เรื่อง การใช้ยา

ความหมายของการใช้ยาและประโยชน์ของการใช้ยา

องค์อนามัยโลก (who) ได้ให้ความหมายของยาว่า ยา คือสารที่สารหรือผลิตภัณฑ์ที่มีวัตถุประสงค์ในการใช้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 

1.ในการรักษาโรคให้หายขาด ยาหลายชนิดที่ใช้ในการรักษาโรคหรืออาการเจ็บป่วย

2.การใช้ยาในการควบคุมหรือบรรเทาอาการ

3.การองกันใช้ในการป้องกันโรค

ประเภทของยา

ยาที่ใช้ในปัจจุบัน ตามพระราชบัญญัติ ฉบับที่ พ.. 2522 จำแผนกได้ดังนี้

1.ยาแผนปัจจุบัน หมายถึง ยาที่มุ่งสำหรับการประกอบอาชีพเวชกรรมการประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน

2.ยาแผนโบราณ หมายถึง ยาที่มุ่งสำหรับการประกอบอาชีพเวชกรรมการประกอบโรคศิลปะโบราณ ซึ่งอยู่ในตำรายาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศใช้และและได้รับให้เป็นยาแผนโบราณ

3.ยาอันตราย หมายถึง ยาแผนปัจจุบันที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นยาอันตราย

4.ยาควบคุมพิเศษ หมายถึง ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นยาควบคุมพิเศษ

5.ยาใช้ภายนอก หมายถึง ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่มุ่งหมายสำหรับใช้ภายนอก ทั้งนี้ไม่รวมถึงยาเฉพาะที่

6. ยาเฉพาะที่ หมายถึง แผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่มุงหมายเฉพาะที่ หู ตา จมูก ลิ้น ทวารหนัก

7.ยาสามัญประจำบ้าน หมายถึง ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศให้เป็นยาประจำบ้าน ที่มีชื่อว่ายาตำราหลวง

8.ยาสมุนไพร หมายถึง ยาที่ได้จากพฤกษชาติ สัตว์ แร่ ที่ยังไม่ผสมปรุง หรือแปรสภาพเพื่อความสะดวกในการเก็บและมักหั่นให้มีขนาดเล็ก

9.ยาบรรจุเสร็จ หมายถึง ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่ผลิตเสร็จแล้วในรูปแบบต่างๆทางเภสัชกรรม  และบรรจุในภาชนะหรือหีบห่อที่ปิดผนึกไว้  และมีฉลากครบถ้วนตามพระราชบัญญัติยา

รูปแบบของยา

   ยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบันได้มาจากการสังเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ  มีการศึกษาวิจัยกับสัตว์และกับคนจนเชื่อถือได้ว่าใช้กับคนได้ผล  จึงนำมาใช้ได้  ซึ้งจะอยู่หลายรู้แบบ  ดังนี้

1.ยาเม็ด  (Talet) 

2.ยาแคปซูล(Capsule)

3)ยาผง(Powder)

4)ยาน้ำใส(solution)

5)ยาน้ำเชื่อม(syrup)

6)ยาอิลิกเซอร์(Elixir)

7)ยาน้ำแขวนตะกอน(Suspension)

8)โลชั่น(Lotion)

9)ครีม(cream)

10)ยาขี้ผึ้ง(ointment)

11)เจล(Gel)

12)ยาเหน็บ(suppository)

ยาสามัญประจำบ้าน

   มี 2  ประเภท

1 ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ

1.ยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบัน  แบ่งเป็น  2  ประเภท  ยาภายในและยาภายนอก  แบ่งเป็น  15 กลุ่มอาการ  ดังนี้

