เรื่อง กระบวนการสร้างเสริมระบบต่างๆในร่างกาย
ตัวชี้วัด   อธิบายกระบวนการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ(พ1.1ม.4-6/1)
สาระการเรียนรู้
  1. หลักการสร้างเสริมระบบการทำงานในร่างกาย
  2. ระบบต่างๆในร่างกาย 10 ระบบ
    2.1 ระบบผิวหนัง         2.6  ระบบย่อยอาหาร
    2.2 ระบบกระดูกและข้อ     2.7  ระบบประสาท  
    2.3 ระบบกล้ามเนื้อ        2.8  ระบบสืบพันธ์ 
    2.4 ระบบไหลเวียนโลหิต     2.9  ระบบต่อมไร้ท่อ
    2.5 ระบบทางเดินหายใจ     2.10  ระบบขับถ่าย.
  3. กระบวนการกำจัดของเสียในร่างกาย
  4. การบำรุงรักษาระบบต่างๆ
1.หลักการสร้างเสริมระบบการทำงานในร่างกาย
      1.1 ความสำคัญ และหลักการของกระบวนการสร้างเสริม และดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย
    เมื่อกล่าวถึงความสำคัญของกระบวนการสร้างเสริม และดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย มนุษย์จะดำรงอยู่ได้ด้วยการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกร่างกาย การแบ่งส่วนประกอบของร่างกายออกเป็นระบบต่าง ๆ จะช่วยให้เข้าใจการทำงานของระบบและอวัยวะที่เกี่ยวข้องง่ายขึ้น ระบบต่าง ๆ ในร่างกายต้องพึ่งพาและทำงานสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เช่น ระบบย่อยอาหารต้องมีน้ำย่อย ซึ่งหลั่งออกมาภายใต้การควบคุมของระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาท อาหารที่ย่อยแล้วจะถูกดูดซึมเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเพื่อนำไปเก็บสะสมหรือส่งต่อไปยังเซลล์ต่าง ๆ เป็นต้น ดังนั้นระบบทุกระบบในร่างกายต้องทำงานสัมพันธ์กัน หากมีอวัยวะหรือระบบใดทำงานผิดปกติ ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบอื่น ๆ ต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ เช่น ความเครียดในระบบประสาทส่งผลให้การทำงานของระบบย่อยอาหารผิดปกติไปด้วย เป็นต้น ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องรักษาสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ เพื่อดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกายให้อยู่ในภาวะปกติ
    ดังนั้น แนวความคิดเดิมที่ว่า การดูแลสุขภาพ คือการเยียวยารักษา เมื่อร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วย หรือมีความผิดปกติเกิดขึ้น จึงเป็นแนวคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะการรอให้เกิดการเจ็บป่วยขึ้นแล้วค่อยดูแลสุขภาพ อาจทำให้สายเกินกว่าที่จะรักษาความเจ็บป่วย หรือการเกิดโรคให้หายได้อย่างทันท่วงทีในปัจจุบันแนวคิดดังกล่าวจึงได้เปลี่ยนมาเน้นการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคก่อนที่จะเจ็บป่วย โดยถือว่าเป็นการป้องกันไว้ดีกว่าแก้ไขทีหลังนั่นเอง ซึ่งหลักการสร้างเสริมสุขภาพจะได้กล่าวในหัวข้อต่อไป อย่างไรก็ตาม คงไม่มีใครปฏิเสธว่าการมีสุขภาพดีเป็นที่ปรารถนาของทุกคน ดังนั้นนักเรียนจึงควรบำรุงสุขภาพร่างกายของตนให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

      หลักการของกระบวนการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆในร่างกาย มีแนวทางในการปฏิบัติ ดังนี้


  1. รักษาอนามัยส่วนบุคคล ได้แก่ อาบน้ำให้สะอาดทุกวัน สระผมอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ตัดเล็บมือเล็บเท้าให้สั้น ถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลาทุกวัน สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาดไม่อับชื้น ซึ่งการรักษาความสะอาดนอกจากช่วยป้องกันโรคภัยแล้ว ยังช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้นอีกด้วย
  2. บริโภคอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสม โดยคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการและความสะอาด ปลอดภัย เช่นรับประทานให้ครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่พอเหมาะ หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดและของหมักดอง ดื่มน้ำให้สะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า จิตใจเบิกบานแจ่มใส เสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค จึงควรออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง และเลือกกิจกรรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายและวัย
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนเป็นการผ่อนคลายความตึงเครียดและลดความเมื่อยล้าทั้งทางร่างกายและจิตใจ การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย เช่น วัยรุ่นควรนอนหลับวันละ 8-10 ชั่วโมง เป็นต้น นอกจากนี้ การพักผ่อนยังปฏิบัติได้หลายวิธี เช่นการปลูกต้นไม้ การฟังดนตรี การชมภาพยนตร์ ฯลฯ แล้วแต่จะเลือกตามความพึงพอใจของแต่ละบุคคล
  5. ทำจิตในให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ การทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส เป็นวิธีผ่อนคลายความเครียดและความวิตกกังวลอีกอย่างหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตและสุขภาพกาย ดังนั้นเมื่อมีปัญหาไม่สบายใจควรหาทางผ่อนคลาย โดยปรึกษาผู้ที่อยู่ใกล้ชิดที่ไว้ใจได้ หรือหาสิ่งบันเทิงใจ เช่นฟังเพลง เล่นกีฬา เป็นต้น
  6. หลีกเลี่ยงอบายมุขและสิ่งเสพติดให้โทษ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนบั่นทอดสุขภาพและนำมาสู่โรคต่าง ๆ นอกจากนี้ไม่ควรสำส่อนทางเพศ และรู้จักการป้องกันการติดโรคทางเพศสัมพันธ์
  7. ตรวจเช็คร่างกาย เช่น ชั่งน้ำหนักเป็นประจำ เพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ และสำหรับผู้ที่มีอายุมากกว่า 30 ปีขึ้นไป ควรตรวจวัดความดันเลือดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจเช็คร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

2. ระบบต่างๆในร่างกาย 10 ระบบ 

1.ระบบผิวหนัง (The Integumentary System)

        ผิวหนังของคนเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ชั้นนอกสุด ที่ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ผิวหนังของผู้ใหญ่คนหนึ่ง มีเนื้อที่ประมาณ 3,000 ตารางนิ้ว ผิวหนังตามส่วนต่างๆของร่างกาย จะหนาประมาณ 1-4 มิลลิเมตร แตกต่างกันไปตามอวัยวะ และบริเวณที่ถูกเสียดสี เช่น ผิวหนังที่ศอก และ เข่า จะหนากว่าผิวหนังที่แขนและขา

  โครงสร้างของผิวหนัง
     ผิวหนังของคนเราแบ่งออกได้เป็น 2 ชั้น คือ หนังกำพร้าและหนังแท้

