ลิลิตตะเลงพ่าย

 

ผู้นิพนธ์          สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

                          สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส  ทรงนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๓ 
ขณะรัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ  เวลานั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น  ทรงนิพนธ์ร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์  (พระองค์เจ้ากปิษฐาขัตติยกุมาร)

 

ความหมายของคำ  ตะเลงพ่าย

 

                          ตะเลง  :   มอญ    พ่าย  :   แพ้

                          ตะเลงพ่าย   :   มอญแพ้  แต่มอญในที่นี้หมายถึงพม่าด้วย  การที่ทรงเรียกพม่าว่าตะเลงหรือมอญ เพราะเมืองหลวงของพม่าในเวลานั้น  คือ  หงสาวดี  เคยเป็นเมืองหลวงของมอญมาก่อน  และอยู่ในดินแดนมอญ  กษัตริย์พม่าวงศ์ตองอู  ที่ยกกองทัพมารุกรานไทยมักมีพระนามตามประวัติศาสตร์ไทยว่า  พระเจ้าหงสาวดี  เช่น พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้  พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง  เป็นต้น  เมื่อพม่า                  ได้ครอบครองดินแดนและยึดเมืองหลวงของมอญเป็นเมืองหลวงของตน  พระเจ้าแผ่นดินพม่าจึงได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินมอญและทหารที่เกณฑ์มารบก็ย่อมมีทหารมอญปะปนอยู่ด้วย  ฉะนั้นการที่พระมหาอุปราชาโอรสของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงยกกองทัพมารุกรานไทย  และต้องพ่ายแพ้ถึงแก่สิ้นพระชนม์  จึงอาจกล่าวได้ว่า  ตะเลงพ่าย  หรือ มอญแพ้  ก็ได้

 

ลักษณะการแต่ง

                    ตะเลงพ่าย เป็นกวีนิพนธ์ประเภทลิลิตสุภาพ  ประกอบด้วยร่ายสุภาพ 
โคลงสองสุภาพ   โคลงสามสุภาพ  และโคลงสี่สุภาพ   สลับกันไป  คำสุดท้ายของคำประพันธ์บทหนึ่ง ๆ ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๑  ,  ๒  หรือ  ๓  คำใดคำหนึ่งของบทต่อไป
จนจบเรื่อง

 

เนื้อความสำคัญ

                    พรเจ้าหงสาวดีทรงปรารภจะมาตีเมืองไทย

                    ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง  ทรงทราบข่าวว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จสวรรคต  สมเด็จพระนเรศวรได้ครองราชย์สมบัติ  พระองค์จึงตรัสปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่ากรุงศรีอยุธยาผลัดเปลี่ยนกษัตริย์ สมเด็จพระนเรศวร และ พระเอกาทศรถ
พระพี่น้องทั้งสองอาจรบพุ่งชิงความเป็นใหญ่กันยังไม่รู้ผลประการใดควรส่งทัพไปเหยียบแดนไทยเป็นการเตือนสงครามเอาเปรียบไว้ก่อนถ้าเหตุการณ์เมืองไทยไม่ปกติสุข  ก็ให้โจมตีทันที  ขุนนางทั้งหลายก็เห็นชอบตามพระราชดำรินั้น  พระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสแก่พระมหาอุปราชาให้เตรียมทัพร่วมกับพระมหาราชเจ้านครเชียงใหม่เป็นทัพใหญ่  ๕  แสน  พระมหาอุปราชากราบทูลพระบิดาว่าโหรทายว่าชันษาของพระองค์ร้ายนัก  สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ตรัสว่า

                    ธก็ผะชดบัญชา   เจ้าอยุธยามีบุตร   ล้วนยงยุทธ์เชี่ยวชาญ   หาญหักศึกบมิย่อ   ต่อสู้ศึกบมิหย่อน  ไป่พักวอนว่าใช้ ให้ธหวงธห้าม  แม้นเจ้าคร้ามเคราะห์กาจ   จงอย่ายาตรยุทธนา   เอาพัสตราสตรี  สวมอินทรีสร่างเคราะห์

                    หมายถึง  พระมหาธรรมราชาไม่เสียแรงมีโอรสซึ่งล้วนแต่เชี่ยวชาญกล้าหาญในการศึก  มิเคยย่อท้อการสงคราม  ไม่เคยพักให้พระราชบิดาใช้เลย  ต้องห้ามเสียอีกและถ้ากลัวเคราะห์ร้ายนั้นอย่าไปรบเลยเอาผ้าสตรีมานุ่งเสียจะได้สิ้นเคราะห์ 
พระมหาอุปราชาได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็อับอายขุนนางทั้งปวงและหวาดกลัวพระราชอาญาของพระบิดายิ่งนัก  ก็ตรวจเตรียมรี้พลและมีพระราชกำหนดไปถึงเชียงใหม่ให้จัดทัพทั้ง  ๔  เหล่า  ยกมาหงสาวดี  นอกจากนี้ยังรับสั่งให้บรรดาหัวเมืองขึ้นทั้งมวลส่งทัพมาช่วยรบ  เมื่อทัพต่าง ๆ มาถึงหงสาวดีพร้อมกันแล้วก็เตรียมจัดทัพหลวงเพื่อจะไปในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น  เสร็จแล้วพระองค์เสด็จเข้าตำหนักด้วยพระทัยโศกเศร้า  จนหมดสง่าราศี

 

พระมหาอุปราชาลงพระสนม

                    พระมหาอุปราชารับสั่งลาเหล่าพระสนมเพื่อไปทำศึก  และตรัสปลอบพระสนมว่า  พระองค์จำใจจากไปขอจงอย่าให้นางโศกเศร้าคร่ำครวญเพราะพระองค์จะรีบกลับ  พอพระสนมได้ฟังรับสั่งดังนั้น  ต่างพากันร้องไห้รำพันและขอตามเสด็จด้วย  เป็นเหตุให้พระมหาอุปราชาเร่าร้อนพระทัยยิ่งนัก  และคิดว่าจะจัดพระบรมราชโองการของพระบิดา   แต่ด้วยความเกรงกลัวพระราชอาญา  จึงฝืนความโศกเศร้าตรัสห้ามพระสนมว่า  การเดินทางไปในป่าเขาเป็นการลำบากจะเป็นกังวล  จนทำให้พระองค์อาจรบพุ่งไม่ถนัด  กว่าพระมหาอุปราชาจะตรัสปลอบโยนและสั่งเสียพระสนมเสร็จก็เป็นเวลาใกล้รุ่งพอดี

 

พระเจ้าหงสาวดีพระราชทานพรและโอวาท

                    พระมหาอุปราชาเข้าเฝ้าพระเจ้าหงสาวดีเพื่อกราบทูลลาไปศึก  พระเจ้าหงสาวดีพระราชทานพรให้มีชัยชนะแก่กรุงศรีอยุธยา  และสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  แล้วพระราชทานโอวาท  ๘  ประการ  คือ

                                  ๑.      จงอย่ายินยล                        แต่ตื้น

                                          อย่าลองคะนองตน              ตามชอบ  ใจนา

                                  ๒.     จงแจ้งแห่งเหตุเบื้อง            โบราณ

                                          เป็นประโยชน์ยุทธการ        กล่าวไว้

                                  ๓.     เอาใจทหารหาญ                  เริงรื่น  อยู่นา

                                  ๔.     อย่าคะคนปนใกล้               เกลือกกลั้ว  ขลาดเขลา

                                  ๕.     หนึ่งรู้พยุหเศิกไซร้              สบสถาน

                                  ๖.      รู้เชิงพิชัยหาญ                     ชุมค่าย   ควรนา

                                  ๗.     หนึ่งรู้บำเหน็จให้                ขุนพล

                                  ๘.     อย่าหย่อนพิริยะยล              อย่างเกียจ

                    อย่าประมาท  รู้คดีโบราณ  รู้ปลุกใจทหาร  อย่าขลาด   รู้กระบวนทัพข้าศึก  รู้วิธีตั้งค่าย   รู้ปูนบำเหน็จทหาร   มีความเพียร

 

 

 

 

พระมหาอุปราชายกทัพ

                    พระมหาอุปราชาทรงรับพระพรและพระราโชวาทจากพระบิดาแล้วก็ทูลลา  เสด็จไปทรงพระคชาธาร  ชื่อ พัทธกอ  ทรงเคลื่อนทัพซึ่งมีรี้พล  ๕  แสน  พร้อมด้วยเหล่าช้าง  ม้า  พลเดินเท้า  พาหนะต่าง ๆ และเกวียน  และอาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ พอถึงประตูเมือง  ทัพผ่านโขลนทวาร  คือ  ประตูป่าที่จัดสร้างขึ้นเพื่อให้ทหารลอดผ่านรับประพรมน้ำมนต์จากพราหมณ์หรือพระภิกษุคู่หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนร้านสูงสองข้างประตูดังนี้

                    ด่วนเดินโดยโขลนทวาร  พวกพลหาญแห่หน้า   ล้วนทแกล้วทกล้า   กลาดกลุ้มเกลื่อนสถลมารคนา  

 

เส้นทางการเดินทัพของพระมหาอุปราชา

                    พระมหาอุปราชาทรงนำทัพผ่านป่าและเขามาอย่างช้า ๆ เดินทางเฉพาะแต่เวลาเช้าและเวลาเย็นพอแดดร้อนก็หยุดพัก  เพื่อให้รี้พล  ช้างม้า  ร่าเริงและกล้าหาญ  เมืองและตำบลต่าง ๆ ที่ทัพพระมหาอุปราชาผ่านมาเรียงตามลำดับ  ดังนี้

                    ๑.    หงสาวดี

                    ๒.   ด่านเจดีย์สามองค์   เริ่มเข้าเขตไทยและทรงรำพันถึงพระสนมและความสุขที่ได้รับจากนาง  ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี  จังหวัดกาญจนบุรี  ห่างจากตัวอำเภอประมาณ  ๒๕  กิโลเมตร  เป็นช่องทางติดต่อระหว่างมอญกับไทย  เจีดย์องค์หนึ่งอยู่ในเขตมอญ  อีกสององค์อยู่ในเขตไทย  เดิมคงเป็นเพียงก้อนหินรูปเจดีย์  เพิ่งสร้างเป็นเจดีย์จริงในรัชกาลที่  ๕  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  บางท่านว่าคงสร้างขึ้นแล้วแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

                    ๓.    ตำบลไทรโยค   รับสั่งให้ตั้งค่าย  ทรงปรึกษาแผนการที่จะเข้าตีเมืองกาญจนบุรี

                    ๔.    ลำน้ำกระเพิน  พระยาจิตตองคุมพลสร้างสะพานเรือกข้าม

                    ๕.   เมืองกาญจนบุรี   ประทับแรมหนึ่งคืน

                    ๖.    ตำบลตระพังตรุ   เขตจังหวัดกาญจนบุรี  ทรงตั้งทัพเป็นแบบดาวล้อมเดือน  ตรงชัยภูมินาคนาม

                    ๗.   ตำบลโคกเผาข้าว  เขตจังหวัดสุพรรณบุรี  ได้ปะทะกับทหารไทยเวลาประมาณ  ๗.๐๐  น.

