องค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์จ้าว)วีรสตรีไทยที่ทำเพื่อแผ่นดิน แต่กลับไม่ค่อยมีใครได้รู้จัก


ได้มีโอกาสไปสมุทรสงครามเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่คราวนี้ไม่ได้ไปเดินตลาดน้ำอัมพวา อย่างทุกครั้งเป้าหมายครั้งนี้คือ "โบสถ์ปรกโพธิ์" แห่งวัดบางกุ้ง หรือที่เรียกกันว่า"ค่ายบางกุ้ง" นั่นเอง

 

 


ภาพจาก (http://www.siamfreestyle.com/travel-tip/โบสถ์ปรกโพธิ์-102ที่เที่ยว)

 


<!--[if !vml]--> 
 
 
<!--[endif]-->

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

การเดินทางครั้งนี้ได้มีโอกาสไปสักการะ"หลวงพ่อนิลมณี" ซึ่งก็มีผู้คนมาสักการบูชาไม่ขาดสาย ซึ่งค่ายบางกุ้งนี้ไม่ได้มีโบสถ์ปรกโพธิ์ ที่แสดงถึงความมหัศจรรย์ของธรรมชาติเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่กลับมีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ให้ศึกษาอีกด้วย


หลักฐานทางประวัติศาสตร์ ณบริเวณ ค่ายบางกุ้ง

วัดบางกุ้ง


วัดบางกุ้งเป็นวัดเก่าแก่ตั้งอยู่ในเขตตำบลบางกุ้ง อำเภอบางคนที จังหวัดสมุทรสงครามตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งทางประวัติศาสตร์เนื่องจากในสมัยกรุง ศรีอยุธยาตอนปลายปี พ.ศ. 2308 กองทัพพม่ายกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงทรงมี พระราชดำรัสสั่งให้หัวเมืองปากใต้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งที่ตำบลบางกุ้ง เมืองสมุทรสงครามเรียกว่า “ค่ายบางกุ้ง” กองทัพพม่าซึ่งยกทัพเข้ามาตามลำน้ำแม่กลองและบุกลงมาจนถึงค่ายบางกุ้ง โดยที่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถต้านทานไว้ได้ค่ายบางกุ้งจึงแตกหลังจากพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310 ค่ายบางกุ้งก็ตกอยู่ในสภาพค่ายร้างเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีแล้วโปรดให้ชาวจีนรวบรวมสมัครพรรคพวกมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่ายเก่าที่บางกุ้งจึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง” ในปี พ.ศ. 2311 หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาไปประมาณ8 เดือน กองทัพพม่านำโดยเจ้าเมืองทวาย ยกทัพบก และทัพเรือลงมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ทหารจีนที่รักษาค่ายบางกุ้งสู้รบอย่างเต็มที่แต่มีกำลังน้อยกว่าเกือบจะเสียค่ายแก่พม่ากรมการเมืองสมุทรสงครามจึงมีหนังสือกราบทูลไปยังกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงทราบจึงยกกองทัพมาตีทัพพม่าแตกพ่ายไป และต่อมาในปี พ.ศ. 2317สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยกกองทัพเรือนำทหารไปออกศึกที่บางแก้วเมืองราชบุรี ในระหว่างการเดินทางได้หยุดกองทัพพักพลเสวยพระกระยาหารที่วัดกลางค่ายบางกุ้ง หลักฐานโบราณสถานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่พระอุโบสถก่ออิฐถือปูนปัจจุบันถูกต้นไทรขึ้นปกคลุมทั้งหลังหน้าบันของพระอุโบสถ "โบสถ์ปรกโพธิ์" มีปูนปั้นลวดลายพันธุ์พฤกษาประดับด้วยเครื่องถ้วยซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย


ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลายสลักจากหินทรายแดง แสดงปางมารวิชัย ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อโบสถ์น้อย” ที่ฝาผนังของพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรม ฝาผนังรูปพระอดีตพุทธเจ้าและภาพพุทธประวัติ นอกจากนี้ยังมีสระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดความกว้างประมาณ5 เมตร ความยาว 7 เมตร ที่ขอบสระมีกำแพงเตี้ยกั้นและกรุด้วยอิฐถือปูนลักษณะสอบลงไป ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดบางกุ้งเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 113 ตอนพิเศษ 50 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2539