     1. หนังกำพร้า (Epidermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ ชั้นบนสุด มีลักษณะบางมาก ประกอบไปด้วยเชลล์ เรียงซ้อนกันเป็นชั้นๆ โดยเริ่มต้นจากเซลล์ชั้นในสุด ติดกับหนังแท้ ขึ่งจะแบ่งตัวเติบโตขึ้นแล้วค่อยๆ เลื่อu มาทดแทนเขลล์ที่อยู่ชั้นบนจนถึงชั้นบนสุด แล้วก็ กลายเป็นขี้ไคลหลุดออกไป
     นอกจากนี้ในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์ เรียกว่า เมลานิน ปะปนอยู่ด้วย เมลานินมีมากหรือน้อยขึ้น อยู่กับบุคคลและเชื้อชาติ จึงทำให้สีผิวของคนแตกต่าง กันไป ในชั้นของหนังกำพร้าไม่มีหลอดเลือด เส้น ประสาท และต่อมต่างๆ นอกจากเป็นทางผ่านของรูเหงื่อ เส้นขน และไขมันเท่านั้น
     2.หนังแท้ (Dermis) เป็นผิวหนังที่อยู่ชั้นล่าง ถัดจากหนังกำพร้า และหนากว่าหนังกำพร้ามาก ผิว หนังชั้นนี้ประกอบไปด้วยเนี้อเยื่อคอลลาเจน (Collagen) และอีลาสติน (Elastin) หลอดเลือดฝอย เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และขุม ขนกระจายอยู่ทั่วไป
2.ระบบกระดูกและข้อ

     โครงสร้างของร่างกายประกอบด้วยกระดูกที่แข็งมาต่อกันด้วยข้อต่อมีประโยชน์ในการช่วยพยุงให้ร่างกายคงรูปและเคลื่อนไหวได้ แล้วยังช่วยป้องกันอวัยวะในด้วย

๓ โครงกระดูก
   โครงกระดูกเป็นโครงสร้างส่วนที่แข็งแรงมากอยู่ภายในลำตัวของเราในทารกแรกเกิดมีกระดูกประมาณ ๓๐๐ ชิ้น เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่กระดูกจะเชื่อมต่อกันจนเหลือ ๒๐๖ ชิ้น ซึ่งมีความแข็งแรงแต่มีน้ำหนักเบา กระดูกมีส่วนประกอบของน้ำ แคลเซียมคาร์บอเนต และแคลเซียมฟอตเฟส ซึ่งแบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ดังนี้
 ๑) โครงกระดูกส่วนที่เป็นแกนหรือส่วนของลำตัว มีอยู่ ๘๐ ชิ้น ได้แก่ กะโหลกศีรษะ กระดูกสันหลัง กระดูกอก และกระดูกซี่โครง
 ๒) โครงกระดูกส่วนที่เป็นรยางค์หรือส่วนที่ยื่นออกไปจากลำตัว มีอยู่ ๑๒๖ ชิ้น ได้แก่ กระดูกไหล่ แขน มือ กระดูกเชิงกราน ขา ข้อเท้า และเท้า
๒ ข้อต่อ
ข้อต่อเป็นจุดที่กระดูก ๒ ชิ้น มาเชื่อมต่อกันในร่างกาย มีประโยชน์ในการช่วยทำให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้ ข้อต่อแบ่งออกเป็น ๓ ชนิด ดังนี้
 ๑) ชนิดเคลื่อนไหวไม่ได้ เช่น ข้อต่อในเป้าฟัน และรอยต่อกระดูก กะโหลก ศีรษะ เป็นต้น
 ๒) ชนิดเคลื่อนไหวได้บ้าง ข้อต่อชนิดนี้จะเชื่อมติดกันด้วยเอ็นยึดกระดูกซึ่งมีความเหนียวและมีลักษณะเป็นเกลียว ข้อต่อชนิดนี้จะเคลื่อนไหวได้เล็กน้อย เช่น ข้อต่อในกระดูกสันหลัง
 ๓) ชนิดเคลื่อนไหวได้มาก  เป็นข้อต่อที่ประกอบด้วยกระดูก ๒ ชิ้นขึ้นไป บริเวณตัวตอนปลายของกระดูกแต่ละท่อนจะมีกระดูกอ่อนที่มีลักษณะเหนียวเคลือบอยู่ ทำให้มีการยืดหยุ่นในการเคลื่อนไหว ข้อต่อชนิดนี้พบบริเวณข้อต่อไหล่ข้อต่อบริเวณโคนขากับกระดูกเชิงกราน
หน้าที่สำคัญของกระดูกและข้อต่อ
๑)   เป็นแกนยึดให้ร่างกายสามารถยืนขึ้นหรือเคลื่อนไหวได้
๒)   ป้องกันอวัยวะสำคัญบางอย่างที่บอบบางและถูกกระทบกระเทือนหรือถูกทำลายได้ง่าย เช่น สมอง ปอด หัวใจ เป็นต้น
๓)   เป็นแหล่งเก็บสะสมธาตุแคลเซียมและผลิตเม็ดโลหิตจากโพรงภายในกระดูก
๔)   เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ พังผืด และเอ็น เพื่อช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวได้
วิธีดูแลรักษาระบบโครงกระดูก
๑)   ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
๒)   กินอาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก เช่น อาหารที่มีแคลเซียมสูง นม ปลาตัวเล็ก ๆ ผักใบเขียว
๓)   ไม่เล่นรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกได้รับความกระทบกระเทือน

3.ระบบกล้ามเนื้อ (TheMuscular System)

     การที่่คนเราสามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้นอกจากจะอาศัยการเคลื่อนไหวของข้อต่อต่างๆของกระดูกแล้ว ยังต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อด้วย ดังนั้นจะพบว่ากระดูกและกล้ามเนื้อทำหน้าที่ประสานกันโดยอาศัยการที่เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อมีการหดตัวและขยายตัว การทำงานของปอด การเต้นของหัวใจ การบีบของลำไส้ ก็นับเป็นการทำงานของกล้ามเนื้อด้วย กล้ามเนื้อแบ่งเป็น 3 ประเภทได้แก่

        1. กล้ามเนื้อลาย เป็นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่ประกอบเป็นกล้ามเนื้อกระดูกโดยมีเซลล์เส้นใยกล้ามเนื้อซึ่งรวมตัวกันเป็นมัด กล้ามเนื้อเป็นส่วนที่ทำให้เกิดการหดตัวเมื่อเส้นใยได้รับการกระตุ้นจากกระแสประสาท กล้ามเนื้อลายมีประมาณ 600 มัดแบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่คือกล้ามเนื้อศีรษะ กล้ามเนื้อบริเวณลำคอ  กล้ามเนื้อลำตัว และกล่้้ามเนื้อแขน ขา

       2. กล้ามเนื้อเรียบ เป็นเนื้อเยื่อของกล้ามเนื้ออวัยวะภายใน มีเซลล์เส้นใยสั้นกว่าเส้นใยกล้ามเนื้อลาย

       3. กล้ามเนื้อหัวใจ เป็นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อลายชนิิดพิเศษที่เป็นตัวช่วยกระตุ้นให้การบีบของหัวใจคงที่สม่ำเสมอ

