โครงสร้างพยางค์ในภาษาไทย

 

ความหมายของพยางค์

                    พยางค์  คือ  เสียงที่เปล่งออกมา ๑ ครั้ง จะมีความหมาย  หรือไม่มีความหมายก็ได้  พยางค์     เกิดจากการเปล่งเสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ตามกันออกมาอย่างกระชั้นชิด จนฟังดูเหมือนกับเปล่งเสียงออกมาในครั้งเดียวกัน ซึ่งเรียกว่า การประสมเสียงในภาษา เสียงที่เกิดจากการประสมเสียง จึงเรียกว่า พยางค์

                    พระยาอุปกิตศิลปสาร (๒๕๓๓ : ๑๘) กล่าวว่า “ถ้อยคำที่เราใช้พูดกันนั้น บางทีก็เปล่งเสียงออกครั้งเดียว บางทีก็หลายครั้ง เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง ๆ นั้น ท่านเรียกว่า “พยางค์” คือ ส่วนของคำพูด”

                  กาญจนา นาคสกุล (๒๕๒๐ : ๑๐๔) กล่าวว่า “พยางค์จึงหมายถึง จำนวนเสียงที่ดังเด่น ซึ่งปรากฏในกลุ่มเสียงที่เรียงเป็นคำพูด เสียงอื่น ๆ ที่อยู่ข้างเคียงก็จะประกอบเข้าเป็นส่วนของพยางค์… โดยปกติเสียงสระเป็นเสียงที่มีลักษณะประจำตัว เป็นเสียงก้องที่ดังกว่าเสียงอื่น ฉะนั้นเสียงสระจึงมักจะเป็นเสียงทำให้เกิดพยางค์ ”

                    จากคำอธิบายความหมายของพยางค์ดังกล่าว สรุปได้ว่าพยางค์คือ เสียงที่เปล่งออกมาครั้งหนึ่ง ๆ  ซึ่งมีเสียงสระเป็นเสียงที่ดังเด่น ๑ เสียง และเสียงที่อยู่ข้างเคียงอย่างน้อย ๒ เสียง ได้แก่ เสียงพยัญชนะและเสียงวรรณยุกต์ พยางค์อาจจะเป็นคำก็ได้ถ้าพยางค์นั้นมีความหมาย ดังตัวอย่างต่อไปนี้

                    นา               มี  ๑  พยางค์  ๑  คำ

                    นาที            มี  ๒  พยางค์  ๑  คำ

                    นาฬิกา      มี  ๓  พยางค์  ๑  คำ

                                                       ฯลฯ

 

องค์ประกอบของพยางค์

                    พยางค์ในภาษาไทยมีองค์ประกอบสำคัญอย่างน้อย ๓ ส่วน คือ

เสียงพยัญชนะต้น  +   เสียงสระ   +    เสียงวรรณยุกต์

 

 

 

                    ๑.    เสียงพยัญชนะต้น ได้แก่ เสียงพยัญชนะที่เปล่งออกมาก่อนเสียงอื่น พยัญชนะต้นอาจเป็นพยัญชนะต้นเดี่ยว หรือพยัญชนะต้นควบ เช่น าด กับ ปราด ตัวอักษรที่พิมพ์ตัวหนาเป็นพยัญชนะต้นเดี่ยวและต้นควบตามลำดับ

 

                    ๒.   เสียงสระ ได้แก่ เสียงที่ออกตามเสียงพยัญชนะอย่างรวดเร็ว ทำให้พยัญชนะต้นออกเสียงได้ชัดเจน เสียงสระอาจเป็นสระเดี่ยวเสียงสั้น สระเดี่ยวเสียงยาว หรือสระประสมเสียงใดเสียงหนึ่ง

                    ๓.   เสียงวรรณยุกต์ ได้แก่  เสียงสูงต่ำที่เปล่งออกมาพร้อม ๆ กับเสียงสระ

                    นอกจากนี้พยางค์บางพยางค์อาจมีองค์ประกอบเพิ่มขึ้นอีก ๑ ส่วน คือ เสียงพยัญชนะสะกดหรือเสียงพยัญชนะท้ายพยางค์