             1ยาแก้ปวดท้อง

             2ยาแก้ท้องเสีย

             3ยาระบาย  ยาถ่าย

             4ยาถ่ายพยาธิลำไส้

             5ยาแก้ปวดลดไข้

             6ยาแก้ไอขับเสมหะ

            7ยาแก้คัดจมูก

            8ยาแก้แพ้

            9ยาดมแก้วิงเวียน  หน้ามืด

            10ยากินบำรุงร่างกาย

            11ยาสำหรับโรคตา  และโรคในช่องปาก

            12ยาสำหรับแก้โรคผิวหนัง

            13ยาใส่แผลล้างแผล

            14ยาบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ

            15ยาแก้ปวดฟัน

การใช้สมุนไพรไทย

สมุนไพร  หมายถึง  ยาที่ได้จากพืช  สัตว์  และแร่ธาตุ   ซึ้งยังไม่ได้ผสมปรุงหรือแปลสภาพไปและนำมารักษาโรคได้   แบ่งได้เป็น  3 ประเภท  คือ

1.สมุนไพรประเภทพืช

2.สมุนไพรประเภทสัตว์

3.สมุนไพรประเภทแร่ธาตุ (มี18อาการ)

  1สมุนไพรแก้อาการท้องผูก

  2สมุนไพรแก้อาการท้องเฟ้อและแน่นจุกเสียด

  3สมุนไพรแก้อาการท้องเดิน

  4สมุนไพรถ่ายพยาธิลำใส่

  5สมุนไพรแก้บิด

  6สมุนไพรแก้คลื่นใส่อาเจียน

  7สมุนไพรแก้อาการไอและขับเสมหะ

  8สมุนไพรแก้ไข้

  9สมุนไพรแก้อาการขัดเบา

  10สมุนไพรรักษากลาก

  11สมุนไพรแก้อาการเกลื้อน

  12สมุนไพรแก้อาการนอนไม่หลับ

  13สมุนไพรรักษาฝีและแผลผุผอง

  14สมุนไพรรักษาอาการเคล็ดขัดยอก

  15สมุนไพรแก้อาการแพ้หรืออักเสบเนื่องจากแมลง สัตว์กัดต่อย

  16สมุนไพรรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก

  17สมุนไพรใช้ฆ่าเหา

  18สมุนไพรรักษาชันนะตุ

วิธีการใช้ยา

   วิธีการใช้ยาให้ได้ผลดีที่สุดควรยึดหลักปฏิบัติดังนี้

   1.ใช้ยาให้ถูกโรค

   2.ใช้ยาให้ถูกขนาด

   3.ใช้ยาให้ถูกเวลา

   4.ใช้ยาให้ถูกบุคคล

   5.ใช้ยาให้ถูกทางและวิธี

อันตรายจากการใช้ยา

1.ผลข้างเขียงจากการใช้ยา(Side  Effects) ยาคลอร์เฟนิรามีน  ทำให้ง่วงซึม ยาแก้ปวด  ทำให้เลือดแข็งตัวช้า  หูอื้อ  เป็นต้น

2.อันตรายจากพิษของยา(Drug Toxicity)  มันเกิดจากการใช้ยาเกิดขนาดอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์  หรือรับประทานเกินขนาดเพื่อหวังฆ่าตัวตาย  ถ้าพบเห็นควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

3.การแพ้ยา(Drug  Allergy)อาการแพ้ยาเกิด  จะไม่มีลักษณะคล้ายคลึงกับฤทธิ์ของยาเลย  แต่จะมีอาการแต่ต่างออกไปเหมือนกับอาการทั่วไป  ลักษณะอาการแพ้ยาจะแตกต่างไปตามชนิดของยา  และตัวบุคคล  แต่อาการส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ผิวหนัง

4.การรับยาติดต่อกันเป็นเวลานาน(Chronic Toxicity)เป็นอาการที่ไม่พึ่งประสงค์ซึ่งเป็นผลสืบเนืองมาจากการที่ผู้ป่วยได้รับยาติดต่อมาเป็นเวลานาน ลักษณะอาการอาจแตกต่างจากผลเสียข้างเคียงจากการใช้ยาและพิษยา เช่น ยากลุ่มสเตียรอยด์ (Steroids)อาจมทำให้เกิดความผิดปกติทางใจ

5.การดื้อยา(Drug Resistance)เป็นการที่ใช้ยาแล้วไม่สามารถทำลายเชื้อโรคได้

เนื่องจากโรคดื้อยา ที่พบมากที่สุดมันเนื่องมาจากการใช้ยาปฏิชีวนะไม่ตรงกับชนิดของเชื้อโรคใช้ไม่ถูกขนาด หรือใช้ในระยะเวลาที่น้อยไป หรือไม่เพียงพอต่อการทำลายเชื้อโรค