 

พระมหาอุปราชาทรงรำพันถึงพระสนม

                    พอเสด็จยกทัพเข้าเขตไทยตรงด่านพระเจดีย์สามองค์  พระมหาอุปราชาผ่านภูมิประเทศป่าเขาอันสวยงาม   ทอดพระเนตรเห็นไม้และสัตว์ใดก็ทรงรำพันพาดพิงไปถึงพระสนม

                                   สลัดใดใดสลัดน้อง       แหนงนอน  ไพรฤๅ

                           เพราะเพื่อมาราญรอน           เศิกไสร้

                           สละสละสมร                       เสมอชื่อ  ไม้นา

                           นึกระกำนามไม้                    แม่นแม้นทรวงเรียม

                    เมื่อเห็นต้นสลัดไดเหมือนมีสิ่งใดมาพรากน้องไป  จนต้องมานอนคนเดียวกลางป่าเพื่อไปรบศึก  ต้นสละเหมือนสละนางมา  ต้นระกำเหมือนความระกำในอกของฉัน

                                   สายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง    ยามสาย

                           สายบ่หยุดเสน่ห์หาย             ห่างเศร้า

                           กี่คืนกี่วันวาย                        วางเทวษ   ราแม่

                           ถวิลทุกขวบค่ำเช้า                หยุดได้ฉันใด

                    ดอกสายหยุดพอสายยังหยุดส่งกลิ่นได้  แต่แม้ว่าจะสายสักเพียงใดความรักและความเศร้าหาคลายลงไม่  อีกกี่วันจะสิ้นความโศกเศร้าเสียที  ความทุกข์ทรมานจะหมดไปได้อย่างไร  ในเมื่อนึกถึงนางอยู่ทุกค่ำเช้า  การที่รำพันถึงพระสนมในขณะเดินทัพมีลักษณะคล้ายกับการคร่ำครวญตามขนบการแต่งนิราศนั่งคือเมื่อผ่านสถานที่ใดก็จะนำความเปรียบให้พ้องกับชื่อสถานที่ที่เดินทางผ่าน  เพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึก

 

 

พระมหาอุปราชาเดินทัพถึงไทรโยค

                    พระมหาอุปราชาเสด็จยาตราทัพมาถึงตำบลไทรโยค  รับสั่งให้ตั้งค่ายและตรัสปรึกษาถึงการเข้าตีเมืองกาญจนบุรี  แล้วเคลื่อนทัพไปตามแผนการ  ฝ่ายกองระวังด่านที่เจ้าเมืองกาญจนบุรีจัดไปสืบเหตุการณ์ในเขตมอญแลเห็นพม่าเดินเลาทางลำน้ำแม่กษัตริย์  ประกอบด้วยรี้พลมากมายแลเห็นฉัตร  ๕  ชั้น  ปักบนหลังช้าง  ก็ทราบว่าเป็นทัพพระมหาอุปราชายกมา  จึงรีบกลับมารายงานข่าวศึกแก่เจ้าเมืองกาญจนบุรี  เจ้าเมือง  ข้าราชการและราษฎรชาวกาญจนบุรี บังเกิดความกลัว  ขวัญหนีดีฝ่อเห็นสุดกำลังที่จะต่อสู้ทัพพม่าได้  ก็พากันหนีเข้าป่า  ลอบดูข้าศึก  ครั้นได้เห็นทัพหน้าของพม่าเคลื่อนมาทางลำน้ำกระเพิน  มีพระยาจิตตองเป็นแม่กอง  ทำสะพานเรือกไม้ไผ่ข้ามลำน้ำ  เจ้าเมืองกาญจนบุรีและกรมการเมืองทุกคนร่วมใจกันแต่งใบบอกให้ขุนแผนเป็นม้าเร็วนำไปรายงานสมุหนายกเสนาบดีฝ่ายมหาดไทย  เพื่อกราบบังคมทูลข่าวศึกแด่สมเด็จพระนเรศวร

                   

พระมหาอุปราชาเข้าเมืองกาญจนบุรี

                          กองทัพพม่ายกมาถึงเมืองกาญจนบุรี  เข้ายึดเมืองได้อย่างง่ายดายเพราะไม่มีทหารต่อสู้  เหลือแต่เมืองร้าง  กองสอดแนมพยายามจับตัวคนไทยเพื่อสอบถามเรื่องแต่ก็ไม่พบแม้แต่คนเดียว  พระมหาอุปราชาประทับแรมอยู่ในเมืองกาญจนบุรีด้วยความเร่าร้อนพระทัยถึงพระสนม

                                      

เกิดลางร้ายแก่พระมหาอุปราชาที่พนมทวน

                          พระมหาอุปราชาทรงเคลื่อนพลจากเมืองกาญจนบุรี  ถึงพนมทวนในเย็นวันนั้นเกิดลมเวรัมภาพัดฉัตรหัก  โหรแสร้งทำนายว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นถ้าเกิดในเวลาเช้าจะไมดี  แต่ที่เกิดในเวลาเย็นจะเป็นศุภนิมิตได้ชัยแก่ข้าศึก

                                              ลมชื่อเวรัมภา                   พัดคลุ้ม

                                              หวนหอบหักฉัตรา          คชขาด  ลงแฮ

                                              ...........................        .....................

                                              เหตุนี้ผิวเช้าชั่ว                 ฉุกเข็ญ

                                              เกิดเมื่อยามเย็นดี             ดอกไท้

 

 

พระมหาอุปราชาทรงครวญถึงพระบิดา

                          พระมหาอุปราชาไม่ทรงเชื่อคำทำนายของโหร  ทรงหวั่นพระทัยว่าจะต้องแพ้ข้าศึก  ทรงระลึกถึงพระบิดาว่าทรงมีพระคุณแก่พระองค์อย่างใหญ่หลวง  ถ้าหากพระองค์สิ้นพระชนม์ลง  พระบิดาจะต้องทรงโศกดูรยิ่ง  เพราะไม่มีใครช่วยทำสงครามกับไทย  แผ่นดินมอญ (พม่า) จะต้องพินาศลง

                                              อ้าจอมจักรพรรดิผู้           เพ็ญยศ

                                    แม้พระเสียเอารส                      แก่เสี้ยน

                                    จักเจ็บอุระระทด                        ทุกข์ใหญ่  หลวงนา

                                    ถนัดดั่งพาหาเหี้ยน                   หั่นกลิ้งไกลองค์

                                              ณรงค์นเรศวรด้าว            ดัสกร

                                    ใครจักอาจออกรอน                   รบสู้

                                    เสียดายแผ่นดินมอญ                พลัดมอด  ม้วยแฮ

                                    เหตุบ่มีมือผู้-                               อื่นต้านทานเข็ญ

                                              พระคุณตวงเพียบพื้น     ภูวดล

                                    เต็มตรลอดแหล่งบน                 บ่อนใต้

                                    พระเกิดพระก่อชนม์                ชุบชีพ   มานา

                                    เกรงบ่ทันลูกได้                          กลับเต้าตอบสนอง

                          ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นคุณธรรมของพระมหาอุปราชาในเรื่องความกตัญญูที่มีต่อพระบิดาของพระองค์

 

สมเด็จพระนเรศวรทรงปรารภเรื่องตีเขมร

                          สมเด็จพระนเรศวรทรงปรึกษาการศึกกับขุนนางเพื่อเตรียมทัพไปปราบเขมร  ซึ่งเป็นศัตรูที่คอยตีไทยซ้ำเมื่อไทยต้องทำสงครามกับพม่าพระองค์ทรงเกรงว่าพม่าอาจยกมาตีกรุงศรีอยุธยาในระหว่างที่พระองค์เสด็จไปรบเขมร  จึงทรงตั้งพระยาจักรีให้เป็นผู้รักษากรุงศรีอยุธยา  พระองค์ตรัสปลอบใจพระยาจักรีและรี้พลว่า  พม่าเพิ่งแพ้ไทยกลับไปเมื่อต้นปีคงไม่ยกมาภายในปีนั้น  ถ้าจะมาก็คงเป็นปีถัดไป

                                              เยียวพื้นภพแผ่นด้าว       ตกไถง

                                    ริพิบัติพูนภัย                               เพิ่มพ้อง

                                    สูกันนครใจ                                ครอเคร่า  กูเฮย

                                    กูจักพลันคืนป้อง                       ปกหล้าแหล่งสยาม

                                              สงครามพึ่งแผกแพ้         เสียที

                                    แตกเมื่อต้นปีไป                         ห่อนช้า

                                    บร้างกระลับมี                            มาขวบ   นี้เลย

                                    มีก็มีปีหน้า                                  แน่แท้กูทาย

สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการขั้นแรกเมื่อทรงทราบข่าวศึกพม่า

                          ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรทรงปรึกษาการศึกเขมรและเตรียมป้องกันกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น  ทรงได้ข่าวศึกพม่าจากเมืองกาญจนบุรีเป็นอันดับแรก  จึงตรัสว่าฝ่ายไทยเราเตรียม  ช้าง  ม้า  รี้พลไว้จะยกไปตีเมืองละแวก  บัดนี้ทัพหงสาวดียกมาชิงรบก่อน  ควรที่จะยกไปต่อสู้เพื่อชิงชัยชนะ  แล้วมีพระราชกำหนดออกไปให้พระอำมรินทลือชัย  เจ้าเมืองราชบุรีเกณฑ์พล  ๕๐๐  ไปตั้งซุ่มอยู่  ถ้าข้าศึกข้ามสะพานลำน้ำกระเพินแล้ว  ให้ตัดสะพานเรือกและเอาไปทำลายเสีย  เมื่อรับสั่งดังนั้นแล้ว  ไม่นานก็มีใบบอกจากเมืองสิงห์บุรี  สรรคบุรี  สุพรรณบุรี และวิเศษไชยชาญ  แจ้งข่าวศึกมาตามลำดับ

                          แล้ว  ธ  บรรหารตระบัด   ว่าเราจัดจตุรงค์   จะไปยงยอยุทธ์   ยังกัมพุชพารา  ศึกมอญมาชิงควัน   กันบให้ไปออก   บอกให้เต้าโดยตก   ควรจักยกไปยุทธ์   เป็นมหุสสวมหันต์   ปันเอาชัยชิงชื่น.....    ให้ระเห็จเข้าหั่น   บั่นเรือก ขาดเป็นทอน   ค่อนพวนขาดเป็นทุ่น   เถกิงการกรุ่งพลวกเผา.....

