โคลงโลกนิติ เป็นวรรณกรรมประเภทคำสอนในลักษณะของโคลงสุภาษิต คำว่า โลกนิติ (อ่านว่า โลก-กะ-นิด) แปลว่า ระเบียบแบบแผนแห่งโลก เนื้อหาในโคลงโลกนิติ จึงมุ่งแสดงความจริงของโลกและสัจธรรมของชีวิตเพื่อให้ผู้อ่านได้รู้เท่าทันต่อโลก และเข้าใจในความเป็นไปของชีวิต พร้อมเป็นแม่แบบเพื่อให้ผู้อ่านได้ดำเนินชีวิตไปในทางที่ถูกต้องดีงามสืบไป โคลงโลกนิติมีความไพเราะเหมาะสมทั้งด้านรูปแบบและเนื้อหาปรัชญาสาระครบคุณค่าทางวรรณกรรม ทำให้เป็นที่แพร่หลายในหมู่คนทั่วไป บางท่านกล่าวยกย่องโคลงโลกนิติว่าเป็นอมตะวรรณกรรมคำสอน หรือ ยอดสุภาษิตอมตะ ได้รับคัดเลือกจากกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นบทอ่านในหนังสือแบบเรียนสำหรับนักเรียนนักศึกษาอยู่ทุกยุคสมัย และได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในหนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน

ประวัติความเป็นมา

        สำนวนเก่า  โคลงโลกนิติเชื่อกันว่ามีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา โดยนักปราชญ์ในสมัยนั้นได้คัดเลือกหาคาถาสุภาษิตภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตที่ปรากฏในคัมภีร์ต่างๆ เช่น คัมภีร์โลกนิติ , คัมภีร์ธรรมนีติคัมภีร์ราชนีติหิโตปเทศ , ธรรมบท และ พระไตรปิฎก เป็นต้น มาถอดความแล้วเรียบเรียงแต่งเป็นโคลงโลกนิติ

         ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ  ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ฯ) ในปี พ.ศ. 2374 ก็มีดำริให้จารึกวิชาการสาขาต่างๆ ไว้บนแผ่นศิลาที่ประดับไว้ตามเสาหรือกำแพงพระวิหาร ในการนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนเดชอดิศร (ต่อมาได้ดำรงพระยศเป็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร) ทรงชำระโคลงโลกนิติของเก่าให้ประณีตไพเราะยิ่งขึ้น เพื่อจารึกไว้ในคราวเดียวกัน   จำนวนโคลงโลกนิติที่ปรากฏต้นฉบับในสมุดไทยมีทั้งสิ้น 408 บท แต่ที่จารึกไว้ในวัดพระเชตุพนฯ แผ่นละบท มี 435 แผ่น (รวมโคลงนำ 2 บท) คาดว่ามีโคลงที่แต่งเพิ่มเติมเพื่อให้พอดีกับพื้นที่จารึก

สำนวนอื่น

     ·  ปี พ.ศ. 2385 โลกนิติคำฉันท์ แต่งเป็นคำฉันท์โดย ขุนสุวรรณสารวัด

     ·  ปี พ.ศ. 2428 โลกนิติคำโคลง อีกสำนวน เข้าใจว่าแต่งโดย พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร)

ฉบับชำระ ภายหลังมีการรวบรวม ตรวจทาน และจัดพิมพ์เผยแพร่โคลงโลกนิติ ดังนี้

         หนังสือสอนอ่านฯ สุภาสิตโลกนิติคำโคลง รวบรวม สอบทาน และจัดพิมพ์โดยกรมศึกษาธิการ กระทรวงธรรมการ เมื่อปี พ.ศ. 2447 เพื่อใช้เป็นหนังสือแบบเรียนสำหรับนักเรียน โดยนำโคลงที่สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร ทรงชำระไว้ 408 บท ที่ปรากฏในต้นฉบับสมุดไทย (รวมโคลงนำ 2 บท โคลงส่งท้าย 2 บท และโคลงที่ซ้ำกันอยู่ 5 บท) มาพิมพ์ร่วมกับโคลงอีก 30 บท ที่พบในแผ่นศิลาวัพระเชตุพนฯ   ประชุมโคลงโลกนิติ ฉบับหอสมุดแห่งชาติ หอสมุดแห่งชาติจัดพิมพ์โคลงโลกนิติที่เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร ร่วมกับโคลงโลกนิติสำนวนเก่าที่มีการค้นพบเป็นจำนวนมากจากหอพระสมุดวชิรญาณ พร้อมระบุคาถาอันเป็นที่มาของโคลง และจัดรวบรวมกันเป็นชุดๆ ได้โคลงภาษิตรวม 593 ชุด จำนวน 911 บท (ไม่รวมโคลงนำ 2 บท และโคลงส่งท้าย 2 บท) พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2460