ซึ่งด้านหลังโบสถ์ปรกโพธิ์ หรือหลวงพ่อนิลมณีนั้นยังมีศาลขององค์หญิงมณฑาทิพย์    (จันทร์จ้าว) ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์และมีผู้คนมาสักการะไม่ขาดสายเช่นเดียวกันซึ่งได้ศึกษาประวัติขององค์หญิงมณฑาทิพย์แล้วถือว่าเป็นอีกหนึ่งวีรสตรีไทยที่ท่านได้ทำคุณงามความดี และประโยชน์เพื่อแผ่นดินเกิด ไม่แพ้วีรบุรุษไทยแต่กลับเป็นที่น่าตกใจว่า ผู้หญิงที่ทำคุณประโยชน์ให้กับแผ่นดินเกิดมากมายขนาดนี้กลับไม่ค่อยมีคนได้รู้จัก ซึ่งองค์หญิงมณฑาทิพย์ คงไม่ได้เป็นคนเดียวที่ถูกลืมยังคงมีวีรบุรุษ และวีรสตรีอีกมากมายที่ทำเยี่ยงท่าน แต่น้อยคนนักที่จะรู้จักและจะยึดถือสิ่งที่ท่านทำเป็นแบบอย่าง จึงอยากจะขอให้พื้นที่เล็ก ๆ ตรงนี้ได้ประกาศคุณงามความดีของท่าน ที่ท่านได้ทำเพื่อแผ่นดินที่ท่านเกิดทำให้ลูกหลานของท่านมีแผ่นดินอยู่ แผ่นดินที่ท่าน และวีรบุรุษ วีรสตรีอีกหลาย ๆคนที่อาจถูกลืมเลือน ได้ใช้เลือด ใช้เนื้อ ต่อสู้เพื่อให้ลูกหลานไทยได้มีความเป็นไทย

 


ประวัติองค์หญิงมณฑาทิพย์(จันทร์จ้าว) ข้อมูลนี้ได้มาจากนิตยสารมิติหลอน เล่าโดยร.ศ. หญิงพจน์ฤดี  ข้าราชการสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข


<!--[if !vml]--> 
 
 
<!--[endif]-->

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เมื่อปีพ.ศ.2531 บริเวณวัดเป็นป่ารกร้าง  พระวินัยธรองอาจอาริโยได้เดินธุดงค์มาที่บริเวณวัดบางกุ้ง ปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่ข้างอุโบสถหลวงพ่อนิลมณีหรืออุโบสถปรกโพธิ์ ซึ่งเงียบสงบเหมาะแก่การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านได้เดินสำรวจบริเวณวัดซึ่งทราบมาบ้างว่า วัดนี้เคยเป็นค่ายทหารจีนบางกุ้งสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานีมาก่อน ยามดึกขณะเจริญกรรมฐานมักจะเกิดนิมิตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งชุดไทยโบราณมากราบไหว้หลวงพ่อนิลมณีหน้าอุโบสถปรกโพธิ์เป็นประจำ มีลักษณะผอมสูงผมยาวใบหน้างาม  แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ต่อมาไม่นานเสาคานที่หน้าอุโบสถหล่นตกลงมาพิงอยู่ข้างอุโบสถ คืนนั้นเองท่านได้นิมิตเห็นผู้หญิงชุดไทยคนเดิมมาบอกให้นำไม้ท่อนนี้มาไว้ที่หลังอุโบสถแล้วให้สร้างศาลด้วยท่านก็ทำตาม ให้ชาวบ้านช่วยกันนำไม้มาไว้หลังอุโบสถแล้วสร้างศาลให้ตามคำขอร้อง นำไม้ท่อนนั้นแกะสลักเป็นรูปหน้าผู้หญิงไม่มีแขนขาไว้ภายในให้ชื่อว่า “ศาลนางไม้เจ้าจอม”ผู้คนให้ความเคารพนับถือกันมากเพราะมีความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารแก่ผู้คนอยู่เสมอ


ต่อมาพระวินัยธรฯได้ฟื้นฟูวัดบางกุ้งร่วมกับประชาชนจนเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง ผู้หญิงแต่งกายชุดไทยโบราณมาปรากฏในนิมิตอีกได้บอกว่าเป็นองค์หญิงนามว่า “องค์หญิงมณฑาทิพย์(จันทร์จ้าว)” ต้องการให้สลักรูปองค์หญิงจากไม้ต้นโพธิ์ซึ่งมีอายุประมาณ100 ปี โดยขอร้องให้แกะสลักทั้งองค์ หลังจากนั้นท่านได้ปรึกษาหารือญาติโยมหาช่างแกะสลัก โดยนายช่างคิดราคาค่าแรง 80,000 บาท (แปดหมื่นบาทถ้วน) เมื่อตกลงราคากันแล้วพอช่างจะลงมือแกะสลักกลับไม่รู้ว่าจะแกะสลักเป็นรูปองค์แบบใด เพราะไม่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาองค์หญิงมณฑาทิพย์มาก่อนทำให้แกะสลักไม่ได้ เมื่อการเป็นดังนี้ท่านเจ้าอาวาสจึงลงมือแกะสลักเองทั้งที่ไม่เคยแกะสลักไม้รูปใดๆ มาก่อนเลย การแกะสลักไม้เป็นรูปคนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ท่านได้ใช้ความพยายามอย่างสูงแกะสลักแบบที่เห็นองค์หญิงในนิมิตเหมือนมีอำนาจอย่างหนึ่งมาดลบรรดาลให้แกะได้สำเร็จ สลักอักษรไว้ที่ฐานว่า “องค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์จ้าว)”