 

สมเด็จพระนเรศวร เตรียมทัพสู้ศึกพม่า

                    สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทรงปรึกษาการศึกกับขุนนางผู้ใหญ่ว่าจะออกไปรบนอกกรุงหรือตั้งรับอยู่ในกรุงดี  ขุนนางกราบทูลให้ออกไปรบนอกเมือง  เมื่อทรงสดับคำกราบทูลดังนั้นชอบพระทัยนัก  ตรัสว่าความคิดของขุนนางทั้งปวงต้องกับพระราชดำริของพระองค์   แล้วมีพระบรมราชโองการให้ทัพหัวเมืองตรี  จัตวา  หัวเมืองปักษ์ใต้  ๒๓  หัวเมือง  รวมพล  ๕  หมื่น เป็นทัพหน้า  ให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นแม่ทัพ  พระราชฤทธานนท์เป็นปลัดทัพ  ยกไปขัดตาทัพรับหน้าข้าศึกอยู่  ณ  ตำบลหนองสร่าย  ถ้าตีข้าศึกไม่แตกและต้านทานไม่ไหว  พระองค์จะเสด็จมาช่วยรบภายหลัง  แม่ทัพทั้งสองกราบบังคมลาไปตั้งค่ายตรงชัยภูมิสีหนาม  อยู่ที่หนองสร่ายตามพระราชบัญชา

                                              ปวงทัพปลูกค่ายสร้าง     กลางสมร

                                    ภูมิพยุหไกรสร                          ศึกตั้ง

                                    เสนาพลากร                               ต่างรื่น  เริงแฮ

                                    คอยจักยอยุทธ์ยั้ง                        อยู่ถ้าทางเข็ญ

                          ภูมิพยุหไกรสร  :   ทำเลที่ตั้งค่าย  ที่เรียกว่าสีหนาม  คือ  มีต้นไม้ใหญ่  ๓  ต้น  กับจอมปลวกใหญ่

                          หนองสร่าย  :   หนองสาหร่าย  ปัจจุบันอยู่ทางตะวันตกของอำเภอศรีประจันต์

 

เส้นทางการเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวร

                                    ๑.      กรุงศรีอยุธยา

                                    ๒.     ปากโมง    ทรงพระสุบินเป็นมงคลนิมิต

                                    ๓.     บ้านสระแก้ว

                                    ๔.     บ้านสระเหล้า

                                    ๕.     หนองสาหร่าย  ทรงตั้งค่ายรูปดอกบัว  ตรงชัยภูมิครุฑนาม

 

สมเด็จพระนเรศวรยกทัพ

                          กษณะนั้นนเรนทร์ไท้  ธ  ให้โหรหามหุติฤกษ์  ซึ่งจะเบิกพยุหบาตรา   จึ่งพระโหรา-ผู้รู้โศลก   หลวงญาณโยคโลกทีป   รีบคำนวณทำนาย    ถวายพยากรณ์แก่ไท้   ท้าวธได้จัตุรงคโชค    อาจปราบโลกลาญรงค์   เชิญบาทบงสุ์เสด็จคลา   จากอโยธยายามเช้า   เข้ารวิวารมหันต์   วันสิบเอ็ดขึ้นค่ำ   ย่ำรุ่งสองนาฬิกา    เศษสังขยาห้าบาท   ในบุษยมาสดฤษถี

                          สมเด็จพระนเรศวร  ตรัสให้โหรหาฤกษ์  พระโหราธิบดี  หลวงญาณโยคและหลวงโลกทีปคำนวณพระฤกษ์ถวายว่า  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จตุรงคโชคอาจปราบข้าศึกให้แพ้สงครามไป  ขอเชิญเสด็จยกทัพออกจากพระนคร ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนยี่  เวลา  ๘  นาฬิกา ๓๐ นาที

                          เมื่อได้มงคลฤกษ์ทรงเคลื่อนพยุหบาตรราเข้า  โขลนทวาร  พระสงฆ์ประพมน้ำพระพุทธมนต์แก่กองทัพเสด็จทางชลมารคไปประทับแรมอยู่ที่ตำบล ปากโมก

                                      

สมเด็จพระนเรศวรทรงพระสุบินเป็นศุภนิมิตครั้งแรก

                          เมื่อประทับที่ปากโมก  สมเด็จพระนเรศวรทรงปรึกษาศึกอยู่กับขุนนางผู้ใหญ่จนยามที่สามจึงเสด็จเข้าที่บรรทม  ครั้นเวลา  ๔  นาฬิกาพระองค์ทรงพระสุบินเป็นศุภนิมิต

                          เรื่องราวในพระสุบินของสมเด็จพระนเรศวรมีว่า  พระองค์ได้ทอดพระเนตรน้ำไหลบ่าท่วมป่าสูงทางทิศตะวันตก  เป็นแนวยาวสุดสายพระเนตร  ขณะพระองค์ทรงลุยกระแสน้ำอันเชี่ยวและกว้างใหญ่นั้นจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งโถมปะทะและจะกัดพระองค์  จึงเกิดต่อสู้กันขึ้น  พระองค์ทรงใช้พระแสงดาบฟันถูกจระเข้ตาย  ทันใดนั้นสายน้ำก็เหือดแห้งไป  พอตื่นบรรทม  สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้โหรทำนายพระสุบินนิมิตทันทีพระโหราธิบดีถวายพยากรณ์ว่า   พระสุบินครั้งนี้เกิดเพราะเทพสังหรณ์ให้ทราบเป็นนัย  น้ำซึ่งไหลท่วมป่าทางทิศตะวันตก  หมายถึงกองทัพพม่า  จระเข้คือพระมหาอุปราชา  การสงครามคราวนี้จะเป็นการใหญ่  ขนาดถึงได้กระทำยุทธหัตถีกัน  การที่พระองค์เอาชนะจระเข้ได้แสดงว่า  ศัตรูของพระองค์จะต้องสิ้นชีวิตลงด้วยพระแสงของ้าว และที่พระองค์ทรงลุยกระแสน้ำหมายความว่าพระองค์ตะลุยไล่บุกฝ่าไปในหมู่ข้าศึก  จนข้าศึกแตกพ่ายไป  ไม่อาจจะทานพระบรมเดชานุภาพได้

 

ศุภนิมิตบังเกิดแก่สมเด็จพระนเรศวรเป็นครั้งที่สอง

                          องค์อดิศวรสองกษัตริย์   คอยนฤขัตรพิชัย  บัดเดี๋ยวไททฤษฎี  พระศรีสารีริกบรมธาตุ  ไขโอภาสโศภิต   ช่วงชวลิตพ่างผล   ส้มเกลี้ยงกลมกุก่อง   ฟ่องฟ้าฝ่ายทักษิณ   ผินแวดวงตรงทัพ   นับคำรบสามครา   เป็นทักษิณาวรรตเวียน   ว่ายฉวัดเฉวียนอัมพร   ผ่านไปอุดรโดยด้าว  
ลางบพิตรโทท้าวท่านตั้งสดุดี  อยู่นา

                          พอใกล้ฤกษ์ยกทัพ  สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถ  เสด็จไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่งคอยพิชัยฤกษ์อยู่  ทันใดนั้น  พระองค์ทอดพระเนตรพระบรมสารีริกธาตุ  ส่องแสงเรืองงาม   ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยงลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้   หมุนเวียนรอบกองทัพเป็นทักษิณาวรรต  ๓  รอบ  แล้วลอยวนเวียน ไปทางทิศเหนือสมเด็จพระพี่น้องทั้งสองทรงปีติยินดีตื้นตันพระทัย 
ทรงสรรเสริญและนมัสการอธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุนั้นบันดาลให้พระองค์ชนะข้าศึก  และขอเชิญเป็นธงและเป็นฉัตรไปปกป้องเพื่อระงับความเดือดร้อน  นำแต่ความสะดวกสบายมาสู่กองทัพ

 

สมเด็จพระนเรศวรทรงเคลื่อนพลไปตั้งค่ายที่หนองสาหร่าย

                          จากตำบลปากโมก  สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างเจ้าพระยาไชยานุภาพ  สมเด็จพระเอกาทศรถทรงช้างเจ้าพระยาปราบไตรจักร  ทรงเคลื่อนพลไปตั้งค่ายหลวงอยู่ที่หนองสาหร่าย

                                      

พระมหาอุปราชาสั่งให้กองลาดตระเวนออกสืบข่าวและเคลื่อนทัพ

                          นายกองลาดตระเวนพม่า  สมิงอะคร้าน  สมองเปอ   สมิงซายม่วน  ได้ไปพบกองทัพไทยเข้า  จึงรีบไปกราบทูลให้พระมหาอุปราชาทราบว่า  ทัพไทยกำลังตั้งอยู่ริมหนองสาหร่าย  มีรี้พลประมาณ  ๑๗ – ๑๘  หมื่น  พระมหาอุปราชาเห็นว่าจะได้เปรียบไทยเพราะพม่ามีกำลังมากกว่าหลายเท่าจึงรับสั่งให้เตรียมพลให้เสร็จตั้งแต่  ๓  นาฬิกา  พอ  ๕  นาฬิกา  ก็ยกทัพไปตีไทยให้แตกแล้วเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา  ครั้นได้ฤกษ์พระมหาอุปราชาทรงช้างพระที่นั่งพัทธกอ  เสด็จเคลื่อนพลออกจากตำบลตระพังตรุ

 

 

ทัพหน้าไทยปะทะทัพหงสาวดี

                          กล้าต่อกล้าชิงบั่น   กลั่นต่อกลั่นชิงรอน   ศรต่อศรยิงยืน   ปืนต่อปืนยิงยัน  
กุทัณฑ์ต่างตอบโต้   โล่ต่อโล่ต่อตั้ง  ดั้งต่อดั้งต่อติด  เขนประชิดเขนสู้   ตาวคู่คู่ตาวต่อ   หอกหันร่อหอกรับ   ง้าวง่าจับง้าวประจัญ   ทวนผัดผันทวนทบ

                          พระยาศรีไสยณรงค์และพระราชฤทธานนท์  เมื่อได้รับพระบรมราชโองการให้ออกโจมตีข้าศึก  จึงจัดทัพเป็นแบบตรีเสนา  คือแบ่งเป็น  ๓  ทัพใหญ่  แต่ทัพแยกออกได้  ๓  กอง

                          ทัพไทยเคลื่อนออกจากตำบลหนองสาหร่าย  ถึงตำบลโคกเผาข้าว  เวลาประมาณ ๗ นาฬิกาได้ปะทะกับพม่า  ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้ด้วยอาวุธชนิดเดียวกันเป็นคู่ ๆ ด้วยความสามารถ

                          ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นภาพการรบอย่างชัดเจน  และมีการใช้กลบทในการแต่ง  ซึ่งเป็นกลบทที่เล่นสัมผัสอักษรเป็นสำคัญ

                                      

สมเด็จพระนเรศวรให้สืบข่าวการรบของทัพหน้า

                          ขณะที่พราหมณ์ผู้ทำพิธีและผู้ชำนาญไสยศาสตร์  ทำพิธีเบิกประตูป่าและพิธีละว้าเซ่นไก่  หลวงมหาวิชัยรับพระแสงดาบอาญาสิทธิ์  ไปทำพิธีตัดไม้ข่มนามตามไสยศาสตร์  สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงสดับเสียงปืนซึ่งไทยกับพม่ากำลังยิงต่อสู้กันอยู่  แต่เสียงนั้นอยู่ไกลฟังไม่ถนัด  จึงรับสั่งให้หมื่นทิพเสนารีบไปสืบข่าว

                          เบิกโขลนทวารโดยกระทรวง   ปวงละว้าเซ่นไก่   ไขว่สรวงพลีผีสาง   พลางธส่งแสงอาชญา   แด่หลวงมหาชัย     ใจทระนงองอาจ   ยาตรตัดไม้ข่มนาม

                          ละว้าเซ่นไก่    :    พิธีไสยศาสตร์บวงสรวงปีศาจด้วยไก่

                          ตัดไม้ข่มนาม  :    พิธีไสยศาสตร์  กระทำเพื่อให้มีชัยชนะต่อข้าศึก  โดยนำไม้ที่มีชื่อร่วมกับข้าศึกมาเข้าพิธี ร่วมกับรูปปั้นและชื่อข้าศึก  พอได้ฤกษ์  พระเจ้าแผ่นดินจะพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้แก่ผู้แทนพระองค์ไปฟันไม้รูปปั้นและชื่อข้าศึกนั้นแล้วรีบกลับมากราบทูลพระองค์ว่าตนได้ไปปราบศัตรูตามพระราชกระแสรับสั่งเรียบร้อยแล้ว

 