                    พยัญชนะสะกดในภาษาไทยมี ๘ เสียง ได้แก่ เสียงพยัญชนะในแม่ กก กด กบ กง กน กม เกย เกอว    ดังได้อธิบายแล้วในใบความรู้ เรื่องพยัญชนะ

 
โครงสร้างพยางค์

                    พยางค์      มีส่วนประกอบอย่างน้อย ๓ ส่วน คือ พยัญชนะต้น สระ และวรรณยุกต์ (จะมีรูปหรือไม่มีรูปก็ได้) พระยาอุปกิตศิลปสาร (๒๕๓๓ : ๑๘ - ๑๙) ได้กล่าวถึง แบบสร้างของพยางค์ว่าเกิดจากการประสมอักษรมี ๔ แบบ สรุปได้ดังนี้

                  ๑.    การประสมอักษร ๓ ส่วน ได้แก่ พยางค์ที่เกิดจากการประสมของ พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ เช่น มี นา ห้า ไร่ เป็นต้น

                    ๒.   การประสมอักษร ๔ ส่วนปกติได้แก่ พยางค์ที่เกิดจากการประสมของพยัญชนะต้น + สระ + พยัญชนะตัวสะกด + วรรณยุกต์ เช่น มาด ร้าย พลาย งาม เป็นต้น

                    ๓.   การประสมอักษร ๔ ส่วนพิเศษ  ได้แก่   พยางค์ที่เกิดจากการประสมของ พยัญชนะต้น + สระ + วรรณยุกต์ + การันต์ เช่น เล่ห์ สีห์  เบียร์ โพธิ์ เป็นต้น

                    ๔.   การประสมอักษร ๕ ส่วน ได้แก่ พยางค์ที่เกิดจากการประสมของ พยัญชนะต้น + สระ + พยัญชนะตัวสะกด + วรรณยุกต์ + การันต์ เช่น ลักษณ์ ขันธ์ สังข์ จันทร์ เป็นต้น

 

 

 

 

 

ข้อสังเกต

                                พยางค์ที่ประสมด้วยสระ อำ  ใอ  ไอ  เอา เช่น ในคำว่า ทำ ไม  ไจ  เบา    เป็นต้น    พยางค์เหล่านี้ถ้ากำหนดตามรูปสระแล้วจะเป็นวิธีประสมอักษร ๓ ส่วน    จัดไว้ในแม่  ก  กา  แต่ถ้าพิจารณาตามเสียงอักษรประสมแล้ว  น่าจะอยู่ในวิธีประสม ๔ ส่วน เพราะมีเสียงพยัญชนะ  ม  ย และ ว   เป็นเสียงสะกด หรือเสียงพยัญชนะท้าย

 

พยางค์เปิด

          พยางค์เปิด  คือ  พยางค์ที่ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น  เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์   เช่น  แก   ขา    กลัว   ดู    โต                           

พยางค์ปิด

         พยางค์ปิด  คือ พยางค์ที่ประกอบด้วยเสียงพยัญชนะต้น  เสียงสระ  เสียงววรรยุกต์  และสียงพยัญชนะสะกด  เช่น  เด็ก   ทำ  ของ   แตก   ไป  แล้ว

           อาจสรุปเป็นข้อสังเกตได้ว่า   พยางค์เปิด  ก็คือ   พยางค์ที่ไม่มีตัวสะกด  หรือไม่มีเสียงพยัญชนะท้าย  ส่วน    พยางค์ปิด  คือพยางค์ที่มีตัวสะกด  หรือมีเสียงพยัญชนะท้าย  นั่นเอง                                                                                                                                                                           

 

เสียงหนัก  -  เสียงเบา

การเน้นเสียงหนักเสียงเบาในภาษาไทยมักเนื่องจากสาเหตุหลายประการคือ

๑.  ลักษณะส่วนประกอบของพยางค์  พยางค์ที่มีเสียงสระเป็นเสียงยาวและพยางค์ที่มีเสียง