4. ระบบไหลเวียนโลหิต

       ทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร แก๊สออกวิเจนไปสู่เซลล์ต่างๆในร่างกายและนำคาร์บอนไดออกไซด์ตลอดจนของเสียต่างๆออกจากเซลล์ทั้งยังทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลของร่างกาย ควบคุมอูณหภูมิของร่างกาย ป้องกันสิ่งแปลกปลอมตลอดจนเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย 

     ระบบไหลเวียนโลหิตประกอบด้วยเลือด หลอดเลือด และหัวใจ

   เลือด  เป็นของเหลวที่ไหลวนอยู่หัวใจและหลอดเลือดมีสีแดง ลักษณะข้น มีฤทธ์เป็นด่าง มีความหนืดประมาณ 5 เท่าของน้ำ ในร่างกายคนเรามีเลือดประมาณร้อยละ 9-10 ของน้ำหนักตัว

   เลือดมีส่วนประกอบสำคัญ 2 ส่วนคือ

     1.ส่วนที่เป็นของเหลวเรียกว่า "พลาสมา" หรือน้ำเลือดมีปริมาณร้อยละ 55ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย น้ำเลือดจะประกอบด้วยน้ำร้อยละ 91 นอกนั้นเป็นสารอื่นได้แก่สารอาหาร เอนไซม์ ฮอร์โมน แก๊ส รวมทั้งของเสียที่ร่างกายไม่ต้องการเช่นยูเรีย คาร์บอนไดออกไซด์เป็นต้น น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงสารอาหาร ฮอร์โมน เอนไซม์และออกซิเจนไปเลี่้ยงเซลล์ต่างๆ ลำเลียงของเสียจากร่างกายไปทำลายที่ตับและขับออกทางปัสสาวะ ผิวหนัง  ปอด

  2. ส่วนที่เป็นเม็ดเลือดได้แก่เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกณ้ดเลือดซึ่งมีอยู่ประมาณร้อยละ 45ของปริมาณเลือดทั้งหม

     เซลล์เม็ดเลือดแดง  รูปร่างค่อนข้างกลมแบน ตรงกลางบุ๋มเข้าหากันเมื่อโตเต็มที่ไม่มีนิวเคลียส ส่วนประกอบจะเป็นสารโปรตีนที่เรียกว่า เฮโมโกลบิน ซึ่งมีเหล็กเป็นองค์ประกอบ  

     เซลล์เม็ดเลือดขาว รูปร่างกลมขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง ไม่มีสี มีนิวเคลียส เซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายมีหลายชนิดมีหน้าที่ต่อต้านและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย แหล่งสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวได้แก่ ม้าม ไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง เซลล์เม็ดเลือดขาวจะมีอายุประมาณ 7-14 วันแล้วจะถูกทำลาย

5.ระบบทางเดินหายใจ ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สเพื่อให้ร่างกายขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปและรับเอาแก๊สออกซิเจนเข้ามา เพื่อไปเลี้ยงเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆ ระบบหายใจประกอบด้วยอวัยวะส่วนที่เป็นทางผ่านของลมหายใจ ได้แก่ จมูก  ปาก คอหอย กล่องเสียง หลอดลม ส่วนที่ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สได้แก่ ถุงลมที่อยู่ภายในปอด

6. ระบบย่อยอาหาร เป็นกระบวนการย่อยอาหารให้เล็กละเอียด จนสามารถดูดซึมผ่านทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือดไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย

     องค์ประกอบของระบบย่อยอาหาร   

           ฟัน เป็นอวัยวะที่แข็งแรง ฟันของคนเรามี 2 ชุดได้แก่ฟันน้ำนมและฟันแท้ ฟันน้ำนมมีทั้งหมด 20 ซี่ ฟันบน 10 วี่ ฟันล่าง10ซี่ เมื่ออายุ 6ปี ฟันน้ำนมเริ่มหลุดไป ฟันแท้จะขึ้นมาแทน ฟันแท้มีทั้งหมด 32 ซี่ ฟันบน 16 ซี่ ฟันล่าง 16 ซี่ ฟันคนเรามี 3 ชนิดได้แก่ ฟันหน้า (ฟันตัด)ใช้กัดอาหาร ฟันเขี้ยว มีลักษณะค่อนข้างแหลม ใช้ยึดฉีกอาหาร ฟันกราม มีลักษณะแบนกว้าง ตรงกลางมีร่องใช้บดอาหาร

        ลิ้น   ต่อมน้ำลาย  คอหอย   หลอดอาหาร  กระเพาะอาก ลำไส้เล็ก  ลำไส้เล็ก  ลำไส้ใหญ่ ตับ  ถุงน้ำดี ตับอ่อน (ให้นักเรียนศึกษาจากหนังสื่อสุขศึกษา) 

 

7. ระบบประสาท (Nervous System)
               ระบบประสาท คือ ระบบที่ประกอบด้วยสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาททั่วร่างกาย ซึ่งจะทำหน้าที่ร่วมกันในการควบคุมการทำงานและการรับความรู้สึกของอวัยวะทุกส่วน รวมถึงความรู้สึก นึกคิด อารมณ์ และความทรงจำต่าง ๆ สมองและไขสันหลังจะเป็นศูนย์กลางคอยรับการกระตุ้นจากสิ่งเร้าทั้งภายในและภายนอกร่างกาย แล้วส่งกระแสคำสั่งผ่านเส้นประสาทที่กระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายให้ทำงานตามที่ต้องการ
 
 
  1.2.1 องค์ประกอบของระบบประสาท
  ระบบประสาทของคนเราแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ระบบประสาทส่วนกลาง และระบบประสาทส่วนปลาย
1. ระบบประสาทส่วนกลาง (central nervous system)
ระบบประสาทส่วนกลาง ประกอบด้วยสมอง (brain) และไขสันหลัง (spinal card)ซึ่งเป็นศูนย์กลางควบคุมและประสานการทำงานของร่างกายทั้งหมด



            สมอง  เป็นอวัยวะที่สำคัญและมีขนาดใหญ่กว่าส่วนอื่น ๆ ของระบบประสาท บรรจุอยู่ภายในกะโหลกศีรษะมีน้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 1.4 กิโลกรัม หรือ 3 ปอนด์ สมองแบ่งออกเป็น 2 ชั้น คือ ชั้นนอกมีสีเทา เรียกว่า เกรย์แมตเตอร์ ซึ่งเป็นที่รวมของเซลล์ประสาท และแอกซอนชนิดที่ไม่มีเยื่อหุ้ม ส่วนชั้นในมีสีขาว เรียกว่า ไวท์ แมตเตอร์เป็นส่วนของใยประสาทที่ออกจากเซลล์ประสาท
           สมองของสัตว์ชั้นสูงจะเป็นที่รวมของใยประสาทควบคุมอวัยวะต่าง ๆ ที่บริเวณศีรษะทำหน้าที่เกี่ยวกับความคิด ความจำ ความฉลาด นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางควบคุมระบบประสาททั้งหมด
           สมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ สมองส่วนหน้า สมองส่วนกลาง และสมองส่วนท้าย