6.การติดยา(Drug Dependence)ยาบางชนิดถ้าใช้ไม่ถูกต้อง หรือใช้ต่อเนื่องกันไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง จะทำให้ติดยาชนิดนั้นได้ เช่น มอร์ฟีน ยากล่อมประสาท ยาแก้ไอบางชนิด เป็นต้น

การเสื่อมและการหมดอายุของยา

  ยาทุกชนิดจะมีการเสื่อมและหมดอายุได้การเสื่อมสภาพของยาอาจเกิดก่อนการหมดอายุของยา ซึ่งโดยมากมักเกิดจากการเก็บยาไม่ถูกวิธี เช่น ถูกความร้อน ความชื้น หรือแสงแดดทำให้ยามีลักษณะที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น ยาเม็ดจะแตกร่วน หรือสีเปลี่ยนไป ยาน้ำจะตกตะกอนแน่นเขย่าไม่กระจาย หรือแยกชั้น สี กลิ่น และรสเปลี่ยน ยาแคปซูลจะมีลักษณะเยิ้มหรือขึ้นรา ยาที่มีลักษณะเช่นนี้ไม่ควรนำมาใช้ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายจนถึงตายได้

ข้อควรปฏิบัติในการใช้ยา

  ในการใช้ยานั้นเพื่อให้ได้รับผลอย่างสูงสุดจากการใช้ยา และไม่เกิดอันตรายจากการใช้ยาหรือถ้าเกิดอันตรายก็สามารถแก้ไขได้ทันที ควรปฏิบัติดังนี้

๑.   ควรไปให้แพทย์ตรวจรักษาและจัดยาให้มาจะดีกว่าหารไปซื้อยารับประทานเอง แต่ถ้าจะไปซื้อยารับประทานเองควรไปซื้อยาจากร้านเภสัชการประจำอยู่

๒.   ควรอ่านฉลากยาให้ระเอียดก่อนใช้ยานั้น ถ้าเป็นยาที่ยังไม่เคยใช้หรือไม่ได้ใช้เป็นประจำในฉลากยาจะมีชื่อยา สรรพคุณของยาวิธีใช้ขนาดที่ใช้คำเตือนส่วนประกอบที่สำคัญของยาวันเดือนปีที่ผลิตยา วันหมดอายุ และรายละเอียดอื่นๆ อีกซึ่งฉลากนี้จะปรากฏอยู่ด้านข้างของภาชนะที่บรรจุ และแผ่นฉลากในภาชนะที่จุ

๓.   ถ้าต้องการอ่านฉลาก แต่ว่าฉลากยาเลอะเลือนจนอ่านไม่ชัดหรือไม่มีฉลากก็ไม่ควรใช้ยานั้น

๔.   ในการใช้ยาต้องปฏิบัติตามฉลากหรือตามที่แพทย์สั่งอย่าเคร่งครัด

๕.   ถ้าเกิดอันตรายจากการใช้ยาดังกล่าวมาแล้วให้เปลี่ยนยาหรือหยุดใช้ยาหรือหลีกเลี่ยงการใช้ยาหรืออาจต้องไปพบแพทย์แล้วแต่กรณีและความรุนแรง

๖.   ต้องใช้ยาให้ถูกเวลาตามที่ระบุไว้ในฉลากหรือตามที่แพทย์สั่ง ซึ่งมักเขียนไว้ที่ข้างซองยา

๗. ควรงดเว้นการใช้ยาชุดซึ่งยาชุดนี้จะไม่มีฉลากผู้ขายจะจัดรวมเป็นชุด ชุดละ 3-5 โดยมีรูปลักษณะและสีของยาต่างๆกันยาชุดนี้มีอันตรายผู้ใช้มาก

๘.   ควรจำไว้ว่าตนเองเคยแพ้ยาอะไรก่อนที่แพทย์หรือเภสัชกรจ่ายยาควรบอกด้วยว่าตนเองแพ้ยาอะไร