สมเด็จพระนเรศวรทรงบัญชาให้ทัพหน้าถอย

                          พอหมื่นทิพเสนาไปถึงทัพหน้าของไทย  ได้นำขุนหมื่นมาเฝ้าสมเด็จพระนเรศวร  ขุนหมื่นผู้นั้นกราบทูลว่า เมื่อเวลาประมาณ ๗ นาฬิกาได้ปะทะกับทัพพม่าที่ตำบลโคกเผาข้าว  ทัพไทยต้องถอยร่นอยู่ตลอดเวลา เพราะทัพพม่าคราวนี้รี้พลมากมายนัก  สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสปรึกษาแม่ทัพนายกองว่าควรคิดหาอุบายแก้ไขศึกอย่างไร  บรรดาแม่ทัพนายกองกราบทูลขอให้พระองค์ส่งทัพไปยันไว้  ให้ข้าศึกอ่อนกำลังลงก่อน  จึงเสด็จยกทัพหลวงออกต่อสู้ภายหลัง  สมเด็จพระนเรศวรตรัสตอบว่า  ทัพไทยกำลังแตกพ่ายอยู่ถ้าจะส่งทัพไปต้านทานอีกก็จะพลอยแตกออกเป็นครั้งที่ ๒  ควรที่ล่าถอยมาโดยไม่หยุดยั้ง  เพื่อลวงให้ข้าศึกหลงระเริงใจ  ยกติดตามโดยไม่เป็นขบวน  พอได้ทีก็ให้ยกกำลังส่วนใหญ่ออกโจมตี  ก็คงจะได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย  แม่ทัพนายกองเห็นชอบด้วยกับพระราชดำรินั้น  สมเด็จพระนเรศวรจึงสั่งให้หมื่นทิพเสนากับหมื่นราชมาตย์ไปแจ้งทัพหน้าของไทยให้ล่าถอยโดยเร็ว  ทัพหน้าจึงรีบถอยร่น  ทัพพม่าก็รุกไล่ตามจนเสียขบวน

 

ศุกนิมิตบังเกิดแก่สมเด็จพระนเรศวรเป็นครั้งที่  ๓

                                              บัดดลวลาหกชื้อ              ชระอับ  อยู่แฮ

                                    แห่งทิศพายัพยล                        เยือกฟ้า

                                    มลักแลกะลายกระลับ               ลิวล่ง   ไปเฮย

                                    เผยผ่องภาณุเมศจ้า                    แจ่มแจ้งแสงฉาน

                          ขณะสมเด็จพระนเรศวรประทับบนเกย  เพื่อรอพิชัยฤกษ์เคลื่อนทัพหลวง  ได้บังเกิดเมฆเยือกเย็นตั้งมืดอยู่ทางทิศพายัพ  แล้วก็กลับกลายแลดูโปร่งโล่งไป  เผยดวงตะวันให้ส่องสว่างจ้า

                          สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ ทรงเคลื่อนทัพตามเกล็ดนาคตามตำราพิชัยสงครามซึ่งกำหนดไว้ว่า  วันใดนาคหันหัวและหางไปทางทิศใดต้องไปตั้งทัพทางทิศหัวนาค  แล้วเคลื่อนไปทางทิศหางนาคคือไม่ให้ทวนเกล็ดนาค  ในไม่ช้าก็ปะทะกับข้าศึก  พอช้างพระที่นั่งทั้งสองได้ยินเสียงฆ้องกลองและปืนศึกก็เริ่มคึกคะนองด้วยกำลังตกมัน  ถลันเข้าไปในหมู่ข้าศึก  ควาญไม่สามารถคัดท้ายไว้อยู่แม่ทัพนายกองและไพร่พลตามเสด็จไม่ทัน  ผู้ที่โดยเสด็จด้วย  ก็มีแต่กลางช้าง  และควาญรวม  ๔  คน  สมเด็จพระพี่น้องทั้งสองได้ทอดพระเนตรข้าศึกมีจำนวนมากมาย 
ไม่เป็นทัพเป็นกอง  จึงไสช้างพระที่นั่งเข้าชนช้างข้าศึก  เหล่าข้าศึกพากันระดมยิงอาวุธมาดังห่าฝน  แต่ไม่ถูกช้างทรง  ทันใดนั้นก็บังเกิดควันตลบมืดในท้องฟ้าราวกับไม่มีแสงตะวันและไม่เห็นหน้าซึ่งกันและกัน

                                      

สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศแก่แทพเจ้า

                                              ภูวไนยผายโอษฐ์อื้น       โชยงการ

                                    แก่เทพทุกถิ่นสถาน                  ฉชั้น

                                    โสฬสพรหมพิมาน                   กมลาสน์  แลนา

                                    เชิญช่วยชุมโสตชั้น                  สดับถ้อยตูแถลง

                          สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศแก่เทวดาในสวรรค์  ๖  ชั้น  และพระพรหมซึ่งประทับบนแท่นดอกบัวในพรหมโลกทั้ง  ๑๖  ชั้น  ขอเชิญให้ทรงสดับพระราชดำรัสของพระองค์

                          การที่เทพเจ้าบันดาลให้มาประสูติสืบวงศ์กษัตริย์  ก็มุ่งหวังที่จะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา  เพื่อแสวงหาบุญกุศล

                                              ซึ่งแสร้งรังสฤษฎ์ให้       มาอุบัติ

                                    ในประยูรเศวตฉัตร                   สืบเชื้อ

                                    หวังผดุงบวรรัตน                      ตรัเยศ   ยืนนา

                                    ทำนุกพระศาสน์เกื้อ                 ก่อสร้างแสวงผล

                          เหตุใดไม่ทรงบันดาลให้ท้องฟ้าสว่าง  ปราศจากความมืด  เพื่อจะได้แลเห็นเหล่าข้าศึกในสนามรบให้ถนัดตา

                                              กลใดไป่ช่วยแผ้ว             นภา  ดลฤๅ

                                    ใสสรว่างธุมา                             มืดม้วย

                                    มลักเล็งเหล่าพาธา                    ทวยเศิก  สมรแฮ

                                    เห็นตระหนักเนตรด้วย            ดั่งนี้แหนงฉงาย

                          พอตรัสดังนั้นแล้ว  ก็บังเกิดพายุใหญ่ พัดปั่นป่วนในท้องฟ้า  สนามรบสว่างจ้าขึ้น  ทรงเร่งช้างพระที่นั่งสอดส่ายพระเนตรหาพระมหาอุปราชา ทรงแลไปทางด้านขวาได้เห็นนายทัพขี่ช้างเชือกหนึ่งมีฉัตรกั้น  ใต้ร่มไม้ข่อย  พล  ๔  เหล่าเรียงรายอยู่มากมาย  สมเด็จพระนเรศวรได้ทอดพระเนตรที่ทรงมั่นพระทัยว่าเป็นพระมหาอุปราชาจอมทัพพม่า  เพราะจัดทัพห้อมล้อมไว้มากผิดปกติ  ตั้งเครื่องสูงครบแลดูประหลาดใจ

 

สมเด็จพระนเรศวรตรัสชวนพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถี

                                              อ้าไท้ภูธเรศหล้า              แหล่งตะเลง  โลกฤๅ

                                    เผยพระยศยินเยง                       ย่านแกล้ว

                                    สิบทิศทั่วลือละเวง                    หวั่นเดช  ท่านนา

                                    ไป่เริ่มรอฤทธิ์แผ้ว                     เผือดกล้าแกลนหนี

                          สมเด็จพระนเรศวร  มีพระราชดำรัสอันไพเราะทักทาย  โดยมิได้แสดงความขุ่นเคืองพระทัยแม้แต่น้อย

                          ผู้ทรงความเป็นใหญ่แห่งประเทศมอญ  พระเกียรติคุณเป็นที่ครั่นคร้ามเกรงกลัว 
พระเดชานุภาพเลื่องลือหวาดหวั่นกันไปทั่วสิบทิศ  ไม่มีผู้ใดกล้าสู้ฤทธิ์  พากันหลบหนีสิ้น

                          พระเจ้าพี่ปกครองประเทศอันบริบูรณ์ยิ่ง  เป็นการไม่สมควรเลยที่พระเจ้าพี่ประทับอยู่ในร่มไม้เชิญเสด็จออกมากระทำยุทธหัตถีร่วมกันเพื่อแสดงเกียรติไว้ให้ปรากฏ  ต่อจากเราทั้งสองจะไม่มีอีกแล้ว

 

 

                                              พระพี่พระผู้ผ่าน             ภพอุต-    ดมเอย

                                    ไป่ชอบเชษฐ์ยืนหยุด                ร่มไม้

                                    เชิญราชร่วมคชยุทธ์                 เผยอเกียรติ   ไว้แฮ

                                    สืบกว่าสองเราไสร้                    สุดสิ้นฤๅมี

                          ด้วยการรบด้วยการชนช้างจะถึงที่สุดเพียงนี้  ต่อไปจะไม่ได้พบอีก  การที่กษัตริย์กระทำยุทธหัตถีกันก็คงมีแต่เราสองพี่น้อง  ชั่วฟ้าดินสลาย

                                              หัสดีรณเรศอ้าง                อวสาน  นี้นา

                                    นับอนาคตกาล                           ห่อนพ้อง

                                    ขัตติยายุทธ์บรรหาร                  คชคู่   กันแฮ

                                    คงแต่เผือพี่น้อง                         ตราบฟ้าดินกษัย

                          ขอทูลเชิญเทวดาและพรหมเสด็จมาประชุม  ที่นี้เพื่อทอดพระเนตรการชนช้างตัวต่อตัว  ผู้ใดเชี่ยวชาญกว่าขอทรงอวยพรส่งเสริมให้มีชัย

                                              ปวงไท้เทเวศทั้ง               พรหมาน

                                    เชิญประชุมในสถาน                ที่นี้

                                    ชมชื่นคชรำบาญ                       ตูต่อ   กันแฮ

                                    ใครเชี่ยวใครชาญชี้                   ชเยศอ้างอวยเฉลิม

 

สมเด็จพระนเรศวรทรงชนช้างกับพระมหาอุปราชา

                                              หัสดินปิ่นธเรศไท้           โททรง

                                    คือสมิทธิมาตงค์                        หนึ่งอ้าง

                                    หนึ่งคือคิริเมขล์มง                    คลอาสน์  มารเอย

                                    เศียรส่ายหงายงาคว้าง              ไขว่แคว้งแทงโถม

                          เมื่อสมเด็จพระนเรศวรตรัสพรรณนาดังนั้น  พระมหาอุปราชาได้ทรงสดับก็บังเกิด
ขัตติยมานะกล้าหาญขึ้นรีบไสช้างต่อสู้ทันทีที่ทรงนึกคิดดังนั้น

                          ช้างทรงของผู้เป็นใหญ่ทั้งสองพระองค์  เปรียบเหมือนช้างเอราวัณและช้างคิริเมขล์อันเป็นพาหนะมงคลของพระอินทร์และวสวัตดีมาร  ต่างส่ายศีรษะ  และหงายงาโถมแทงอยู่ขวักไขว่

                          สองกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่งามเลิศล้ำน่าชมยิ่งนัก  ประหนึ่งพระอินทร์และไพจิตราสูรทำสงครามกันหรือไม่ก็เหมือนกับพระรามรบกับทศกัณฐ์  กษัติรย์อื่นในทุกประเทศและทุกทิศไม่เสมอเหมือน