ส่วนประกอบของสมอง
การทำหน้าที่
1.สมองส่วนหน้า (forebrain) ประกอบด้วย
- ซีรีบรัม (cerebrum)
      - เป็นสมองส่วนหน้าสุดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ทำหน้าที่เกี่ยวกับความจำ ความนึกคิด ไหวพริบ และความรู้สึกผิดชอบ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางควบคุมการทำงานของส่วนต่างๆ ของร่างกายที่อยู่ใต้อำนาจจิตใจ เช่น ศูนย์ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ การรับสัมผัส การพูด การมองเห็น เป็นต้น
- ทาลามัส (thalamus)       - เป็นส่วนที่อยู่ด้านหน้าของสมองส่วนกลางหรืออยู่ข้าง ๆ โพรงสมอง ทำหน้าที่เป็นสถานีถ่อยทอดกระแสประสาทที่รับความรู้สึก ก่อนที่จะส่งไปยังสมองที่เกี่ยวข้องกับกระแสประสาทนั้น
-ไฮโพทาลามัส (hypothalamus)       - สมองส่วนนี้อยู่ใต้ส่วนทาลามัส ซึ่งอยู่ด้านล่างสุดของสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางควบคุมอุณหภูมิของร่างกาย การเต้นของหัวใจ การนอนหลับ ความดันเลือด ความหิว ฯลฯ นอกจากนี้ยังเป็นศูนย์ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกต่าง ๆ เช่น อารมณ์เศร้าโศกเสียใจ เป็นต้น

2.สมองส่วนกลาง (Midbrain)

      - เป็นส่วนที่ต่อจากสมองส่วนหน้า ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของลูกตาและม่านตา เช่น ทำให้ลูกตากลอกไปมาได้ ปิดเปิดม่านตาขณะที่มีแสงเข้ามามากหรือน้อย
3. สมองส่วนท้าย (hindbrain)
ประกอบด้วย

-ซีรีเบลลัม (cerebellum)
- อยู่ใต้ส่วนล่างของซีรีบรัม ทำหน้าที่ในการดูแลการทำงานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และระบบกล้ามเนื้อต่าง ๆ ให้ประสานสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมและราบรื่น อีกทั้งยังเป็นตัวรับกระแสประสาทจากอวัยวะควบคุมการทรงตัว ซึ่งอยู่ในหูชั้นใน และจากข้อต่อและกล้ามเนื้อต่าง ๆ ซีรีเบลลัมจึงเป็นส่วนสำคัญในการควบคุมการทรงตัวของร่างกาย
-พอนส์ (pons) - เป็นส่วนของก้านสมองที่อยู่ด้านหน้าของซีรีเบลลัมติดกับสมองส่วนกลาง ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่าง เช่น การเคี้ยวอาหาร การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า ควบคุมการหายใจ การฟัง
-เมดัลลา ออบลองกาตา - เป็นสมองส่วนท้ายสุด ซึ่งตอนปลายของสมองส่วนนี้ต่อกับไขสันหลัง จึงเป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมองกับไขสันหลัง นอกจากนี้เมดัลลา ออบลองกาตายังทำหน้าที่เป็นศูนย์ควบคุมกิจกรรมของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจ การหมุนเวียนเลือด การกลืน การไอ การจาม เป็นต้น
สมองส่วนกลาง พอนส์ และ เมดัลลา ออบลองกาตา สมองทั้ง 3 ส่วนนี้รวมเรียกว่า ก้านสมอง (brain stem)

        ไขสันหลัง เป็นส่วนที่ต่อจากสมองลงไปตามแนวช่องกระดูกสันหลัง โดยเริ่มจากกระดูกสันหลังข้อแรกไปจนถึงกระดูกบั้นเอวข้อที่ 2 ซึ่งมีความยาวประมาณ 2 ใน 3 ของความยาวของกระดูกสันหลัง และมีแขนงเส้นประสาทแตกออกจากข้อสันหลังมากมาย ไขสันหลังจะมีเยื่อหุ้ม 3 ชั้น และมีของเหลวบรรจุอยู่ในเยื่อหุ้มสมอง ดังนั้นเมื่อมีการเจาะน้ำเลี้ยงสมองและไขสันหลังหรือการฉีดเข้าเส้นสันหลัง แพทย์จะฉีดต่ำกว่ากระดูกบั้นเอวข้อที่ 2 ลงไปเพราะบริเวณที่ต่อลงไปจะเป็นมัดของเส้นประสาทไขสันหลัง จะไม่มีไขสันหลังปรากฏอยู่โอกาสที่จะเกิดอันตรายกับไขสันหลังมีน้อยกว่าการฉีดเข้าไปบริเวณอื่น นอกจากนี้ หากมีเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสหลุดเข้าไปในเยื่อหุ้มไขสันหลัง เชื่อโรคจะกระจายได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการอักเสบของไขสันหลังอย่างรุนแรงได้
 
 
1.2.2 การทำงานของระบบประสาท

           ระบบประสาทเป็นระบบที่ทำงานประสานกันกับระบบกล้ามเนื้อ เช่น ขณะที่นักเรียนอ่านเนื้อหาของบทเรียนนี้อยู่นั้น ระบบประสาทในร่างกายของนักเรียนกำลังแยกการทำงานอย่างหลากหลาย โดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที เริ่มจากการควบคุมกล้ามเนื้อตาให้กลอกไปมา ซ้าย-ขวา จอภาพของตาก็จะส่งข้อมูลไปเรียบเรียงที่สมองและเก็บบางส่วนไว้ในหน่วยความจำ พร้อมทั้งสมองยังสามารถเรียกความทรงจำเก่า ๆ ออกมาใช้ เพื่อให้รับรู้ข้อมูลใหม่ ๆ ได้ดียิ่งขึ้น ขณะเดียวกันระบบประสาทจะส่งคำสั่งไปยังกล้ามเนื้อลายที่ยึดกระดูกให้เรานั่งตัวตรงหรือยกหนังสือขึ้นอ่านได้ และยังควบคุมกล้ามเนื้อตาให้กะพริบราว 25 ครั้งต่อนาทีด้วย นอกจากนั้นระบบประสาทยังรับกระแสประสาทจากอวัยวะภายในต่าง ๆ และส่งคำสั่งกลับไปควบคุมการเต้นของหัวใจ ความดันเลือด อัตราการหายใจ อุณหภูมิในร่างกาย การย่อยอาหาร และระบบอื่น ๆ ให้ทำงานตามปกติ การที่นักเรียนสามารถเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างในเวลาเดียวกันได้นั้น เพราะมีการประสานงานกันอย่างดีระหว่างกล้ามเนื้อกับประสาทที่เกี่ยวข้อง
 