๙.   ไม่ควรหลงในคำโฆษณาเกินความเป็นจริงควรใช้วิจารณญาณในการซื้อและใช้ยา

๑๐.   ถ้าลืมรับประทานยามื้อใดมื้อหนึ่ง ให้รับประทานทันทีที่นึกขึ้นได้ แต่ห้ามรับประทานยาเป็นสองเท่าในมื้อต่อไป

๑๑.ไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ เพราะยาเป็นสารเคมีที่เข้าสู่ร่างกาย ถ้ามีมากอาจมีผลต่อร่างกายหรืออวัยวะภายในได้

เรื่อง ยาปลอม

ผลเสียและอันตรายจากการใช้ยาปลอม ยาผิดมาตรฐาน และยา

เสื่อมคุณภาพจะคล้ายคลึงกัน มี 5 ประการ ดังนี้

                                1. ไม่มีผลทางการรักษา หรือรักษาโรคไม่หาย

                                2. อาจได้รับอันตรายจากสารที่ห้ามใช้ในสูตรตำรับยา

                                3. เกิดการสู­ญเสียทางเศรษฐกิจ หรือเสียเงินฟรี

                                4. อาจถึงแก่ชีวิต กรณีต้องการยาช่วยชีวิตเร่งด่วนแต่ได้ยาปลอมแทน

                                5. อาจเกิดอาการดื้อยา สำหรับยาปฏิชีวนะที่มีปริมาณตัวยาไม่ถึงขนาดที่ใช้รักษา เช่น เชื้อมาลาเลีย

                หากมีความจำเป็นต้องซื้อยาเอง จะหลีกเลี่ยงได้โดย

                ๐ เลือกซื้อยาจากผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือตัวแทนจำหน่ายยาโดยมีเอกสารการซื้อขาย (เช่น ใบเสร็จรับเงิน/บิล) ที่ถูกต้อง ซึ่งต้องมีข้อความระบุเลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต หรือวิเคราะห์ยา (Batch no. หรือ lot no.)

                ๐ ซื้อจากร้านขายยาที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย และเชื่อถือได้ หรือซื้อจากร้านยาคุณภาพ

                ๐ ดูฉลากยาก่อนซื้อ ต้องมีชื่อยา เลขทะเบียนตำรับยา, ชื่อและปริมาณหรือความแรง

ของสารออกฤทธิ์อันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ­ของยา, ที่ตั้งสถานที่ผลิตยา, วัน เดือน ปี ที่ผลิตยา, วัน เดือน ปี ที่ยาสิ้นอายุ  และเลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิต

                ๐ ไม่ซื้อยาที่ไม่มีเลขทะเบียนตำรับยาที่ขึ้นไว้กับ อย. และอย่าหลงเชื่อ  แม้ผู้ขายจะบอกว่าเป็นยาชนิดเดียวกันแต่ผลิตจากต่างประเทศ ยาเหล่านี้ล้วนเป็นยาที่ผิดกฎหมาย

ความเสี่ยงจากการใช้ยา

ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการใช้ยา แบ่งได้เป็น 2 ประการ ได้แก่ ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และความเสี่ยงที่ยอมรับไม่ได้

แต่ในการศึกษาถึงเรื่องความเสี่ยงนั้นยังไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนว่า ความเสี่ยงเท่าใดยอมรับได้หรือไม่ได้ ถ้าตัวยาใดมีความเสี่ยงต่อการใช้ถึงขั้นยอมรับไม่ได้ก็จะถูกถอนทะเบียน ซึ่งความสำคัญ­ในการแก้ไขหรือป้องกันความเสี่ยงจากการใช้ยานั้น ขึ้นอยู่ที่ทัศนคติของผู้ใช้ยาและผู้สั่งใช้ยาหรือผู้ให้ยา ได้แก่ แพทย์และเภสัชกร ที่จะต้องบอกให้ผู้ป่วยทราบถึงประโยชน์และโทษของยา ตลอดจนรายละเอียดเท่าที่จำเป็นจะต้องบอก ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยทราบและมีโอกาสเลือกได้ว่าตนเองยินดีที่จะรับหรือไม่รับความเสี่ยงนั้น 

