ๒)  คำสุดท้ายของวรรคหน้าทุกวรรค (วรรคสดับและวรรครอง) ต้องสัมผัสกับคำที่ ๓ หรือคำที่ ๕ ของวรรคหลัง (วรรครับ-วรรคส่ง) คำสุดท้ายของวรรคที่ ๒ (วรรครับ) ต้องสัมผัสกับวรรคสุดท้ายของวรรคที่ ๓ (วรรครอง) ถ้าจะแต่งบทอื่นต่อไปอีกต้องให้สุดท้ายของบทต้น (วรรคส่ง) สัมผัสกับคำสุกท้ายของวรรคที่สอง (วรรครับ) ของบทต่อๆ ไป

    ๓)  เส้นโยงระหว่างวรรคเรียกว่า สัมผัสนอก (สัมผัสสระ) ขาดไม่ได้ส่วนเส้นโยงไว้ในวรรคเดียวกันเป็นคู่ๆ นั้น เรียกว่า สัมผัสใน (สัมผัสสระ) แต่ไม่บังคับ กลอนสุนทรภู่มักนิยมสัมผัสใน ดังนี้

“แม้ม้วยดินสิ้นฟ้ามหาสมุทร     ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน

แม้เกิดในใต้หล้าสุธาธาร                   ขอพบพานพิศวาสไม่คลาดคลา”

    ๔)  คำสุดท้ายวรรคที่ ๑ (วรรคสดับหรือวรรคสลับ) นิยมเสียงวรรณยุกต์ทั้ง ๕ เสียง

คำสุดท้ายวรรคที่ ๒ นิยมเสียง เอก โท จัตวา ที่นิยมมากคือ จัตวา

คำสุดท้ายวรรคที่ ๓ นิยมเสียงสามัญ หรือเสียงตรี ที่นิยมมากคือ สามัญ

คำสุดท้ายวรรคที่ ๔ นิยมเสียงสามัญ หรือเสียงตรี ที่นิยมมากคือ สามัญ


*******************************************************************************************************


เรื่อง พระสุริโยทัยขาดคอช้าง

ผู้แต่ง พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มาของเรื่อง

          คัดมาจากหนังสือโคลงภาพพระราชพงศาวดารเป็นโคลงบรรยายภาพที่ 10 แผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและโคลงบรรยายภาพที่ 56 แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าเสือ

จุดมุ่งหมายในการแต่ง เพื่อสดุดีวีรกรรมของสมเด็จพระสุริโยทัยที่มีความรัก และความเสียสละพระชนม์ชีพ ช่วยปกป้องพระสวามีจากข้าศึกให้รอดพระชนม์ชีพ

ลักษณะคำประพันธ์ เป็นโคลงสี่สุภาพ

เนื้อเรื่องย่อ

          พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์พม่า ยกกองทัพประชิดติดเมือง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงยกพลออกไปออกสู้รบสมเด็จพระสุริโยทัยพระมเหสีทรงเครื่องพิชัยสงคราม ทรงช้าง โดยเสด็จด้วย เมื่อช้างพระที่นั่งของพระมหาจักรพรรดิไปประจันหน้าและชนกับช้างทรงของพระเจ้าแปรทัพหน้า ช้างของพระมหาจักรพรรดิเสียทีกลับหลังวิ่งเตลิด พระเจ้าแปรก็ขับช้างตาม พระสุริโยทัยทรงไสช้างเข้าขัดขวาง พระเจ้าแปรจึงใช้พระแสงของ้าวฟันพระสุริโยทัยสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้างนั่นเอง

ข้อคิดที่จากเรื่อง

          ๑ ต้องมีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ

          ๒ รู้จักเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องประเทศชาติจากข้าศึกศัตรู เพื่อให้ได้มาเพื่อความเป็นไทยตลอดไป

          ๓ ปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนไทยเห็นคุณค่าของความเสียสละของวีรชนไทย

ลักษณะเด่นของเรื่อง

          ๑.เป็นโคลงสี่สภาพที่ไพเราะใช้คำบรรยายให้ผู้อ่านเกิดจินตภาพ เช่น

                   ขุนมอญร่อนง้าวฟาด    ฉาดฉะ

          ขาดแล่งตราบอุระ                 หรุบดิ้น

          ๒.เป็นเรื่องที่ให้ความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์อย่างดียิ่ง ทำให้ผู้อ่านเกิดความภาคภูมิใจในวีรสตรีไทยที่ได้ประกอบวีรกรรมอันควรแก่การยกย่อง