  1.2.3 การบำรุงรักษาระบบประสาท
  แนวทางการบำรุงรักษาประสาท มีดังนี้

  1. ระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ เพราะว่าหากสมองส่วนซีรีบรัมได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงอาจทำให้ความจำเสื่อม หรือไม่สามารถจำสิ่งที่พบเห็นใหม่ ๆ ได้ และหากบริเวณที่ได้รับความกระทบกระเทือนเป็นบริเวณที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อาจทำให้ส่วนนั้นเป็นอัมพาตได้
  2. ระมัดระวังป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางสมอง โดยใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น ฉีดวัคซีนป้องกันโรคสมองอักเสบในเด็กตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด หรือรีบให้แพทย์ตรวจสอบเมื่อเกิดความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับสมอง
  3. หลีกเลี่ยงยาชนิดต่าง ๆ ที่มีผลต่อสมอง รวมทั้งยาเสพติดและเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มาก ๆ อาจทำให้เกิดเป็นโรคสมองเสื่อม (อัลไซเมอร์) ได้
  4. พยายามผ่อนคลายความเครียด หากปล่อยให้ความเครียดสะสมเป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดผลเสียทั้งต่อร่างกายและจิตใจ จึงควรหาทางผ่อนคลายความเครียดด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การออกกำลังกาย พบปะสังสรรค์กับเพื่อนฝูง ทำตัวให้ร่าเริงแจ่มใส พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะการนอนหลับ เพราะเป็นการพักผ่อนสมองและร่างกายที่ดี โดยขณะที่เรานอนหลับ ประสาททุกส่วนที่อยู่ในอำนาจของจิตใจจะได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่ และระบบประสาทนอกอำนาจจิตใจก็จะทำงานน้อยลง
  5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะอาหารที่ให้วิตามินบี 1 สูง ได้แก่อาหารพวกข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ ถั่วลิสง เครื่องในสัตว์ เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น เพราะวิตามินบี 1 จะช่วยให้ระบบประสาทแขน ขา และศีรษะทำงานปกติ ช่วยป้องกันโรคเหน็บ ชาป้องกันโรคเหน็บชา ป้องกันอาการเหนื่อยง่าย
   

 

8. ระบบสืบพันธุ์ (Reproductive System)
               ระบบสืบพันธุ์ เป็นระบบที่เกี่ยวกับการเพิ่มจำนวนของสิ่งมีชีวิตให้มากขึ้นตามธรรมชาติ และเป็นการทดแทนสิ่งมีชีวิตรุ่นเก่าที่ตายไป เพื่อให้ดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ได้ ซึ่งการสืบพันธุ์ไว้ได้ ซึ่งการสืบพันธุ์ของมนุษย์เป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ ต้องอาศัยอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชายและเพศหญิง
 
  1.3.1 อวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย
อวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้
 
 
ภาพแสดงอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชาย
   
  1. อัณฑะ (testis) เป็นต่อมที่มีคุณลักษณะคล้ายรูปไข่ อยู่ในถุงหุ้มอัณฑะ เพศชายที่มีร่างกายปกติจะมีอยู่ 2 อัน ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ (sperm) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย และสร้างฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเตอโรน (testosterone) เพื่อควบคุมลักษณะต่าง ๆ ของเพศชาย เช่น การมีหนวด มีขนขึ้นที่รักแร้ เสียงแตกห้าว เป็นต้น ภายในอัณฑะจะประกอบด้วย หลอดสร้างตัวอสุจิ (seminiferous tubules) เป็นหลอดเล็ก ๆ ขดไปมาอยู่ภายใน ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ
  2. ถุงหุ้มอัณฑะ (scrotum) เป็นถุงของผิวหนังอยู่นอกช่องท้อง ซึ่งสีของผิวหนังส่วนนี้มักจะเข้มกว่าส่วนอื่นของร่างกายทั่วไป ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้พอเหมาะในการสร้างตัวอสุจิ ซึ่งตัวอสุจิจะเจริญได้ดีที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิปกติของร่างกายประมาณ 3-5 องศาเซลเซียส
  3. หลอดเก็บตัวอสุจิ
( epididymis)
มีลักษณะเป็นท่อเล็ก ๆ ขดทบไปมา รูปร่างคล้ายลูกน้ำตัวเต็มวัย ส่วนบนโต ส่วนล่างแคบ อยู่ด้านบนของอัณฑะ ทำหน้าที่เก็บตัวอสุจิที่เจริญเต็มที่ก่อนที่จะส่งผ่านไปยังหลอดนำตัวอสุจิ
  4. หลอดนำตัวอสุจิ
( vas deferens)
เป็นท่ออยู่ถัดจากส่วนล่างของหลอดเก็บตัวอสุจิ มีอยู่ 2 ท่อ ทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ
  5. ต่อมน้ำสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ
(seminal vesicle)
เป็นต่อมรูปร่างคล้ายถุงยาว ๆ ผนังไม่เรียบอยู่ด้านหลังต่อกับกระเพาะปัสสาวะ ทำหน้าที่สร้างอาหารเพื่อใช้เลี้ยงตัวอสุจิ เช่น น้ำตาลฟรักโทส วิตามินซี โปรตีนโกลบูลิน เป็นต้น และสร้างของเหลวมาผสมกับตัวอสุจิเพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมสำหรับตัวอสุจิ
  6. ต่อมลูกหมาก
( prostate gland)
เป็นต่อมที่มีขนาดใกล้เคียงกับต่อมลูกหมาก อยู่ตอนต้นของท่อปัสสาวะ ทำหน้าที่หลั่งสารที่มีฤทธิ์เป็นด่างอ่อน ๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะเพื่อทำลายฤทธิ์กรดในท่อปัสสาวะ ทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอสุจิ
  7. ต่อมคาวเปอร์
(cowper’s glands)
เป็นต่อมที่มีรูปร่างกลมขนาดเท่าเม็ดถั่ว อยู่ใต้ต่อมลูกหมากลงไป ทำหน้าที่หลั่งสารไปหล่อลื่นท่อปัสสาวะในขณะที่เกิดการกระตุ้นทางเพศ ทำให้ตัวอสุจิเคลื่อนที่เร็ว และยังทำหน้าที่ชำระล้างกรดของน้ำปัสสาวะที่เคลือบท่อปัสสาวะ ทำให้ตัวอสุจิไม่ตายเสียก่อนในขณะเคลื่อนที่ออกมา
 
    โดยทั่วไปเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น คืออายุประมาณ 12-13 ปี และจะ สร้างไปจรตลอดชีวิต การหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้งจะมีของเหลวประมาณ 3-4 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีตัวอสุจิเฉลี่ยประมาณ 350-500 ล้านตัว ปริมาณน้ำอสุจิและตัวอสุจิแตกต่างกันไปตามความแข็งแรงสมบูรณ์ของร่างกาย เชื้อชาติ และสภาพแวดล้อม ผู้ที่มีตัวอสุจิต่ำกว่า 30 ล้านตัวต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติมากกว่าร้อยละ 25 จะมีโอกาสเป็นหมันได้

    น้ำอสุจิจะถูกขับออกทางปัสสาวะและออกจากร่างกายตรงปลายสุดของอวัยวะเพศชายตัว อสุจิจะเคลื่อนที่ได้ประมาณ 1-3 มิลลิเมตรต่อนาที ตัวอสุจิเมื่อออกสู่ภายนอกจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าอยู่ในมดลูกของผู้หญิงจะอยู่ได้นานประมาณ 24-48 ชั่วโมง ตัวอสุจิมีลักษณะคล้ายลูกอ๊อด มีขนาดเล็กมาร ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนหัว เป็นส่วนที่มีนิวเคลียสอยู่ และถือว่าเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการสืบพันธุ์ ส่วนร่างกาย มีลักษณะเป็นรูปทรงกระบอกยาว และส่วนหาง เป็นส่วนที่ใช้ในการเคลื่อนที่ ตัวอสุจิจะมีค่า pH ประมาณ 7.35-7.50 มีสภาวะค่อนข้างเป็นด่าง ในน้ำอสุจินอกจากจะมีตัวอสุจิแล้วยังมีส่วนผสมของสารอื่น ๆ ด้วย