 

การแพ้ยา (Drug hypersensitivity)

          อาการแพ้ยาเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยๆ โดยเฉพาะในคนที่มีประวัติแพ้ยาชนิดหนึ่งชนิดใดมาก่อน 
และคนที่มีประวัติของโรคภูมิแพ้ (เช่น หืด หวัดเรื้อรัง ลมพิษ ผื่นคัน) จะมีโอกาสแพ้ยามากกว่าคนทั่วไป ดังนั้นในการใช้ยาจึงควรระมัดระวังในเรื่องนี้มาก
ไม่ควรใช้อย่างพร่ำเพรื่อ หรือใช้เกินความจำเป็น

ยาที่แพ้ ที่พบได้ค่อนข้างบ่อย ได้แก่
          1. ยาต้านจุลชีพ หรือปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลิน แอมพิซิลลิน ยาประเภทซัลฟา เตตราซัยคลีน สเตรปโตมัยซิน เป็นต้น
          2. ยาแก้ปวด ลดไข้ เช่น แอสไพริน  ไดไพโรน
          3. ยาชา เช่น ไซโลเคน (Xylocaine), โปรเคน (Procaine)
          4. เซรุ่มต่างๆ เช่น เซรุ่มแก้พิษงู เซรุ่มแก้บาดทะยัก
          5. น้ำเกลือ และเลือด

 

การป้องกันอันตรายจากการใช้ยา
                                                                                                                                                                                                             
  อาการ

          1. ในรายที่มีอาการแพ้อ่อนๆ อาจมีเพียงลมพิษ ผื่นคัน หรือมีผื่นแดง จุดแดงหรือตุ่มใสเล็กๆขึ้นทั่วตัว หน้าบวม
หนังตาบวม ริมฝีปากบวม มักเกิดจากการกินยาเม็ด เช่น แอสไพริน เพนวี แอมพิซิลลิน ยาประเภทซัลฟา
          2. ในรายที่มีอาการแพ้ขนาดกลาง อาจมีอาการใจสั่น แน่นหน้าอก คลื่นไส้อาเจียน หรือหายใจขัดคล้ายหืด 
มักเกิดจากการใช้ยาฉีด
          3. ในรายที่เป็นรุนแรง จะมีอาการเป็นลม ตัวเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันต่ำ และหยุดหายใจ มักเกิดหลังจากฉีดยาประเภทเพนิซิลลิน หรือเซรุ่มในทันทีทันใด บางครั้งอาจถึงแก่ความตายแบบที่เรียกว่า "คาเข็ม" ได้เราเรียกอาการแพ้ยารุนแรงชนิดนี้ว่า ช็อกจากการแพ้ (Anaphylactic shock)หรืออาจพบเป็นลักษณะพุพอง หนังเปื่อยลอกทั้งตัวคล้ายถูกไฟลวก ปากเปื่อย ตาอักเสบ ท่อปัสสาวะอักเสบ มีไข้ ซึ่งเรียกว่ากลุ่มอาการสตีเวนจอห์นสัน (Stevens Johnson  Syndrome)
          4. ในการแพ้เลือด หรือน้ำเกลือ มักมีอาการไข้ หนาวสั่นหรือลมพิษขึ้น โดยทั่วไป 
ยาชนิดฉีดจะทำให้เกิดอาการรุนแรงและรวดเร็วมากกว่าชนิดกิน
                                                                                                                                                                  