          ๓.เป็นเรื่องที่ให้คติชีวิต ในเรื่องความกตัญญูและความเสียสละ

 

เรื่อง โคลงสี่สุภาพ

โคลงมีหลายชนิด แต่ที่นิยมเป็นหลัก คือ โคลงสี่สุภาพ

๑ รูปแบบของโคลงสี่สุภาพ


ตัวอย่างโคลงสี่สุภาพ

                   ควรจำโคลงสี่นี้            พึงยล ท่านเอย

          บทหนึ่งจัดพรรคพล                สี่พร้อม

          เจ็ดเอกสี่โทดล                     เสียงเด่น เสนาะนอ

          คำรื่นสัมผัสน้อม                             แน่วให้ชวนฝัน

โคลงสี่สุภาพจากลิลิตพระลอที่เรามักจดจำแบบอย่าง คือ

                   เสียงลือเสียงเล่าอ้าง    อันใด พี่เอย

          เสียงย่อมยอยศใคร                ทั่วหล้า

          สองเขือพี่หลับใหล                ลืมตื่นฤาพี่

          สองพี่คิดเองอ้า                     อย่าได้ถามเผือ

       กฎเกณฑ์บังคับของโคลงสี่สุภาพ

          ๑.โคลงสี่สุภาพ ๑ บท มี ๔ บาท หรือ ๔ บรรทัด แต่ละบาทมี ๒ วรรค วรรคหน้ามี ๕ คำ วรรคหลังของบาทที่ ๑-๓ มีวรรคละ ๒ คำ แต่บาทที่ ๑ และบาทที่ ๓ เพิ่มคำสร้อยวรรคละ ๒ คำ ส่วนบาทที่ ๔ วรรคหลังมี ๔ คำ สรุปโคลงสี่สุภาพ ๑ บท มี ๓๐ คำ และมีคำสร้อยอีก ๔ คำ

          ๒.สัมผัสบังคับเป็นสัมผัสสระ ดูรูปแบบที่โยงไว้ ชุดแรกคือ คำที่ ๗,๑๒,๑๙ ชุดที่สองคือ คำที่ ๑๔ กับ ๒๖

          ๓.กำหนดคำเอก ๗ ตำแหน่ง และคำโท ๔ ตำแหน่ง ตำแหน่งคำเอกและคำโทในบาทที่ ๑ ตรงกับคำที่ ๔-๕ สลับที่กันได้

คำเอก คือ คำที่มีรูปวรรณยุกต์เอกกำกับ หรือใช้คำตายแทนคำเอก

คำโท คือ คำที่มีวรรณยุกต์โทกำกับ

          ๔.คำสร้อย เติมท้ายบาทที่ ๑ และบาทที่ ๓ เพื่อให้ได้ความครบถ้าได้ความครบแล้วไม่จำเป็นต้องใช้คำสร้อย คำสร้อยของโคลงมี ๒ คำ คำต้นมีหน้าที่เชื่อมความต่อกับคำข้างหน้า ส่วนคำท้ายเป็นคำเสริมขึ้นให้เต็มหรือเพื่อความไพเราะและชัดเจนขึ้น ตัวอย่าง คำสร้อยหรือคำท้าย เช่น เอย เฮย แฮ นอ เทอญ พ่อ แม่ พี่ เป็นต้น

          ๕.คำเอกโทษและโทโทษ คือ ใช้คำเอกและโทในตำแหน่งที่ผิด เช่น หน้า เขียนเป็น น่า อย่างนี้เรียกว่า เอกโทษ หรือ เล่น เขียนเป็น เหล้น อย่างนี้เรียกว่าโทโทษ ปัจจุบันไม่นิยมใช้เอกโทษและโทโทษ เพราะใช้คำไม่ตรงความหมาย และขาดความพิถีพิถัน

          ๖.คำที่ ๗,๑๒,๑๙,๓๐ ไม่นิยมใช้รูปวรรณยุกต์