                                              งามสองสุริยราชล้ำ         เลอพิศ  นาพ่อ

                                    พ่างพัชรินทร์ไพจิตร                ศึกสร้าง

                                    ฤารามเริ่มรณฤทธิ์                     รบราพณ์  แลฤๅ

                                    ทุกเทศทุกทิศอ้าง                       อื่นไท้ไป่เทียม

 

พระมหาอุปราชาขาดคอช้าง

                                              เบื้องนั้นนฤนาถผู้           สยามินทร์

                                    เบี่ยงพระมาลาผิน                     ห่อนพ้อง

                                    ศัตราวุธอรินทร์                          ฤๅถูก   องค์เอย

                                    เพราะพระหัตถ์หากป้อง         ปัดด้วยขอทรง

                          ช้างทรงของสองกษัตริย์ต่อสู้กันอย่างทรหด  ตอนหนึ่งช้างเจ้าพระยาไชยานุภาพของสมเด็จพระนเรศวรโถมปะทะ  ไม่ทันตั้งหลักตั้งตัว  ช้างพัทธกอของพระมหาอุปราชาได้ล่าง  ใช้งาทั้งคู่ค้ำคาง  เจ้าพระยาไชยานุภาพแหงนขึ้นสูง  จึงได้ทีถนัด  พระมหาอุปราชาเห็นเป็นโอกาส จึงเงื้อพระแสงของ้าวจ้วงฟันอย่างแรงราวกับจักรหมุน  แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงพระมาลาพร้อมกับใช้พระแสงของ้าวปัดเสียทัน  อาวุธของข้าศึกจึงมิถูกพระองค์

                          ทันใดนั้นช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรเบนสะบัดลงล่างได้เข้าคลุกใช้งางัดคอช้างข้าศึกได้จนหงายเลยเสียท่าต้องถอยหลัง  เมื่อข้าศึกพลาดท่าในการรบเช่นนั้น  พระองค์จึงทรงเงื้อพระแสงของ้าวแสนพลพ่ายฟันลงไป พระบรมเดชานุภาพแสดงให้ปรากฏว่าพระองค์สามารถกำจัดศัตรูให้สิ้นไปจึงฟันถูกพระอังสาขาดค่อนไปทางขวา

                                              พลอยพล้ำเพลียกถ้าท่าน      ในรณ

                                    บัดราชฟาดแสงพล-                       พ่ายฟ้อน

                                    พระเดชพระแสดงดล                    เผด็จคู่  เข็ญแฮ

                                    ถนัดพระอังสาข้อน                        ขาดด้าวโดยขวา

                                              อุรารานร้าวแยก                     ยลสลบ

                                    เอนพระองค์ลงทบ                          ท่าวดิ้น

                                    เหนือคอคชซอนซบ                       สังเวช

                                    วายชิวาตม์สุดสิ้น                            สู่ฟ้าเสวยสวรรค์

                          พระอุระของพระมหาอุปราชาถูกฟันขาดเป็นรอยแยก  พระวรกายก็เอนฟุบอยู่บนคอช้างเป็นที่น่าสลดใจ  พระองค์สิ้นพระชนม์แล้วไปสถิตในแดนสวรรค์

 

พระเอกาทศรถทรงชนช้างกับมางจาชโร

                          ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  พระเอกาทศรถก็ทรงช้างเจ้าพระยาปราบไตรจักร  ชนกับช้างพัชเนียงของมางจาชโร  พอเจ้าพระยาปราบไตรจักรลงล่างได้ที  พระเอกาทศรถก็ทรงฟันมางจาชโร  พระพี่เลี้ยงของพระมหาอุปราชาสิ้นชีวิตร่างซบอยู่บนคอช้าง

 

ผู้ที่ตามเสด็จและเสียชีวิตในการทำยุทธหัตถี

                          เมื่อช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร  และพระเอกาทศรถ  ถลันเข้าไปในหมู่ข้าศึก 
มีผู้ตามเสด็จเพียง  ๔  คน  คือ

                          ๑.      เจ้ารามราฆพ   กลางช้าง   ของสมเด็จพระนเรศวร

                          ๒.     นายมหานุภาพ   ท้ายช้างของสมเด็จพระนเรศวร

                          ๓.     หมื่นภักดีศวร  กลางช้าง  ของพระเอกาทศรถ

                          ๔.     ขุนศรีคชคง  ท้ายช้าง  ของพระเอกาทศรถ

                          ผู้ที่ตามเสด็จรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระพี่น้องทั้งสองได้ถูกปืนข้าศึกเสียชีวิต ๒ นาย  คือนายมหานุภาพท้าย ช้างของสมเด็จพระนเรศวรและหมื่นภักดีศวร  กลางช้างของ
สมเด็จพระเอกาทศรถ

                          เมื่อสมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ ทรงกำจัดราชศัตรูทั้งสองจนถึงแก่ขาดคอช้างลงแล้ว  กองทัพไทยทั้งปวงจึงได้ตามเสด็จมาทัน  ต่างระดมกันโจมตีข้าศึก  ทหารไทยบุกเข้าที่ใดข้าศึกก็พ่ายไปทุกหนทุกแห่ง

 

เจ้าพระยาไชยานุภาพได้รับสถาปนาเป็นเจ้าพระยาปราบหงสาวดี

                          สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้แม่ทัพนายกองควบคุมรี้พล  ติดตามทำลายข้าศึกต่อไป  ส่วนพระองค์เสด็จกลับค่ายหลวง  แล้วทรงปูนบำเหน็จความชอบแก่ช้างพระที่นั่งเจ้าพระไชยา-
นุภาพ  พระราชทานนามใหม่ว่า  เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

 

สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้สร้างสถูปตรงพระศพพระมหาอุปราชา

                          สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้สร้างสถูปขึ้นตรงที่พระองค์ทรงทำลายพระชนม์ชีพ
พระมหาอุปราชาศัตรูคู่ต่อสู้  ณ  ตำบลตระพังตรุ  ไว้เป็นการเฉลิมพระเกียรติให้ปรากฏในโลก

                                              ราชาชเยศอื้น                         โองการ

                                    รังสฤษฎ์พระสถูปสถาน                ที่มล้าง

                                    ขุนเข็ญคู่รำบาญ                               สวมศพ   ไว้แฮ

                                    หนตระพังตรุสร้าง                         สืบหล้าแหล่งเฉลิม

สมเด็จพระนเรศวรทรงส่งข่าวไปกรุงหงสาวดี

                          พอการสงครามเสร็จสิ้นลง  สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้เจ้าเมืองมล่วนควาญของพระมหาอุปราชากลับไปแจ้งข่าวการแพ้สงครามและการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชาแก่พระเจ้ากรุงหงสาวดี  แล้วพระองค์ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

                                      

สมเด็จพระนเรศวรทรงปูนบำเหน็จนายทหารที่ตามเสด็จ

                          เจ้ารามราฆพ   กลางช้างของสมเด็จพระนเรศวร  และขุนศรีคลคงท้ายช้างของ
พระเอกาทศรถ ได้รับพระราชทานเครื่องใช้  เงิน  ทอง  และเชลยไว้รับใช้  ส่วนนายมหานุภาพและหมื่นภักดีศวร  ซึ่งต้องเสียชีวิตในการรบก็โปรดพระราชทานยศและทรัพย์สิ่งของลายสำรดแก่บุตรภรรยาเป็นการตอบแทนความชอบ  สมกับความจงรักภักดี  เพื่อสืบดำรงและส่งเสริมวงศ์ตระกูลให้รุ่งเรืองต่อไป  และทรงให้ทหารที่ตามเสด็จไม่ทันแก้ตัวด้วยการไปตีเมืองมะริดและทวายตามข้อขอร้องของพระวันรัตวัดป่าแก้ว  ที่เห็นว่าเป็นโอกาสที่ให้สมเด็จพระนเรศวรแสดงพระมหากรุณาธิคุณมากกว่าพระเดช  และในวันรุ่งขึ้นก็จะเป็นวันบัณรสี  (วันพระ)  ซึ่งไม่เป็นการดีที่จะสั่งโทษประหารแก่ทหารเหล่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

                                   

 

                         

                                   

ลิลิตตะเลงพ่าย

 

ผู้นิพนธ์          สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส

                          สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส  ทรงนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๓ 
ขณะรัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๓ ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนฯ  เวลานั้นสมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ยังทรงดำรงพระยศเป็นกรมหมื่น  ทรงนิพนธ์ร่วมกับพระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์  (พระองค์เจ้ากปิษฐาขัตติยกุมาร)

 

ความหมายของคำ  ตะเลงพ่าย

 

                          ตะเลง  :   มอญ    พ่าย  :   แพ้

                          ตะเลงพ่าย   :   มอญแพ้  แต่มอญในที่นี้หมายถึงพม่าด้วย  การที่ทรงเรียกพม่าว่าตะเลงหรือมอญ เพราะเมืองหลวงของพม่าในเวลานั้น  คือ  หงสาวดี  เคยเป็นเมืองหลวงของมอญมาก่อน  และอยู่ในดินแดนมอญ  กษัตริย์พม่าวงศ์ตองอู  ที่ยกกองทัพมารุกรานไทยมักมีพระนามตามประวัติศาสตร์ไทยว่า  พระเจ้าหงสาวดี  เช่น พระเจ้าหงสาวดีตะเบงชะเวตี้  พระเจ้าหงสาวดีบุเรงนอง  เป็นต้น  เมื่อพม่า                  ได้ครอบครองดินแดนและยึดเมืองหลวงของมอญเป็นเมืองหลวงของตน  พระเจ้าแผ่นดินพม่าจึงได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินมอญและทหารที่เกณฑ์มารบก็ย่อมมีทหารมอญปะปนอยู่ด้วย  ฉะนั้นการที่พระมหาอุปราชาโอรสของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงยกกองทัพมารุกรานไทย  และต้องพ่ายแพ้ถึงแก่สิ้นพระชนม์  จึงอาจกล่าวได้ว่า  ตะเลงพ่าย  หรือ มอญแพ้  ก็ได้

 

ลักษณะการแต่ง

                    ตะเลงพ่าย เป็นกวีนิพนธ์ประเภทลิลิตสุภาพ  ประกอบด้วยร่ายสุภาพ 
โคลงสองสุภาพ   โคลงสามสุภาพ  และโคลงสี่สุภาพ   สลับกันไป  คำสุดท้ายของคำประพันธ์บทหนึ่ง ๆ ส่งสัมผัสไปยังคำที่ ๑  ,  ๒  หรือ  ๓  คำใดคำหนึ่งของบทต่อไป
จนจบเรื่อง

 

เนื้อความสำคัญ

                    พรเจ้าหงสาวดีทรงปรารภจะมาตีเมืองไทย

                    ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง  ทรงทราบข่าวว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาเสด็จสวรรคต  สมเด็จพระนเรศวรได้ครองราชย์สมบัติ  พระองค์จึงตรัสปรึกษาขุนนางทั้งปวงว่ากรุงศรีอยุธยาผลัดเปลี่ยนกษัตริย์ สมเด็จพระนเรศวร และ พระเอกาทศรถ
พระพี่น้องทั้งสองอาจรบพุ่งชิงความเป็นใหญ่กันยังไม่รู้ผลประการใดควรส่งทัพไปเหยียบแดนไทยเป็นการเตือนสงครามเอาเปรียบไว้ก่อนถ้าเหตุการณ์เมืองไทยไม่ปกติสุข  ก็ให้โจมตีทันที  ขุนนางทั้งหลายก็เห็นชอบตามพระราชดำรินั้น  พระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสแก่พระมหาอุปราชาให้เตรียมทัพร่วมกับพระมหาราชเจ้านครเชียงใหม่เป็นทัพใหญ่  ๕  แสน  พระมหาอุปราชากราบทูลพระบิดาว่าโหรทายว่าชันษาของพระองค์ร้ายนัก  สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ตรัสว่า