                                   
 การรักษา

1. ในรายที่มีอาการแพ้อ่อนๆ ให้เลิกใช้ยาที่แพ้ แล้วให้ยาแก้แพ้ เช่น คลอร์เฟนิรามีน หรือ ไดเฟนไฮดรามีน ฝ-1 หลอด 
ฉีด   เข้ากล้าม  หรือให้อย่างเม็ดกินวันละ 3-4 ครั้ง ๆละ 1/2  -1 เม็ด จนกว่าจะหาย
2. ในรายที่มีอาการขนาดปานกลาง หรือรุนแรง ให้ฉีดแอดรีนาลีน 0.3-0.5 มล. หรือ สเตอรอยด์ เช่น เดกซาเมทาโซน 1-2 
หลอด เข้ากล้ามหรือเข้าเส้นเลือดันที ถ้าไม่ดีขึ้นให้ส่งโรงพยาบาลด่วน
3. ในรายที่หยุดหายใจ ให้ทำการปอด พร้อมกับฉีดยาแอดรีนาลีน
4. ในรายที่เป็นแบบกลุ่มสตีเวนจอห์นสัน ให้เลิกใช้ยาที่แพ้ ให้ยาแก้แพ้ หรือสเตอรอยด์แล้วส่งโรงพยาบาลทันที 
เพราะอาจทำให้เกิดการติดเชื้อ กลายเป็นโลหิตเป็นพิษถึงตายได้
                                                                                                                                                                         กลับสู่ด้านบน

 การป้องกัน

1. ทุกครั้งที่ให้ยา ควรถามประวัติการแพ้ยาในอดีตที่ผ่านมา และประวัติโรคภูมิแพ้ของผู้ป่วยและในครอบครัวของผู้ป่วย 
ถ้ามีประวัติเหล่านี้ ควรระมัดระวังในการใช้ยาให้มาก และควรแนะนำให้ผู้ป่วยสังเกตดูอาการแพ้ยาที่อาจเกิดขึ้น 
ถ้ามีอาการให้รีบหยุดยา แล้วกลับไปหาหมอที่รักษาทันที
2. อย่าฉีดยาอย่างพร่ำเพรื่อ ทุกครั้งที่ฉีดยาโดยเฉพาะยาที่ทำให้เกิดการแพ้ได้ง่าย เช่น เพนิซิลลิน หรือเซรุ่ม 
ควรทำการทดสอบผิวหนังก่อน และควรมียาแก้แพ้ สเตอรอยด์ และแอดรีนาลีน 
ตลอดจนอุปกรณ์ในการช่วยผายปอดไว้ให้พร้อม
3. ถ้าพบผู้ป่วยแพ้ยา ควรแนะนำให้ผู้ป่วยรู้ว่าแพ้ยาอะไร และห้ามกินยาชนิดนั้นๆ หรือยายี่ห้อต่างๆ 
ที่เข้ายาชนิดนั้นอีกต่อไป และแนะนำผู้ป่วยว่าทุกครั้งที่หาหมอควรจะบอกหมอว่าเคยแพ้ยาอะไร
4. อาการแพ้ยา มักจะเกิดเมื่อผู้ป่วยเคยได้รับยาชนิดนั้นมาก่อนหลายๆครั้ง ในทารกหรือเด็กอ่อนที่ไม่ได้รับยามาก่อน 
จึงมีโอกาสแพ้ยาน้อย ส่วนคนที่เคยได้รับยา (โดยเฉพาะยาฉีด) มาก่อนหลายๆครั้ง โอกาสที่จะแพ้ยาชนิดนั้นก็สูงขึ้นตามลำดับ ดังนั้นยิ่งใช้ยาบ่อยครั้งขึ้นเท่าไหร่ ก็พึงระวังการเกิดอาการแพ้มากขึ้นเท่านั้น

 

 อันตรายของการใช้ยา

          ยาทุกตัวย่อมมีทั้งคุณ และโทษควบคู่อยู่ด้วยกันเสมอ ในการใช้ยาจึงต้องใช้อย่างรู้เท่าทันว่า ยาแต่ละตังออกฤทธิ์อย่างไร ใช้ขนาดเท่าไหร่ นานเท่าไหร่ และอาจมีโทษอะไรได้บ้าง  
 ถ้าหากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไม่ควรใช้ยาอย่างพร่ำเพรื่อ