ฉบับคัดลอกที่น่าสนใจ เช่น          

        คลงโลกนิติ ฉบับถอดความ ถอดความโดย นาวาเอก ทองย้อย แสงสินชัย อ้างจาก ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนฯ ทั้ง 435 บท แต่ละบทประกอบด้วย บทโคลง, บทแปลคำศัพท์ , บทถอดความ 

 

ตัวอย่างคำสอนโคลงโลกนิติ

๏ ปลาร้าพันห่อด้วย            ใบคา
ใบก็เหม็นคาวปลา               คละคลุ้ง
คือคนหมู่ไปหา                   คบเพื่อน พาลนา
ได้แต่ร้ายร้ายฟุ้ง                 เฟื่องให้เสียพงศ์ 
              การคบคนชั่วหรือคนพาลย่อมนำมาซึ่งความมัวหมอง ตรงกับสำนวนคบพาลพาลพาไปหาผิด 

๏ ใบพ้อพันห่อหุ้ม                 กฤษณา
หอมระรวยรสพา                   เพริศด้วย
คือคนเสพเสน่หา                  นักปราชญ์
ความสุขซาบฤาม้วย             ดุจไม้กลิ่นหอม๚
              การคบคนดีย่อมนำซึ่งความสุขและชื่อเสียง ตรงกับสำนวนคบบัณฑิต บัณฑิตพาไปหาผล
 
๏ ผลเดื่อเมื่อสุกไซร้              มีพรรณ
ภายนอกแดงดูฉัน                  ชาดบ้าย
ภายในย่อมแมลงวัน              หนอนบ่อน
ดุจดังคนใจร้าย                      นอกนั้นดูงาม๚
               การคบการคบคนอย่ามองเพียงความงดงามภายนอก ตรงกับสำนวนรู้หน้าไม่รู้ใจ หรือ ข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง

๏ ขนุนสุกสล้างแห่ง                สาขา
ภายนอกเห็นหนามหนา           หนั่นแท้
ภายในย่อมรสา                       เอมโอช
สาธุชนนั้นแล้                          เลิศด้วยดวงใจ๚
               การคบให้มองที่ความงามภายในเหมือนกับขนุน ตรงกับสำนวนข้างนอกขรุขระข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง

๏ คนพาลผู้บาปแท้                   ทุรจิต
ไปสู่หาบัณทิต                          ค่ำเช้า
ฟังธรรมอยู่เนืองนิตย์                บ่ทราบ ใจนา
คือจวักตักเข้า                           ห่อนรู้รสแกง๚
               คนเลวที่แม้คบคนดี อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีก็ยังไม่สามารถปรับปรุงตัวได้เป็นเสมือนจวักตักแกงที่แม้จะอยู่ในหม้อแกงแต่ไม่อาจรู้รสของแกงได้ ตรงกับสำนวน สีซอให้ควายฟัง หรือตักน้ำรดหัวตอ

๏ หมูเห็นสีหราชท้า                    ชวนรบ
กูสี่ตีนกูพบ                                 ท่านไซร้
อย่ากลัวท่านอย่าหลบ               หลีกจาก กูนา
ท่านสี่ตีนอย่าได้                        วากเว้วางหนี๚
              ผู้ต่ำต้อยที่ไม่รู้จักประมาณตน อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อน ตรงกับสำนวนถ่มน้ำลายรดฟ้า
 
๏ สีหราชร้องว่าโอ้                      พาลหมู
ทรชาติครั้นเห็นกู                         เกลียดใกล้
ฤามึงใคร่รบดนู                            มึงมาศ เองนา
กูเกลียดมึงกูให้                            พ่ายแพ้ภัยตัว๚
              ผู้ใหญ่หรือผู้มีอำนาจที่วางเฉยไม่ลงมาต่อกรด้วย พฤติกรรมของราชสีห์ตรงกับสำนวน อย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ

ตัวอย่างการอ่านทำนองเสนาะ


 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : โคลงโลกนิติ
แบบฝึกหัดหลังเรียน : โคลงโลกนิติ