พ่อแม่ทุกคนย่อมอยากให้ลูกของตัวเอง “เก่ง” ด้วยกันทั้งนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การที่จะทำให้ลูกนิ่งเพื่อเรียนรู้อะไรสักอย่างไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะโดยธรรมชาติของเด็กเล็กแล้ว เขาจะหยุดนิ่งและมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่เขาสนใจเท่านั้น แต่จะทำอย่างไรดีล่ะ จึงจะเป็นการช่วยสร้างสมาธิให้ลูกน้อยได้ เพราะสมาธิดีเท่ากับลูกจะมีการเรียนรู้ และปลายทางคือทำให้ลูกเก่งได้

การที่ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามความต้องการของร่างกายจะช่วยสร้างพลังงานให้สมองของลูก โดยสารอาหารที่ลูกต้องการมากที่สุดคือ กลุ่มธัญพืช เช่น ข้าว รองลงมาคือผักผลไม้ โปรตีน และอื่นๆ ลูกจึงจำเป็นต้องทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ทุกมื้อ โดยเฉพาะอาหารมื้อเช้าสำคัญมากเพราะช่วงเช้าเป็นเวลาที่เขาพร้อมที่จะเรียนรู้มากที่สุด อาหารเช้าที่มีประโยชน์จะช่วยเติมพลัง เพิ่มความกระตือรือร้นให้เขาพร้อมเต็มที่ และมีสมาธิเต็มเปี่ยม และควรหลีกเลี่ยงอาหารกึ่งสำเร็จรูป ฟาสต์ฟู้ด ลดปริมาณเกลือ ไขมัน โดยเฉพาะน้ำตาลที่ทำให้เด็กมีพลังงานมากจนขาดสมาธิ

ร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นส่วนประกอบ 70% ในเลือดมีน้ำเป็นส่วนประกอบ 92% และในสมองมีน้ำเป็นองค์ประกอบถึง 85% และน้ำยังมีส่วนสำคัญในการส่งข้อมูลในสมอง ถ้าลูกไม่ได้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอ สมองก็ขาดน้ำและจะส่งผลให้ก้านสมองหด และเซลล์สมองก็ส่งข้อความถึงกันไม่ราบรื่น ด้วยเหตุนี้เอง น้ำเปล่าจึงดีต่อสมองมากที่สุด เพราะสามารถดูดซึมสู่สมองได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นห้องเรียน ห้องนั่งเล่น หรือที่ไหนก็ตาม ควรมีน้ำดื่มไว้ให้ลูกเสมอ

 

การนอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ นอกจากจะทำให้ Growth Hormone หลั่งออกมาเต็มที่แล้ว ตอนที่ลูกนอนหลับร่างกายยังได้พัก แต่สมองตื่นและสร้างจุดเชื่อมต่อใหม่ๆ ระหว่างสมอง 2 ซีก ซึ่งสมองจะแยกประเภทและเก็บประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ลูกได้รับในแต่ละวัน โดยที่เราไม่สามารถควบคุมระบบการทำงานของสมองได้ ดังนั้นถ้าลูกนอนไม่พอ สมองยังจัดระบบไม่เรียบร้อย ตื่นมาก็จะรู้สึกงงๆ เบลอๆ นอกจากนี้ระหว่างที่ลูกตื่น คุณแม่ยังสร้างความผ่อนคลายให้ลูกได้ด้วยการเปิดเพลงบรรเลงจังหวะเบาๆ ช้าๆ ให้ลูกฟัง พาลูกออกกำลังกายเบาๆ พูดคุย ร้องเพลง หรือเล่านิทานให้ลูกฟังก็ได้เช่นกัน

ด้วยการสอนให้ลูกเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมาย เช่น สอนให้เล่นของเล่นทีละชิ้น เก็บของเล่นชิ้นเก่าให้เรียบร้อยก่อนเปลี่ยนไปเล่นชิ้นใหม่ การสอนให้ลูกรู้จักจัดระบบความคิดและทำอะไรทีละอย่าง จะช่วยให้ลูกมีสมาธิในการทำสิ่งนั้นๆ อย่างเต็มที่ ไม่ใช่คอยให้ความสนใจหลายๆ เรื่องพร้อมกัน

 

สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสมาธิคือ บรรยากาศของบ้านที่ไม่วุ่นวายหรือไม่มีสิ่งรบกวนความสนใจมากเกินไป เช่น ไม่ควรเปิดโทรทัศน์ให้ลูกดูไปด้วยทำการบ้านไปด้วย หรือคนในบ้านไม่ควรถกเถียงพูดคุยกันเสียงดังทั้งที่อยู่ใกล้ๆ ลูก เพราะสิ่งเหล่านั้นจะดึงความสนใจจากลูก ทำลายสมาธิของเขา และถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำ ลูกจะไม่นิ่ง สมาธิสั้น ซึ่งสามารถส่งผลต่อการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ของลูกได้

หากลูกเจ็บป่วยเป็นประจำไม่ว่าจะด้วยโรคใดก็ตาม ย่อมทำให้ลูกไม่มีสมาธิในการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นคุณแม่จึงควรสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้ลูก ด้วยการให้สารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะร่างกายที่แข็งแรงก็จะส่งผลให้เด็กมีอารมณ์แจ่มใสและพร้อมเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ นั่นเองค่ะ

 
 

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : 
แบบฝึกหัดหลังเรียน :