 
 
 
1.3.2 อวัยวะสืบพันธ์เพศหญิง
อวัยวะสืบพันธ์เพศหญิง ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้



 
 
ภาพแสดงอวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง
   
  1. รังไข่ (ovary) มีลักษณะรูปร่างคล้ายเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร หนา 1 เซนติเมตร มีน้ำหนักประมาณ 2-3 กรัม และมี 2 อัน อยู่บริเวณปีกมดลูกแต่ละข้างโดยด้านในยึดติดกับมดลูกโดยเส้นเอ็น ส่วนด้านนอกยึดติดกับลำตัว ทำหน้าที่ดังนี้
 
    1) ผลิตไข่ (ovum) โดยปกติไข่ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิงจะสุกเดือนละ 1 ใบ จากรังไข่แต่ละข้างสลับกันทุกเดือน และออกจากรังไข่ทุกรอบเดือน(โดยประมาณ 28 วัน) เรียกว่า การตกไข่ ตลอดช่วงชีวิตของเพศหญิงปกติจะมีการผลิตไข่ประมาณ 400 ใบ คือ เริ่มตั้งแต่อายุ 11-14 ปี ไปจนถึงอายุประมาณ 45-50 ปี จึงหยุดผลิต เซลล์ไข่จะมีอายุอยู่ได้นานประมาณ 24 ชั่วโมง
 
    2) สร้างฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ที่สำคัญ ได้แก่
      (1) เอสโทรเจน (estrogen) เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับมดลูก ช่องคลอด ต่อมน้ำนม และควบคุมการเกิดลักษณะต่างๆ ของเพศหญิง เช่น เสียงแหลมเล็ก สะโพกผาย การขยายขนาดของหน้าอกและอวัยวะเพศที่ใหญ่ขึ้น เป็นต้น
      (2) โพรเจสเทอโรน (progesterone) เป็นฮอร์โมนที่ทำงานร่วมกับเอสโทรเจนในการควบคุมเกี่ยวกับการเจริญของมดลูก การเปลี่ยนแปลงเยื่อบุมกลูกเพื่อเตรียมรับไข่ที่ผสมแล้ว
 
  2. ท่อนำไข่ (oviduct) หรือปีกมดลูก (fallopian tube) เป็นท่อที่เชื่อมระหว่างรังไข่ทั้งสองข้างกับมดลูก มีกล้ามเนื้อซึ่งบีบรัดตัวเสมอ เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 6-7 เซนติเมตร หนา 1 เซนติเมตร ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกจากรังไข่เข้าสู่มดลูก โดยมีปลายข้างหนึ่งเปิดอยู่ใกล้กับรังไข่ เรียกว่า ปากแตร (funnel) บุด้วยเซลล์ที่มีขนสั้น ๆ ทำหน้าที่พัดโบกไข่ที่ตกมาจากรังไข่ให้เข้าไปในท่อนำไข่ ท่อนำไข่เป็นบริเวณที่อสุจิจะเข้าไปปฏิสนธิกับไข่
  3.มดลูก (uterus) มีรูปร่างคล้ายชมพู่ กว้างประมาณ 4 เซนติเมตร ยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร หนาประมาณ 2 เซนติเมตร อยู่ในบริเวณอุ้งกระดูกเชิงกราน ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับทวารหนัก ภายในเป็นโพรง ผนังเป็นกล้ามเนื้อเรียบหนา ยืดหดได้มากเป็นพิเศษ ประกอบด้วยโครงสร้าง 3 ชั้น คือ ชั้นนอกเป็นเยื่อบาง ๆ ปกคลุมด้านนอกมดลูก ชั้นกลางประกอบด้วยกล้ามเนื้อเรียบที่หนาและขยายตัวได้มากในเวลาตั้งครรภ์ และชั้นในสุดเรียกว่า เยื่อบุมดลูก มีลักษณะบาง เป็นที่ฝั่งตัวของไข่ที่ปฏิสนธิแล้ว มดลูกทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสมแล้ว และเป็นที่เจริญเติบโตของทารกในครรภ์
  4. ช่องคลอด (vagina) เป็นท่อยาวจากปากช่องคลอดไปจนถึงปากมดลูก อยู่ระหว่างท่อปัสสาวะและทวารหนัก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูก เป็นทางออกของทารกเมื่อครบกำหนดคลอด และยังเป็นช่องให้ประจำเดือนออกมาสู่ภายนอก ที่ปากช่องคลอดมีเยื่อพรหมจารีปิดอยู่ ด้านบนของช่องคลอดยาวประมาณ 7 เซนติเมตร และด้านล่างยาวประมาณ 9 เซนติเมตร การตกไข่ (ovukation) คือการที่ไข่สุกและออกจากรังไข่เข้าสู่ท่อนำไข่ ในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน ถ้านับวันแรกที่มีประจำเดือนเป็นวันที่ 1 ของการตกไข่จะเกิดขึ้นประมาณวันที่ 13-15 การมีประจำเดือน (menstruation) เกิดจากผนังมดลูกกลอกตัวเมื่อไข่ไม่ได้รับการผสม เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่แสดงให้ทราบว่าเด็กหญิงนั้นได้เจริญเต็มที่พร้อมที่จะมีลูกได้
   
  1.3.3 การบำรุงรักษาระบบสืบพันธุ์
      ระบบสืบพันธุ์เป็นระบบหนึ่งในโครงสร้างของร่างกายที่ทำงานประสานสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับระบบอื่น ๆ เพื่อช่วยให้ชีวิตดำรงอยู่และสืบพันธุ์เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ไว้ เราจึงควรบำรุงรักษาอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ให้สามารถทำงานได้ตามปกติ ดังนี้
 
  1. ดูแลร่างกายให้แข็งแรงอย่างสม่ำเสมอ โดยรับประทานอาหารให้ถูกสัดส่วนทั้ง 5 หมู่ลดอาหารจำพวกที่มีไขมันสูง และเพิ่มอาหารที่มีกากใยสูงโดยรับประทานผัก ผลไม้ ถั่วเมล็ดแห้งและในเพศหญิงซึ่งมีการสูญเสียเลือด และมีการผลิตเลือดใหม่ในทุกรอบเดือน ควรรับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือด เช่น อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ เนื้อสัตว์ ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว ถั่วเหลือง เป็นต้น
  2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรง คลายความเครียด ทำให้นอนหลับ และทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี
  3. งดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ เพราะว่าแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนเพศ โดยเฉพาะในเพศชาย แอลกอฮอล์จะทำให้ระดับฮอร์โมนเพศชายลดลง เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องทางเพศ และทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เคร่งเครียด และทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
  5. ทำความสะอาดร่างกายอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
  6. สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่อับชื้น และอย่าให้รัดแน่นจนเกิดไป
  7. ไม่ใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว และเครื่องนุ่งห่มร่วมกับผู้อื่น เพราะอาจติดเชื้อบางชนิดได้
  8. ไม่สำส่อนทางเพศ งดเว้นการเปลี่ยนคู่นอน เพราะอาจติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์และเชื้อเอดส์
  9. เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติใด ๆ เกี่ยวกับอวัยวะเพศ ควรรับปรึกษาแพทย์