                    ธก็ผะชดบัญชา   เจ้าอยุธยามีบุตร   ล้วนยงยุทธ์เชี่ยวชาญ   หาญหักศึกบมิย่อ   ต่อสู้ศึกบมิหย่อน  ไป่พักวอนว่าใช้ ให้ธหวงธห้าม  แม้นเจ้าคร้ามเคราะห์กาจ   จงอย่ายาตรยุทธนา   เอาพัสตราสตรี  สวมอินทรีสร่างเคราะห์

                    หมายถึง  พระมหาธรรมราชาไม่เสียแรงมีโอรสซึ่งล้วนแต่เชี่ยวชาญกล้าหาญในการศึก  มิเคยย่อท้อการสงคราม  ไม่เคยพักให้พระราชบิดาใช้เลย  ต้องห้ามเสียอีกและถ้ากลัวเคราะห์ร้ายนั้นอย่าไปรบเลยเอาผ้าสตรีมานุ่งเสียจะได้สิ้นเคราะห์ 
พระมหาอุปราชาได้ฟังรับสั่งดังนั้นก็อับอายขุนนางทั้งปวงและหวาดกลัวพระราชอาญาของพระบิดายิ่งนัก  ก็ตรวจเตรียมรี้พลและมีพระราชกำหนดไปถึงเชียงใหม่ให้จัดทัพทั้ง  ๔  เหล่า  ยกมาหงสาวดี  นอกจากนี้ยังรับสั่งให้บรรดาหัวเมืองขึ้นทั้งมวลส่งทัพมาช่วยรบ  เมื่อทัพต่าง ๆ มาถึงหงสาวดีพร้อมกันแล้วก็เตรียมจัดทัพหลวงเพื่อจะไปในเช้าตรู่วันรุ่งขึ้น  เสร็จแล้วพระองค์เสด็จเข้าตำหนักด้วยพระทัยโศกเศร้า  จนหมดสง่าราศี

 

พระมหาอุปราชาลงพระสนม

                    พระมหาอุปราชารับสั่งลาเหล่าพระสนมเพื่อไปทำศึก  และตรัสปลอบพระสนมว่า  พระองค์จำใจจากไปขอจงอย่าให้นางโศกเศร้าคร่ำครวญเพราะพระองค์จะรีบกลับ  พอพระสนมได้ฟังรับสั่งดังนั้น  ต่างพากันร้องไห้รำพันและขอตามเสด็จด้วย  เป็นเหตุให้พระมหาอุปราชาเร่าร้อนพระทัยยิ่งนัก  และคิดว่าจะจัดพระบรมราชโองการของพระบิดา   แต่ด้วยความเกรงกลัวพระราชอาญา  จึงฝืนความโศกเศร้าตรัสห้ามพระสนมว่า  การเดินทางไปในป่าเขาเป็นการลำบากจะเป็นกังวล  จนทำให้พระองค์อาจรบพุ่งไม่ถนัด  กว่าพระมหาอุปราชาจะตรัสปลอบโยนและสั่งเสียพระสนมเสร็จก็เป็นเวลาใกล้รุ่งพอดี

 

พระเจ้าหงสาวดีพระราชทานพรและโอวาท

                    พระมหาอุปราชาเข้าเฝ้าพระเจ้าหงสาวดีเพื่อกราบทูลลาไปศึก  พระเจ้าหงสาวดีพระราชทานพรให้มีชัยชนะแก่กรุงศรีอยุธยา  และสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ  แล้วพระราชทานโอวาท  ๘  ประการ  คือ

                                  ๑.      จงอย่ายินยล                        แต่ตื้น

                                          อย่าลองคะนองตน              ตามชอบ  ใจนา

                                  ๒.     จงแจ้งแห่งเหตุเบื้อง            โบราณ

                                          เป็นประโยชน์ยุทธการ        กล่าวไว้

                                  ๓.     เอาใจทหารหาญ                  เริงรื่น  อยู่นา

                                  ๔.     อย่าคะคนปนใกล้               เกลือกกลั้ว  ขลาดเขลา

                                  ๕.     หนึ่งรู้พยุหเศิกไซร้              สบสถาน

                                  ๖.      รู้เชิงพิชัยหาญ                     ชุมค่าย   ควรนา

                                  ๗.     หนึ่งรู้บำเหน็จให้                ขุนพล

                                  ๘.     อย่าหย่อนพิริยะยล              อย่างเกียจ

                    อย่าประมาท  รู้คดีโบราณ  รู้ปลุกใจทหาร  อย่าขลาด   รู้กระบวนทัพข้าศึก  รู้วิธีตั้งค่าย   รู้ปูนบำเหน็จทหาร   มีความเพียร

 

 

 

 

พระมหาอุปราชายกทัพ

                    พระมหาอุปราชาทรงรับพระพรและพระราโชวาทจากพระบิดาแล้วก็ทูลลา  เสด็จไปทรงพระคชาธาร  ชื่อ พัทธกอ  ทรงเคลื่อนทัพซึ่งมีรี้พล  ๕  แสน  พร้อมด้วยเหล่าช้าง  ม้า  พลเดินเท้า  พาหนะต่าง ๆ และเกวียน  และอาวุธยุทธภัณฑ์ต่าง ๆ พอถึงประตูเมือง  ทัพผ่านโขลนทวาร  คือ  ประตูป่าที่จัดสร้างขึ้นเพื่อให้ทหารลอดผ่านรับประพรมน้ำมนต์จากพราหมณ์หรือพระภิกษุคู่หนึ่งซึ่งนั่งอยู่บนร้านสูงสองข้างประตูดังนี้

                    ด่วนเดินโดยโขลนทวาร  พวกพลหาญแห่หน้า   ล้วนทแกล้วทกล้า   กลาดกลุ้มเกลื่อนสถลมารคนา  

 

เส้นทางการเดินทัพของพระมหาอุปราชา

                    พระมหาอุปราชาทรงนำทัพผ่านป่าและเขามาอย่างช้า ๆ เดินทางเฉพาะแต่เวลาเช้าและเวลาเย็นพอแดดร้อนก็หยุดพัก  เพื่อให้รี้พล  ช้างม้า  ร่าเริงและกล้าหาญ  เมืองและตำบลต่าง ๆ ที่ทัพพระมหาอุปราชาผ่านมาเรียงตามลำดับ  ดังนี้

                    ๑.    หงสาวดี

                    ๒.   ด่านเจดีย์สามองค์   เริ่มเข้าเขตไทยและทรงรำพันถึงพระสนมและความสุขที่ได้รับจากนาง  ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอสังขละบุรี  จังหวัดกาญจนบุรี  ห่างจากตัวอำเภอประมาณ  ๒๕  กิโลเมตร  เป็นช่องทางติดต่อระหว่างมอญกับไทย  เจีดย์องค์หนึ่งอยู่ในเขตมอญ  อีกสององค์อยู่ในเขตไทย  เดิมคงเป็นเพียงก้อนหินรูปเจดีย์  เพิ่งสร้างเป็นเจดีย์จริงในรัชกาลที่  ๕  แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  บางท่านว่าคงสร้างขึ้นแล้วแต่สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

                    ๓.    ตำบลไทรโยค   รับสั่งให้ตั้งค่าย  ทรงปรึกษาแผนการที่จะเข้าตีเมืองกาญจนบุรี

                    ๔.    ลำน้ำกระเพิน  พระยาจิตตองคุมพลสร้างสะพานเรือกข้าม

                    ๕.   เมืองกาญจนบุรี   ประทับแรมหนึ่งคืน

                    ๖.    ตำบลตระพังตรุ   เขตจังหวัดกาญจนบุรี  ทรงตั้งทัพเป็นแบบดาวล้อมเดือน  ตรงชัยภูมินาคนาม

                    ๗.   ตำบลโคกเผาข้าว  เขตจังหวัดสุพรรณบุรี  ได้ปะทะกับทหารไทยเวลาประมาณ  ๗.๐๐  น.

 

พระมหาอุปราชาทรงรำพันถึงพระสนม

                    พอเสด็จยกทัพเข้าเขตไทยตรงด่านพระเจดีย์สามองค์  พระมหาอุปราชาผ่านภูมิประเทศป่าเขาอันสวยงาม   ทอดพระเนตรเห็นไม้และสัตว์ใดก็ทรงรำพันพาดพิงไปถึงพระสนม

                                   สลัดใดใดสลัดน้อง       แหนงนอน  ไพรฤๅ

                           เพราะเพื่อมาราญรอน           เศิกไสร้

                           สละสละสมร                       เสมอชื่อ  ไม้นา

                           นึกระกำนามไม้                    แม่นแม้นทรวงเรียม

                    เมื่อเห็นต้นสลัดไดเหมือนมีสิ่งใดมาพรากน้องไป  จนต้องมานอนคนเดียวกลางป่าเพื่อไปรบศึก  ต้นสละเหมือนสละนางมา  ต้นระกำเหมือนความระกำในอกของฉัน

                                   สายหยุดหยุดกลิ่นฟุ้ง    ยามสาย

                           สายบ่หยุดเสน่ห์หาย             ห่างเศร้า

                           กี่คืนกี่วันวาย                        วางเทวษ   ราแม่

                           ถวิลทุกขวบค่ำเช้า                หยุดได้ฉันใด

                    ดอกสายหยุดพอสายยังหยุดส่งกลิ่นได้  แต่แม้ว่าจะสายสักเพียงใดความรักและความเศร้าหาคลายลงไม่  อีกกี่วันจะสิ้นความโศกเศร้าเสียที  ความทุกข์ทรมานจะหมดไปได้อย่างไร  ในเมื่อนึกถึงนางอยู่ทุกค่ำเช้า  การที่รำพันถึงพระสนมในขณะเดินทัพมีลักษณะคล้ายกับการคร่ำครวญตามขนบการแต่งนิราศนั่งคือเมื่อผ่านสถานที่ใดก็จะนำความเปรียบให้พ้องกับชื่อสถานที่ที่เดินทางผ่าน  เพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึก

 

 

พระมหาอุปราชาเดินทัพถึงไทรโยค

                    พระมหาอุปราชาเสด็จยาตราทัพมาถึงตำบลไทรโยค  รับสั่งให้ตั้งค่ายและตรัสปรึกษาถึงการเข้าตีเมืองกาญจนบุรี  แล้วเคลื่อนทัพไปตามแผนการ  ฝ่ายกองระวังด่านที่เจ้าเมืองกาญจนบุรีจัดไปสืบเหตุการณ์ในเขตมอญแลเห็นพม่าเดินเลาทางลำน้ำแม่กษัตริย์  ประกอบด้วยรี้พลมากมายแลเห็นฉัตร  ๕  ชั้น  ปักบนหลังช้าง  ก็ทราบว่าเป็นทัพพระมหาอุปราชายกมา  จึงรีบกลับมารายงานข่าวศึกแก่เจ้าเมืองกาญจนบุรี  เจ้าเมือง  ข้าราชการและราษฎรชาวกาญจนบุรี บังเกิดความกลัว  ขวัญหนีดีฝ่อเห็นสุดกำลังที่จะต่อสู้ทัพพม่าได้  ก็พากันหนีเข้าป่า  ลอบดูข้าศึก  ครั้นได้เห็นทัพหน้าของพม่าเคลื่อนมาทางลำน้ำกระเพิน  มีพระยาจิตตองเป็นแม่กอง  ทำสะพานเรือกไม้ไผ่ข้ามลำน้ำ  เจ้าเมืองกาญจนบุรีและกรมการเมืองทุกคนร่วมใจกันแต่งใบบอกให้ขุนแผนเป็นม้าเร็วนำไปรายงานสมุหนายกเสนาบดีฝ่ายมหาดไทย  เพื่อกราบบังคมทูลข่าวศึกแด่สมเด็จพระนเรศวร