อันตรายของยา  อาจเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้

1. การใช้ยาเกินขนาด (Overdosage toxicity) เช่น

  • กินแอสไพริน ขนาดมากๆ ทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (Acidosis) ถึงตายได้
  • กินพาราเซตามอล ขนาดมากๆ ทำให้ตับวายถึงตายได้
  • กินฟีโนบาร์บิโทน ขนาดมากๆ ทำให้กดศูนย์ควบคุมการหายใจ ผู้ป่วยหยุดหายใจถึงตายได้
  • กินยารักษาเบาหวานหลายเม็ด อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเกินไปจนเป็นลม ถึงตายได้

2. ผลข้างเคียงของยา (Side effect) ยาทุกตัวจะมีผลที่ไม่เป็นคุณ หรือโทษอยู่ควบคู่กับประโยชน์ของมันเสมอ เช่น

  • ทำให้ระคายเคืองต่อกระเพาะ (กัดกระเพาะ) เป็นโรคกระเพาะได้ เช่น ยาแอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ สเตอรอยด์ รีเซอร์พีน
  • ทำให้หูหนวก เสียการทรงตัว เช่น สเตรปโตมัยซิน
  • ทำให้เป็นพิษต่อไต เช่น สเตรปโตมัยซิน ยาประเภทซัลฟา
  • ทำให้เกิดภาวะเม็ดเลือดขาวต่ำ (Agranulocytosis) เช่น ไดพัยโรน ซัลฟา เฟนิลบิวตาโซน ยารักษาคอพอกเป็นพิษ
  • ทำให้เป็นโรคโลหิตจางอะพลาสติก เช่น คลอแรมเฟนิคอล เฟนิวบิวตาโซน
  • ทำให้มีพิษต่อตับ เช่น เตตราซัยคลีน อีริโทรมัยซิน ไอเอ็นเอช ไทอาเซตาโซน เป็นต้น
  • ทำให้มีพิษต่อประสาทตา เช่น อีแทมบูทอล คลอโรควีน เป็นต้น
  • ทำให้ฟันเหลืองดำ เช่น เตตราซัยคลีน

ข้อที่ควรระวังอย่างยิ่งคือ ผลที่มีต่อเด็กเล็ก และทารกในครรภ์มารดา

3. การแพ้ยา (drug allergy หรือ Drug hypersenstivity)

4. การดื้อยา (Drug allergy) มักจะเกิดกับยาปฏิชีวนะที่ใช้กันอย่างผิดๆ

5. การใช้ยาในทางที่ผิด และการติดยา (Drug abuse และ Drug dependence) เช่น

  • การติดยามอร์ฟีน เฮโรอีน ยาแก้ปวดที่เข้าคาเฟอีน ยากระตุ้นประสาทแอมฟีตามีน(ยาม้า ยาขยัน)
  • การใช้ยาปฏิชีวนะป็นยาลดไข้
  • การใช้สเตอรอยด์เป็นยาลดไข้ หรือยาอ้วน
  • การใช้เอฟีดรีน หรือแอมฟีตามีน เป็นยาขยัน
  • การใช้ผงน้ำตาลเกลือแร่ (ORS) เป็นยาบำรุงร่างกาย

6. ปฏิกริยาต่อกันของยา (Drug interaction) จะเกิดขึ้นเมื่อให้ยาเข้าไปในร่างกายมากกว่า 2 ตัวขึ้นไปพร้อมกัน ซึ่งอาจจะเสริมฤทธิ์กันทำให้มีผลในการรักษามากขึ้น หรือทำ ให้ฤทธิ์ยาแรงขึ้น หรือต้านฤทธิ์กันทำให้ผลการรักษาลดน้อยลงไป เช่น

  • แอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์) ถ้ากินพร้อมกับยานอนหลับ ยาแก้แพ้ จะช่วยเสริมฤทธิ์การนอนหลับมากขึ้น
  • แอลกอฮอล์ถ้ากินพร้อมกับแอสไพริน จะเสริมฤทธิ์การระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร
  • อีริโทรมัยซิน ถ้ากินพร้อมกับทีโอฟิลลีน จะทำให้ระดับของยาชนิดหลังในกระแสเลือดสูงขึ้น
  • เฟนิลบิวตาโซน ไอเอ็นเอช หรือซัลฟา ถ้ากินพร้อมกับยารักษาเบาหวาน จะเสริมฤทธิ์การลดน้ำตาล ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้
  • สเตอรอยด์ ไทอาไซด์ หรือแอดรีนาลีน จะต้านฤทธิ์การลดน้ำตาลของยารักษาเบาหวาน ถ้าใช้พร้อมกัน อาจทำให้การรักษาเบาหวานไม่ได้ผล
  • บาร์บิทูเรต แอมพิซิลลิน  เตตราซัยคลีน  หรือยารักษาโรคบลมชัก (เช่น ไดแลนทิน) ถ้ากินพร้อมกับยาเม็ดคุมกำเนิด จะต้านฤทธิ์ยาคุมกำเนิด ทำให้การคุมกำเนิดไม่ได้ผล
  • ยาลดกรด ถ้ากินร่วมกับเตตราซัยคลีน หรือยาบำรุงโลหิต จะทำให้การดูดซึมของเตตราซัยคลีน หรือยาบำรุงโลหิตลดน้อยลง
  • แอสไพริน จะต้านฤทธิ์การขับกรดยูริกของ โพรเบเนซิด (Probenecid) จึงห้ามใช้แอสไพรินในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ที่กิน   โพรเบเนซิดอยู่

7. การตอบสนองต่อยาในคนที่มีความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ เช่น

  • คนที่มีภาวะพร่องเอนไซม์จี-6-พีดี ซึ่งเกิดจากกรรมพันธุ์ ถ้ากินแอสไพริน ซัลฟา คลอแรมเฟนิคอล ฟูราโซลิโดน พีเอเอส ควินิน ไพรมาควีน หรือไทอาเซตาโซน
  •  อาจทำให้เกิดโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตกได้
  • คนที่เป็นโรคเก๊าท์ ถ้ากินไทอาไซด์ หรือ แอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์) ก็อาจทำให้โรคกำเริบได้
  • คนที่เป็นเบาหวาน ถ้ากินสเตอรอยด์ ไทอาไซด์ หรือยาเม็ดคุมกำเนิด ก็อาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงได้

                                                                           
  การป้องกันอันตรายจากการใช้ยา

          1. ต้องทำความรู้จักยาทั้งในแง่สรรพคุณ ผลข้างเคียง ขนาดที่ใช้ ระยะเวลาที่ใช้ ไม่ใช้อย่างเดาสุ่ม อย่างครอบจักรวาล อย่างพร่ำเพรื่อ หรืออย่างไม่รับผิดชอบ
          2. ต้องทำความรู้จักกับคนไข้ที่จะใช้ยา ถามประวัติการแพ้ยา โรคภูมิแพ้ในตัวคนไข้ และครอบครัว อาการซีดเหลืองที่เกิดขึ้นประจำ
          3. ควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจาการอ่านตำรา หรือสอบถามผู้รู้
          4. ควรแนะนำให้ชาวบ้านรู้จักโทษของยา หากจะเลือกซื้อยากินเอง ควรรู้จักยาชนิดนั้นๆให้ดี อย่าปล่อยให้ทางร้านขายยาจัดยาชุดที่ไม่รู้จักให้ เพราะในยาชุดมักมียาอันตรายผสมอยู่ด้วย เช่น คลอแรมเฟนิคอล เพร็ดนิโซโลน ฯลฯ
          5. ควรแนะนำให้ร้านขายยารับผิดชอบต่อการจ่ายยาให้แก่ลูกค้า อย่าจ่ายยาอันตรายอย่างพร่ำเพรื่อ
          6. อย่าฉีดยาโดยไม่จำเป็น เลือกฉีดในรายที่อาการรุนแรงหรืออาเจียน กินไม่ได้ เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการแพ้ยาแล้ว ยังอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ เช่น เป็นฝีหัวเข็ม หรือโรคตับอักเสบจากไวรัส และอาจฉีดถูกเส้นประสาทได้อีกด้วย

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : หลักการใช้ยาที่ถูกวิธี(ก่อนเรียน)
แบบฝึกหัดหลังเรียน : หลักการใช้ยาที่ถูกวิธี(หลังเรียน)