 

9.ระบบต่อมไร้ท่อ (Endocrine System)
     ระบบต่อมไร้ท่อ เป็นระบบที่ผลิตสารที่เรียกว่า ฮอร์โมน เป็นต่อมที่ไม่มีท่อหรือรูเปิด จึงลำเลียงสารเหล่านั้นไปตามกระแสเลือดไปสู่อวัยวะเป้าหมาย เพื่อทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ฮอร์โมนจะทำงานโดยประสานกับระบบประสาท เราจึงเรียกระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทนี้ว่า ระบบประสานงาน ฮอร์โมนที่ผลิตขึ้นจากต่อมไร้ท่อจะต้องมีปริมาณพอดีกับร่างกาย และมีฤทธิ์มากพอที่จะทำให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ในสิ่งมีชีวิต ถ้าปริมาณฮอร์โมนมีมากหรือน้อยเกินไปจะทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ขึ้นได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคคอพอก หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของร่างกาย เป็นต้น
 
  1.4.1 ต่อมไร้ท่อในร่างกาย
ต่อมไร้ท่อในร่างกายของเรา มีดังนี้
 

 
  การควบคุมกลไกต่าง ๆ ของร่างกายให้เป็นปกตินั้น เกี่ยวข้องกับระบบประสาทและระบบ
ต่อมไร้ท่อที่ทำงานร่วมกัน การทำงานของระบบประสาทนั้นจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะมีเส้นประสาทที่เชื่อมโยงต่อเนื่องตลอดร่างกาย จึงทำให้การตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็ว แต่การทำงานของระบบต่อมไร้ท่อจะเป็นไปอย่างช้า ๆ เพราะต่อมไร้ท่อไม่มีทางขนส่งสำเลียงฮอร์โมนไปยังเป้าหมายโดยตรงต้องอาศัยไปกับกระแสหมุนเวียนของโลหิต ซึ่งต้องผ่านอวัยวะอื่น ๆ ก่อนจะถึงเป้าหมาย ซึ่งการทำงานของร่างกายจะมีข้อดีที่ว่า ถ้าไม่ใช่อวัยวะซึ่งเป็นเป้าหมายของฮอร์โมนแล้วอวัยวะนั้น ๆ จะไม่ถูกกระตุ้น ดังนั้นการควบคุมการเจริญเติบโตของเด็ก ขบวนการเมแทบอลิซึมของร่างกาย เป็นต้น
 
  1.4.2 การบำรุงรักษาระบบต่อมไร้ท่อ
ความเจริญเติบโตและกิจกรรมอื่น ๆ ภายในร่างกายของเรา อยู่ภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนชนิดต่าง ๆ ที่ผลิตจากต่อมไร้ท่อ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการดำรงชีวิต ความเป็นปกติสุขของร่างกายและจิตใจมนุษย์ ดังนั้นเพื่อให้การทำงายของระบบต่อมไร้ท่อที่ทำหน้าที่ประสานกันกับระบบประสาทดำเนินไปได้ตามปกติ เราจึงควรบำรุงร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง ดังนี้
 
  1. เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ ในปริมาณที่เหมาะสมหลีกเลี่ยงอาหารที่จะก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ลดอาหารที่มีรสหวานจัด เพราะอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานได้ รับประทานอาหารทะเลหรือเกลือที่มีธาตุไอโอดีน เพื่อป้องกันโรคคอพอก
2. ดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอ ประมาณ 6-8 แก้วต่อวัน เพราะน้ำช่วยในการผลิตฮอร์โมน
3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังทำให้ระบบต่อมไร้ท่อและระบบประสาทอัตโนมัติทำงานได้อย่างสมดุล
4. ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เพราะแอลกอฮอล์มีผลต่อการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อบางต่อมให้ด้วยประสิทธิภาพลง เช่น ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ รวมทั้งรังไข่และอัณฑะด้วย
5. หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ เช่น แหล่งโรงงานอุตสาหกรรมยาอุตสาหกรรมหลอมโลหะ โรงงานถลุงแร่ เป็นต้น
6. พักผ่อนให้เพียงพอ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดในเชิงบวกมาก ๆ จะส่งผลไปที่ต่อมใต้สมองทำให้หลั่งฮอร์โมนที่ดีมีผลทำให้สุขภาพและสุขภาพจิตดี

 

10. ระบบขับถ่าย The Excretory System

      การขับถ่ายเป็นระบบกำจัดของเสียจากร่างกาย  และช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอยด้วย  ไต  ตับ  และลำไส้  เป็นต้น

 

     ไต  มีหน้าที่ขับสิ่งที่ร่างกายไม่ได้ใช้ออกจากร่างกาย อยู่ด้านหลังของช่องท้อง
    ลำไส้ใหญ่  มีหน้าที่ขับกากอาหารที่เหลือจากการย่อยของระบบย่อยอาหาร           ออกมาเป็นอุจจาระ
โครงสร้างของระบบขับถ่าย 
   ไตเป็นอวัยวะที่กรองของเสียเพื่อกำจัดของเสียออกจากร่างกายไตของคนมี 1คู่  อยู่ในช่องท้องสองข้างของกระดูกสันหลังระดับเอว  มีรูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว  ต่อจากไตทั้งสองข้างมีท่อไตทำหน้าที่ลำเลียงน้ำปัสสาวะจากไตไปเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะ  ก่อนจะขับถ่ายออกมานอกร่างกายทางท่อปัสสาวะเป็นน้ำปัสสาวะนั่นเอง
การดูแลรักษาระบบขับถ่าย
   เคี้ยวอาหารให้ละเอียดและรับประทานอาหารที่ช่วยในการขับถ่ายคือ อาหารที่มีกากใย  เช่น  ผัก  ผลไม้  และควรดื่มน้ำให้มาก
การกำจัดของเสียออกทางไต