                   

พระมหาอุปราชาเข้าเมืองกาญจนบุรี

                          กองทัพพม่ายกมาถึงเมืองกาญจนบุรี  เข้ายึดเมืองได้อย่างง่ายดายเพราะไม่มีทหารต่อสู้  เหลือแต่เมืองร้าง  กองสอดแนมพยายามจับตัวคนไทยเพื่อสอบถามเรื่องแต่ก็ไม่พบแม้แต่คนเดียว  พระมหาอุปราชาประทับแรมอยู่ในเมืองกาญจนบุรีด้วยความเร่าร้อนพระทัยถึงพระสนม

                                      

เกิดลางร้ายแก่พระมหาอุปราชาที่พนมทวน

                          พระมหาอุปราชาทรงเคลื่อนพลจากเมืองกาญจนบุรี  ถึงพนมทวนในเย็นวันนั้นเกิดลมเวรัมภาพัดฉัตรหัก  โหรแสร้งทำนายว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นถ้าเกิดในเวลาเช้าจะไมดี  แต่ที่เกิดในเวลาเย็นจะเป็นศุภนิมิตได้ชัยแก่ข้าศึก

                                              ลมชื่อเวรัมภา                   พัดคลุ้ม

                                              หวนหอบหักฉัตรา          คชขาด  ลงแฮ

                                              ...........................        .....................

                                              เหตุนี้ผิวเช้าชั่ว                 ฉุกเข็ญ

                                              เกิดเมื่อยามเย็นดี             ดอกไท้

 

 

พระมหาอุปราชาทรงครวญถึงพระบิดา

                          พระมหาอุปราชาไม่ทรงเชื่อคำทำนายของโหร  ทรงหวั่นพระทัยว่าจะต้องแพ้ข้าศึก  ทรงระลึกถึงพระบิดาว่าทรงมีพระคุณแก่พระองค์อย่างใหญ่หลวง  ถ้าหากพระองค์สิ้นพระชนม์ลง  พระบิดาจะต้องทรงโศกดูรยิ่ง  เพราะไม่มีใครช่วยทำสงครามกับไทย  แผ่นดินมอญ (พม่า) จะต้องพินาศลง

                                              อ้าจอมจักรพรรดิผู้           เพ็ญยศ

                                    แม้พระเสียเอารส                      แก่เสี้ยน

                                    จักเจ็บอุระระทด                        ทุกข์ใหญ่  หลวงนา

                                    ถนัดดั่งพาหาเหี้ยน                   หั่นกลิ้งไกลองค์

                                              ณรงค์นเรศวรด้าว            ดัสกร

                                    ใครจักอาจออกรอน                   รบสู้

                                    เสียดายแผ่นดินมอญ                พลัดมอด  ม้วยแฮ

                                    เหตุบ่มีมือผู้-                               อื่นต้านทานเข็ญ

                                              พระคุณตวงเพียบพื้น     ภูวดล

                                    เต็มตรลอดแหล่งบน                 บ่อนใต้

                                    พระเกิดพระก่อชนม์                ชุบชีพ   มานา

                                    เกรงบ่ทันลูกได้                          กลับเต้าตอบสนอง

                          ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นคุณธรรมของพระมหาอุปราชาในเรื่องความกตัญญูที่มีต่อพระบิดาของพระองค์

 

สมเด็จพระนเรศวรทรงปรารภเรื่องตีเขมร

                          สมเด็จพระนเรศวรทรงปรึกษาการศึกกับขุนนางเพื่อเตรียมทัพไปปราบเขมร  ซึ่งเป็นศัตรูที่คอยตีไทยซ้ำเมื่อไทยต้องทำสงครามกับพม่าพระองค์ทรงเกรงว่าพม่าอาจยกมาตีกรุงศรีอยุธยาในระหว่างที่พระองค์เสด็จไปรบเขมร  จึงทรงตั้งพระยาจักรีให้เป็นผู้รักษากรุงศรีอยุธยา  พระองค์ตรัสปลอบใจพระยาจักรีและรี้พลว่า  พม่าเพิ่งแพ้ไทยกลับไปเมื่อต้นปีคงไม่ยกมาภายในปีนั้น  ถ้าจะมาก็คงเป็นปีถัดไป

                                              เยียวพื้นภพแผ่นด้าว       ตกไถง

                                    ริพิบัติพูนภัย                               เพิ่มพ้อง

                                    สูกันนครใจ                                ครอเคร่า  กูเฮย

                                    กูจักพลันคืนป้อง                       ปกหล้าแหล่งสยาม

                                              สงครามพึ่งแผกแพ้         เสียที

                                    แตกเมื่อต้นปีไป                         ห่อนช้า

                                    บร้างกระลับมี                            มาขวบ   นี้เลย

                                    มีก็มีปีหน้า                                  แน่แท้กูทาย

สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการขั้นแรกเมื่อทรงทราบข่าวศึกพม่า

                          ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรทรงปรึกษาการศึกเขมรและเตรียมป้องกันกรุงศรีอยุธยาอยู่นั้น  ทรงได้ข่าวศึกพม่าจากเมืองกาญจนบุรีเป็นอันดับแรก  จึงตรัสว่าฝ่ายไทยเราเตรียม  ช้าง  ม้า  รี้พลไว้จะยกไปตีเมืองละแวก  บัดนี้ทัพหงสาวดียกมาชิงรบก่อน  ควรที่จะยกไปต่อสู้เพื่อชิงชัยชนะ  แล้วมีพระราชกำหนดออกไปให้พระอำมรินทลือชัย  เจ้าเมืองราชบุรีเกณฑ์พล  ๕๐๐  ไปตั้งซุ่มอยู่  ถ้าข้าศึกข้ามสะพานลำน้ำกระเพินแล้ว  ให้ตัดสะพานเรือกและเอาไปทำลายเสีย  เมื่อรับสั่งดังนั้นแล้ว  ไม่นานก็มีใบบอกจากเมืองสิงห์บุรี  สรรคบุรี  สุพรรณบุรี และวิเศษไชยชาญ  แจ้งข่าวศึกมาตามลำดับ

                          แล้ว  ธ  บรรหารตระบัด   ว่าเราจัดจตุรงค์   จะไปยงยอยุทธ์   ยังกัมพุชพารา  ศึกมอญมาชิงควัน   กันบให้ไปออก   บอกให้เต้าโดยตก   ควรจักยกไปยุทธ์   เป็นมหุสสวมหันต์   ปันเอาชัยชิงชื่น.....    ให้ระเห็จเข้าหั่น   บั่นเรือก ขาดเป็นทอน   ค่อนพวนขาดเป็นทุ่น   เถกิงการกรุ่งพลวกเผา.....

 

สมเด็จพระนเรศวร เตรียมทัพสู้ศึกพม่า

                    สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถทรงปรึกษาการศึกกับขุนนางผู้ใหญ่ว่าจะออกไปรบนอกกรุงหรือตั้งรับอยู่ในกรุงดี  ขุนนางกราบทูลให้ออกไปรบนอกเมือง  เมื่อทรงสดับคำกราบทูลดังนั้นชอบพระทัยนัก  ตรัสว่าความคิดของขุนนางทั้งปวงต้องกับพระราชดำริของพระองค์   แล้วมีพระบรมราชโองการให้ทัพหัวเมืองตรี  จัตวา  หัวเมืองปักษ์ใต้  ๒๓  หัวเมือง  รวมพล  ๕  หมื่น เป็นทัพหน้า  ให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นแม่ทัพ  พระราชฤทธานนท์เป็นปลัดทัพ  ยกไปขัดตาทัพรับหน้าข้าศึกอยู่  ณ  ตำบลหนองสร่าย  ถ้าตีข้าศึกไม่แตกและต้านทานไม่ไหว  พระองค์จะเสด็จมาช่วยรบภายหลัง  แม่ทัพทั้งสองกราบบังคมลาไปตั้งค่ายตรงชัยภูมิสีหนาม  อยู่ที่หนองสร่ายตามพระราชบัญชา

                                              ปวงทัพปลูกค่ายสร้าง     กลางสมร

                                    ภูมิพยุหไกรสร                          ศึกตั้ง

                                    เสนาพลากร                               ต่างรื่น  เริงแฮ

                                    คอยจักยอยุทธ์ยั้ง                        อยู่ถ้าทางเข็ญ

                          ภูมิพยุหไกรสร  :   ทำเลที่ตั้งค่าย  ที่เรียกว่าสีหนาม  คือ  มีต้นไม้ใหญ่  ๓  ต้น  กับจอมปลวกใหญ่

                          หนองสร่าย  :   หนองสาหร่าย  ปัจจุบันอยู่ทางตะวันตกของอำเภอศรีประจันต์

 

เส้นทางการเดินทัพของสมเด็จพระนเรศวร

                                    ๑.      กรุงศรีอยุธยา

                                    ๒.     ปากโมง    ทรงพระสุบินเป็นมงคลนิมิต

                                    ๓.     บ้านสระแก้ว

                                    ๔.     บ้านสระเหล้า

                                    ๕.     หนองสาหร่าย  ทรงตั้งค่ายรูปดอกบัว  ตรงชัยภูมิครุฑนาม

 

สมเด็จพระนเรศวรยกทัพ

                          กษณะนั้นนเรนทร์ไท้  ธ  ให้โหรหามหุติฤกษ์  ซึ่งจะเบิกพยุหบาตรา   จึ่งพระโหรา-ผู้รู้โศลก   หลวงญาณโยคโลกทีป   รีบคำนวณทำนาย    ถวายพยากรณ์แก่ไท้   ท้าวธได้จัตุรงคโชค    อาจปราบโลกลาญรงค์   เชิญบาทบงสุ์เสด็จคลา   จากอโยธยายามเช้า   เข้ารวิวารมหันต์   วันสิบเอ็ดขึ้นค่ำ   ย่ำรุ่งสองนาฬิกา    เศษสังขยาห้าบาท   ในบุษยมาสดฤษถี

                          สมเด็จพระนเรศวร  ตรัสให้โหรหาฤกษ์  พระโหราธิบดี  หลวงญาณโยคและหลวงโลกทีปคำนวณพระฤกษ์ถวายว่า  สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จตุรงคโชคอาจปราบข้าศึกให้แพ้สงครามไป  ขอเชิญเสด็จยกทัพออกจากพระนคร ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนยี่  เวลา  ๘  นาฬิกา ๓๐ นาที

                          เมื่อได้มงคลฤกษ์ทรงเคลื่อนพยุหบาตรราเข้า  โขลนทวาร  พระสงฆ์ประพมน้ำพระพุทธมนต์แก่กองทัพเสด็จทางชลมารคไปประทับแรมอยู่ที่ตำบล ปากโมก

                                      