      พยัญชนะท้าย  คือ  เป็นคำครุ   มักจะออกเสียงเน้นหนัก

๒.  ตำแหน่งของพยางค์ในคำในภาษาไทย  พยางค์ที่มักจะมีเสียงเน้นหนัก  คือ  พยางค์สุดท้ายของคำ

       ๒.๑  ถ้าเป็นคำ  ๒  พยางค์  มักลงเสียงหนักที่พยางค์ที่  ๒  เช่น   พูดบ้าบ้า  มานะ ทองแดง

       ๒.๒  ถ้าเป็นคำ  ๓  พยางค์  มักลงเสียงหนักที่พยางค์ที่  ๓  และอาจลงเสียงหนักที่พยางค์ที่

               ๑ หรือ  ๒  ถ้าพยางค์ที่  ๑  หรือ  ๒  นั้นมีเสียงยาวหรือมีเสียงพยัญชนะท้าย      

               เช่น     ปัจจุบัน    จริยา  สมาคม

๒.๓  ถ้าเป็นคำตั้งแต่ ๔ พยางค์ขึ้นไป  ก็มักลงเสียงหนักที่พยางค์ท้าย  ส่วนพยางค์อื่น ๆก็ออกเสียงหนักเบาตามลักษณะส่วนประกอบของพยางค์  เช่น เจดีย์ยุทธหัตถี  สาธารณสุข

 

 

 

 

 

 

เสียงครุ – ลหุ ในพยางค์

คำครุ (      ) เป็นคำที่มีเสียงหนัก ได้แก่ คำทุกคำที่ประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น งา ชี้ สู้ แล้ ห่อ และคำที่ประสมกับสระเสียงสั้นก็ได้เสียงยาวก็ได้ และมีตัวสะกดด้วย เช่น ขม คิด นึก ปาน โชค เล็บ นอกจากนั้นคำที่ประสมกับสระ อำ ไอ ใอ  เอา ซึ่งถือว่าเป็น เสียงมีตัวสะกดก็จัดเป็นคำครุเช่นเดียวกัน

 

คำลหุ (   ุ ) เป็นคำที่มีเสียงเบา ได้แก่ คำที่ประสมกับสระเสียงสั้นในแม่ ก กา เช่น จะ มิ ปุ และคำที่เป็นพยัญชนะตัวเดียว (ไม่มีรูปสระ) เช่นคำ   ก็   ณ   ธ   บ่   บางทีเมื่อมีพยัญชนะ 2 ตัวเรียงอยู่ด้วยกัน ก็จะอ่านออกเสียงสั้นเป็นลหุทั้ง 2 ตัว  เช่น   จร (อ่าน จะ-ระ)   มน (อ่าน มะ-นะ)   พล (อ่าน พะ-ละ) วร(อ ่าน วะ-ระ) ในที่ที่ต้องการลหุ

 

พยางค์คำตาย – คำเป็น

1. คำตาย คือ - พยัญชนะผสมสระเสียงสั้นในแม่ก กา เช่น มะ จะ ติ ปริ ดุ เกาะ

- พยัญชนะตัวเดียว เช่น ณ , บ (บ่อที่แปลว่า ไม่), ธ ,  ก็,  ฤ

- มีตัวสะกดแม่ กก -  กบ -  กด เช่น สุข   ภาค   พัก   เมฆ   ภพ   ตบ   ภาพ   สด  บาท

 

2. คำเป็น คือ - พยัญชนะผสมสระเสียงยาวในแม่ ก กา เช่น จา   ปรี   ดู   กอ

- คำมีตัวสะกดแม่ กง  กน  กม  เกย   เกอว    เช่น   ฟัง,   ตัง,  ตน,  ยาม,  เชย,  พราว

- อำ(-ม),   ไอ(-ย),   ใอ(-ย),   เอา(-ว)     เพราะมีเสียงตัวสะกด

 

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : โครงสร้างพยางค์ในภาษาไทย
แบบฝึกหัดหลังเรียน : การประกอบส่วนต่าง ๆ ของภาษาให้เป็นโครงสร้างพยางค์