  ไต  เป็นอวัยวะที่ลักษณะคล้ายถั่ว มีขนาดประมาณ 10 กว้าง  6  เซนติเมตร  และหนาประมาณ 3 เซนติเมตร  มีสีแดงแกมน้ำตาลมีเยื่อหุ้มบางๆ ไตมี 2 ข้างซ้ายและขวา  บริเวณด้านหลังของช่องท้อง  ใกล้กระดูกสันหลังบริเวณเอว  บริเวณส่วนที่เว้า  เป็นกรวยไต  มีหลอดไตต่อไปยังมีกระเพาะปัสสาวะ
   โครงสร้างไต  ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ  2  ชั้น  หน่วยไต  ชั้นนอก  เรียกว่า  คอร์ดเทกซ์  ชั้นในเรียกว่าเมดัลลา  ภายในไตประกอบด้วย  หน่วยไต  มีลักษณะเป็นท่อขดอยู่หลอดเลือดฝอยเป็นกระจุกอยู่เต็มไปหมด
ไตเป็นอวัยวะที่ทำงานหนัก  วันหนึ่งๆ  เลือดที่หมุนเวียนในร่างกายต้องผ่านมายังไต  ประมาณในแต่ละนาทีจะมีเลือดมายังไตที่  1200  มิลลิลิตร  หรือวันละ  180  ลิตร  ไตจะขับของเสียมาในรูปของน้ำปัสสาวะ  แล้วส่งต่อไปยังกระเพาะปัสสาวะ มีความจุประมาณ  500  ลูกบาศก์เซนติเมตร  ร่างกายจะรู้สึกปวดปัสสาวะเมื่อน้ำปัสสาวะไหลสู่กระเพาะปัสสาวะประมาณ  250  ลูกบาศก์เซนติเมตร  ใน  1  วัน  คนเราจะขับปัสสาวะออกมาประมาณ 1 – 1.5  ลิตร
   การกำจัดของเสียออกทางผิวหนัง  ในรูปของเหงื่อ  เหงื่อประกอบไปด้วยน้ำเป็นส่วนใหญ่  เหงื่อจะถูกขับออกจากร่างกายทางผิวหนัง  โดยผ่านต่อมเหงื่อซึ่งอยู่ใต้ผิวหนัง  ต่อมเหงื่อมี  2  ชนิด คือ
  1.  ต่อมเหงื่อขนาดเล็ก  มีอยู่ทั่วผิวหนังในร่างกาย  ยกเว้นท่าริมฝีปากและอวัยวะสืบพันธุ์ ต่อมเหงื่อขนาดเล็กมีการขับเหงื่อออกมาตลอดเวลา  เหงื่อที่ออกจากต่อมขนาดเล็กนี้ประกอบด้วยน้ำร้อยละ 99 สารอื่นๆ ร้อยละ 1 ได้แก่ เกลือโซเดียม และยูเรีย
  2.  ต่อมเหงื่อขนาดใหญ่  จะอยู่ที่บริเวณ  รักแร้  รอบหัวนม  รอบสะดือ  ช่องหูส่วนนอก  อวัยวะเพศบางส่วน  ต่อมนี้มีท่อขับถ่ายใหญ่กว่าชนิดแรกต่อมนี้จะตอบสนองทางจิตใจ  สารที่ขับถ่ายมักมีกลิ่น  ซึ่งก็คือกลิ่นตัวเหงื่อ  จะถูกลำเลียงไปตามท่อที่เปิดอยู่  ที่เรียกว่า  รูเหงื่อ

การกำจัดของเสียออกทางลำไส้ใหญ่ 
   กากอาหารที่เหลือกจากการย่อย  จะถูกลำเลียงผ่านมาที่ลำไส้ใหญ่  โดยลำไส้ใหญ่จะทำหน้าที่สะสมกากอาหารและจะดูดซึม  สารอาหารที่มีประโยชน์  ต่อร่างกายได้แก่  น้ำ  แร่ธาตุ  วิตามิน  และกลูโคส  ออกจากกากอาหาร  ทำให้กากอาหารเหนียวและข้นจนเป็นก้อนแข็ง  จากนั้นลำไส้จะบีบตัวเพื่อให้กากอาหารเคลื่อนที่ไปรวมกันที่ลำไส้ตรง  และขับถ่ายสู่ภายนอกร่างกายทางทวารหนัก  ที่เรียกว่า  อุจจาระ
การกำจัดของเสียทางปอด 
   ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก๊าซและน้ำซึ่งเกิดจากการเผาผลาญอาหารภายในเซลล์จะถูกส่งเข้าสู่เลือด จากนั้นหัวใจจะสูบเลือดที่มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปไว้ที่ปอด  จากนั้นปอดจะทำการกรองก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เก็บไว้ แล้วขับออกจากร่างกายโดยการหายใจออก
ประโยชน์ของการขับถ่ายของเสียต่อสุขภาพ 
   การขับถ่ายเป็นระบบกำจัดของเสียร่างกายและช่วยควบคุมปริมาณของน้ำในร่างกายให้สมบูรณ์ประกอบด้วย  ไต  ตับและลำไส้  เป็นต้น
การปฏิบัติตนในการขับถ่ายของเสียให้เป็นปกติหรือกิจวัตรประจำวันเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์  เราไม่ควรให้ร่างกายเกิดอาการท้องผูกเป็นเวลานานเพราะจะทำให้เกิดเป็นโรคริดสีดวงทวารหนักได้
   การปัสสาวะ  ถือเป็นการขับถ่ายของเสียประการหนึ่ง  ที่ร่างกายเราขับเอาน้ำเสียในร่างกายออกมาหากไม่ขับถ่ายออกมาหรือกลั้นปัสสาวะไว้นานๆ  จะทำให้เกิดเป็นโรคนิ่วในไตหรือทำให้กระเพาะปัสสาวะอักเสบและไตอักเสบได้

   การดื่มน้ำ  การรับประทานผักผลไม้ทุกวัน  จะช่วยให้ร่างกายขับถ่ายได้สะดวกขึ้น  การดื่มน้ำและรับประทานทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ  ตลอดจนการรับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารเป็นประจำจะทำให้ร่างกายขับถ่ายของเสียอย่างปกติ

 

 

แบบฝึกหัดที่ 1

 

   วันที่..............เดือน.....................พ.ศ....................

ชื่อ............................................................ชั้น..........................เลขที่.........................

เรื่อง         การสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ

คำชี้แจง  ให้นักเรียนสรุปความรู้ระบบต่าง ๆ ในร่างกายที่ได้ศึกษาดังตัวอย่างต่อไปนี

ระบบ.............................

1.อวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบ.............................................................................................

2. ลักษณะการทำงาน......................................................................................................

3. การสร้างเสริม..............................................................................................................

หมายเหตุ   ให้นักเรียนทำลงในสมุดสุขศึกษา

 

 

แบบฝึกหัดที่ 2

วันที่................เดือน.............................พ.ศ....................

ชื่อ............................................................ชั้น..........................เลขที่.........................

เรื่อง         การสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่าง ๆ

คำชี้แจง  ให้นักเรียนเสนอแนวทางการปฏิบัติตนเพื่อสร้างเสริมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย              

                 ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมา 1 ระบบ และอธิบายผลที่เกิดขึ้น บันทึกลงในแผนภาพ

ระบบ......................................

 
   

แนวทางการปฏิบัติตน

เพื่อสร้างเสริมการทำงาน

ให้มีประสิทธิภาพ

ผลที่เกิดขึ้น

............................................................

............................................................

............................................................

.............................................................

...............................................................

..............................................................

...............................................................

...............................................................

...............................................................

 

หมายเหตุ   ให้นักเรียนทำลงในสมุดสุขศึกษา

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : ระบบต่างๆในร่างกาย1
แบบฝึกหัดหลังเรียน :