ภายหลังพระวินัยธรองอาจอาริโยพบหนังสือ “กฎแห่งกรรม” ของคุณ ท.เลียงพิบูรณ์เข้าโดยบังเอิญพบเห็นเรื่องราวขององค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์จ้าว)  เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2291 เช่นเดียวกับที่เคยนิมิตเห็นน่าจะเป็นองค์เดียวกัน มีเนื้อหาดังนี้  “องค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์จ้าว)เกิดเมื่อปลายปีกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2291  เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างสมัยพระเจ้าอุทุมพร(ขุนหลวงหาวัด) กับพระเจ้าสุริยามรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์)  องค์หญิงเป็นบุตรตรีของกรมหลวงบวรวังในสมัยพระเจ้าเอกทัศน์ บ้านเมืองมีเหตุเดือดร้อนมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงผู้ใดประจบสอพลอผู้นั้นจะได้เป็นใหญ่ทั้งที่ ไร้ความสามารถ ผู้ครองแผ่นดินได้แต่ลุ่มหลงและเสพสุขในกามา หากใครมีบุตรีต้องนำตัวมาถวายใครขัดขืนจะถูกประหารชีวิต เหลืออยู่ก็แต่กรมหลวงบวรวังในที่ท่านไม่ยอมข้องเกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใด ไม่คบค้าสมาคมกับใคร  เมื่อบุตรีเติบโตเป็นสาวให้แต่งตัวเป็นชายพร้อมทั้งข้าทาสบริวารที่เป็นหญิง300 คน เป็นชายอีก 16 คน จัดให้ฝึกอาวุธเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเช่น ฟันดาบ กระบี่กระบองหมัดมวย ตำราพิชัยสงคราม  องค์หญิงเชี่ยวชาญอาวุธตลอดจนเวทมนต์คาถา มีความสามารถด้านวิชาอาคมยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกข้าศึกพม่ายกกองทัพประชิดเมือง ผู้เป็นบิดาสั่งให้บ่าวไพร่ต่อเรือใหญ่ 30 ลำ เรือเร็ว10 ลำ เรือแจว 20 ลำ พร้อมด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารอุปกรณ์การก่อสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ลงด้วยอาคมพร้อมเรือคุ้มกันองค์หญิง ซึ่งแต่งกายเป็นชายเยี่ยงชายชาวบ้านธรรมดาหลบหนีออกจากกรุงตอนกลางคืน แต่บิดามิได้มาด้วย  กองเรือได้ล่องน้ำมาเป็นระยะเวลา 3 วัน  พบกองเรือพม่าบรรทุกกระสุน ดินดำ


จึงสั่งให้พลพรรคเข้าโจมตีตอนเวลาดึก จึงเกิดไฟลุกโชติช่วงฆ่าทหารพม่าซึ่งกำลังหลับเพราะเมามายแทบหมดสิ้น จนรุ่งเช้าพม่าส่งกำลังติดตาม องค์หญิงสั่งให้กองกำลังหลบตามป่าชายฝั่งแล้วร่ายเวทมนต์กำบังพรางตาจนพม่าพ้นไป กองเรือหนีเล็ดรอดไปได้อย่างปลอดภัย  แล้วหาทำเลสร้างเมืองเล็ก ๆ อยู่ เมื่อคราวศึกบางกุ้งองค์หญิงได้คุมกำลังเข้าช่วยรบพม่าเป็นสามารถจนได้รับชัยชนะ เมื่อสิ้นอายุขัยดวงวิญญาณยังผูกพันกับวัดบางกุ้งยังคงวนเวียนอยู่ที่ศาลคอยแผ่บารมี ให้ความช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อนที่มาขอพึ่งพา


เรื่องความเป็นมาขององค์หญิงมณฑาทิพย์นับว่าพิสดารมากความศักดิ์สิทธิ์ของศาลองค์หญิงมณฑาทิพย์(จันทร์จ้าว)  เป็นที่ยอมรับนับถือของคนทั่วไปใครมีเรื่องทุกข์ร้อนอย่างไรมาบนบานในสิ่งที่ต้องการมักไม่ผิดหวัง เป็นต้นว่าเรื่องหน้าที่การงาน การสอบเข้างาน การสอบเรียน และทางด้านโชคลาภ มีคนได้เลขไปเสี่ยงโชคแล้วรวยมีปรากฏอยู่เสมอ แต่อย่าบนเรื่องเกณฑ์ทหารนะใครไปบนให้ช่วยแน่นอนรับรองถูกชัวร์ เพราะท่านชอบทหารที่มีเลือดนักสู้เต็มตัวเมื่อมีชีวิตอยู่

 


นี่แหละองค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์จ้าว) จึงได้ชื่อว่า “เจ้าหญิงผู้หาญกล้า” รักชาติยิ่งชีพ แม้ร่างกายสูญสลายแต่วิญญาณแห่งความรักชาติยังคงอยู่ตราบนิรันดรควรแก่การสรรเสริญและสักการบูชายิ่งนัก


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : 
แบบฝึกหัดหลังเรียน :