สมเด็จพระนเรศวรทรงพระสุบินเป็นศุภนิมิตครั้งแรก

                          เมื่อประทับที่ปากโมก  สมเด็จพระนเรศวรทรงปรึกษาศึกอยู่กับขุนนางผู้ใหญ่จนยามที่สามจึงเสด็จเข้าที่บรรทม  ครั้นเวลา  ๔  นาฬิกาพระองค์ทรงพระสุบินเป็นศุภนิมิต

                          เรื่องราวในพระสุบินของสมเด็จพระนเรศวรมีว่า  พระองค์ได้ทอดพระเนตรน้ำไหลบ่าท่วมป่าสูงทางทิศตะวันตก  เป็นแนวยาวสุดสายพระเนตร  ขณะพระองค์ทรงลุยกระแสน้ำอันเชี่ยวและกว้างใหญ่นั้นจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่งโถมปะทะและจะกัดพระองค์  จึงเกิดต่อสู้กันขึ้น  พระองค์ทรงใช้พระแสงดาบฟันถูกจระเข้ตาย  ทันใดนั้นสายน้ำก็เหือดแห้งไป  พอตื่นบรรทม  สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้โหรทำนายพระสุบินนิมิตทันทีพระโหราธิบดีถวายพยากรณ์ว่า   พระสุบินครั้งนี้เกิดเพราะเทพสังหรณ์ให้ทราบเป็นนัย  น้ำซึ่งไหลท่วมป่าทางทิศตะวันตก  หมายถึงกองทัพพม่า  จระเข้คือพระมหาอุปราชา  การสงครามคราวนี้จะเป็นการใหญ่  ขนาดถึงได้กระทำยุทธหัตถีกัน  การที่พระองค์เอาชนะจระเข้ได้แสดงว่า  ศัตรูของพระองค์จะต้องสิ้นชีวิตลงด้วยพระแสงของ้าว และที่พระองค์ทรงลุยกระแสน้ำหมายความว่าพระองค์ตะลุยไล่บุกฝ่าไปในหมู่ข้าศึก  จนข้าศึกแตกพ่ายไป  ไม่อาจจะทานพระบรมเดชานุภาพได้

 

ศุภนิมิตบังเกิดแก่สมเด็จพระนเรศวรเป็นครั้งที่สอง

                          องค์อดิศวรสองกษัตริย์   คอยนฤขัตรพิชัย  บัดเดี๋ยวไททฤษฎี  พระศรีสารีริกบรมธาตุ  ไขโอภาสโศภิต   ช่วงชวลิตพ่างผล   ส้มเกลี้ยงกลมกุก่อง   ฟ่องฟ้าฝ่ายทักษิณ   ผินแวดวงตรงทัพ   นับคำรบสามครา   เป็นทักษิณาวรรตเวียน   ว่ายฉวัดเฉวียนอัมพร   ผ่านไปอุดรโดยด้าว  
ลางบพิตรโทท้าวท่านตั้งสดุดี  อยู่นา

                          พอใกล้ฤกษ์ยกทัพ  สมเด็จพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถ  เสด็จไปยังเกยทรงช้างพระที่นั่งคอยพิชัยฤกษ์อยู่  ทันใดนั้น  พระองค์ทอดพระเนตรพระบรมสารีริกธาตุ  ส่องแสงเรืองงาม   ขนาดเท่าผลส้มเกลี้ยงลอยมาในท้องฟ้าทางทิศใต้   หมุนเวียนรอบกองทัพเป็นทักษิณาวรรต  ๓  รอบ  แล้วลอยวนเวียน ไปทางทิศเหนือสมเด็จพระพี่น้องทั้งสองทรงปีติยินดีตื้นตันพระทัย 
ทรงสรรเสริญและนมัสการอธิษฐานให้พระบรมสารีริกธาตุนั้นบันดาลให้พระองค์ชนะข้าศึก  และขอเชิญเป็นธงและเป็นฉัตรไปปกป้องเพื่อระงับความเดือดร้อน  นำแต่ความสะดวกสบายมาสู่กองทัพ

 

สมเด็จพระนเรศวรทรงเคลื่อนพลไปตั้งค่ายที่หนองสาหร่าย

                          จากตำบลปากโมก  สมเด็จพระนเรศวรทรงช้างเจ้าพระยาไชยานุภาพ  สมเด็จพระเอกาทศรถทรงช้างเจ้าพระยาปราบไตรจักร  ทรงเคลื่อนพลไปตั้งค่ายหลวงอยู่ที่หนองสาหร่าย

                                      

พระมหาอุปราชาสั่งให้กองลาดตระเวนออกสืบข่าวและเคลื่อนทัพ

                          นายกองลาดตระเวนพม่า  สมิงอะคร้าน  สมองเปอ   สมิงซายม่วน  ได้ไปพบกองทัพไทยเข้า  จึงรีบไปกราบทูลให้พระมหาอุปราชาทราบว่า  ทัพไทยกำลังตั้งอยู่ริมหนองสาหร่าย  มีรี้พลประมาณ  ๑๗ – ๑๘  หมื่น  พระมหาอุปราชาเห็นว่าจะได้เปรียบไทยเพราะพม่ามีกำลังมากกว่าหลายเท่าจึงรับสั่งให้เตรียมพลให้เสร็จตั้งแต่  ๓  นาฬิกา  พอ  ๕  นาฬิกา  ก็ยกทัพไปตีไทยให้แตกแล้วเข้าล้อมกรุงศรีอยุธยา  ครั้นได้ฤกษ์พระมหาอุปราชาทรงช้างพระที่นั่งพัทธกอ  เสด็จเคลื่อนพลออกจากตำบลตระพังตรุ

 

 

ทัพหน้าไทยปะทะทัพหงสาวดี

                          กล้าต่อกล้าชิงบั่น   กลั่นต่อกลั่นชิงรอน   ศรต่อศรยิงยืน   ปืนต่อปืนยิงยัน  
กุทัณฑ์ต่างตอบโต้   โล่ต่อโล่ต่อตั้ง  ดั้งต่อดั้งต่อติด  เขนประชิดเขนสู้   ตาวคู่คู่ตาวต่อ   หอกหันร่อหอกรับ   ง้าวง่าจับง้าวประจัญ   ทวนผัดผันทวนทบ

                          พระยาศรีไสยณรงค์และพระราชฤทธานนท์  เมื่อได้รับพระบรมราชโองการให้ออกโจมตีข้าศึก  จึงจัดทัพเป็นแบบตรีเสนา  คือแบ่งเป็น  ๓  ทัพใหญ่  แต่ทัพแยกออกได้  ๓  กอง

                          ทัพไทยเคลื่อนออกจากตำบลหนองสาหร่าย  ถึงตำบลโคกเผาข้าว  เวลาประมาณ ๗ นาฬิกาได้ปะทะกับพม่า  ทั้งสองฝ่ายได้ต่อสู้ด้วยอาวุธชนิดเดียวกันเป็นคู่ ๆ ด้วยความสามารถ

                          ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นภาพการรบอย่างชัดเจน  และมีการใช้กลบทในการแต่ง  ซึ่งเป็นกลบทที่เล่นสัมผัสอักษรเป็นสำคัญ

                                      

สมเด็จพระนเรศวรให้สืบข่าวการรบของทัพหน้า

                          ขณะที่พราหมณ์ผู้ทำพิธีและผู้ชำนาญไสยศาสตร์  ทำพิธีเบิกประตูป่าและพิธีละว้าเซ่นไก่  หลวงมหาวิชัยรับพระแสงดาบอาญาสิทธิ์  ไปทำพิธีตัดไม้ข่มนามตามไสยศาสตร์  สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงสดับเสียงปืนซึ่งไทยกับพม่ากำลังยิงต่อสู้กันอยู่  แต่เสียงนั้นอยู่ไกลฟังไม่ถนัด  จึงรับสั่งให้หมื่นทิพเสนารีบไปสืบข่าว

                          เบิกโขลนทวารโดยกระทรวง   ปวงละว้าเซ่นไก่   ไขว่สรวงพลีผีสาง   พลางธส่งแสงอาชญา   แด่หลวงมหาชัย     ใจทระนงองอาจ   ยาตรตัดไม้ข่มนาม

                          ละว้าเซ่นไก่    :    พิธีไสยศาสตร์บวงสรวงปีศาจด้วยไก่

                          ตัดไม้ข่มนาม  :    พิธีไสยศาสตร์  กระทำเพื่อให้มีชัยชนะต่อข้าศึก  โดยนำไม้ที่มีชื่อร่วมกับข้าศึกมาเข้าพิธี ร่วมกับรูปปั้นและชื่อข้าศึก  พอได้ฤกษ์  พระเจ้าแผ่นดินจะพระราชทานพระแสงดาบอาญาสิทธิ์ให้แก่ผู้แทนพระองค์ไปฟันไม้รูปปั้นและชื่อข้าศึกนั้นแล้วรีบกลับมากราบทูลพระองค์ว่าตนได้ไปปราบศัตรูตามพระราชกระแสรับสั่งเรียบร้อยแล้ว

 

สมเด็จพระนเรศวรทรงบัญชาให้ทัพหน้าถอย

                          พอหมื่นทิพเสนาไปถึงทัพหน้าของไทย  ได้นำขุนหมื่นมาเฝ้าสมเด็จพระนเรศวร  ขุนหมื่นผู้นั้นกราบทูลว่า เมื่อเวลาประมาณ ๗ นาฬิกาได้ปะทะกับทัพพม่าที่ตำบลโคกเผาข้าว  ทัพไทยต้องถอยร่นอยู่ตลอดเวลา เพราะทัพพม่าคราวนี้รี้พลมากมายนัก  สมเด็จพระนเรศวรจึงตรัสปรึกษาแม่ทัพนายกองว่าควรคิดหาอุบายแก้ไขศึกอย่างไร  บรรดาแม่ทัพนายกองกราบทูลขอให้พระองค์ส่งทัพไปยันไว้  ให้ข้าศึกอ่อนกำลังลงก่อน  จึงเสด็จยกทัพหลวงออกต่อสู้ภายหลัง  สมเด็จพระนเรศวรตรัสตอบว่า  ทัพไทยกำลังแตกพ่ายอยู่ถ้าจะส่งทัพไปต้านทานอีกก็จะพลอยแตกออกเป็นครั้งที่ ๒  ควรที่ล่าถอยมาโดยไม่หยุดยั้ง  เพื่อลวงให้ข้าศึกหลงระเริงใจ  ยกติดตามโดยไม่เป็นขบวน  พอได้ทีก็ให้ยกกำลังส่วนใหญ่ออกโจมตี  ก็คงจะได้ชัยชนะอย่างง่ายดาย  แม่ทัพนายกองเห็นชอบด้วยกับพระราชดำรินั้น  สมเด็จพระนเรศวรจึงสั่งให้หมื่นทิพเสนากับหมื่นราชมาตย์ไปแจ้งทัพหน้าของไทยให้ล่าถอยโดยเร็ว  ทัพหน้าจึงรีบถอยร่น  ทัพพม่าก็รุกไล่ตามจนเสียขบวน

 

ศุกนิมิตบังเกิดแก่สมเด็จพระนเรศวรเป็นครั้งที่  ๓

                                              บัดดลวลาหกชื้อ              ชระอับ  อยู่แฮ

                                    แห่งทิศพายัพยล                        เยือกฟ้า

                                    มลักแลกะลายกระลับ               ลิวล่ง   ไปเฮย

                                    เผยผ่องภาณุเมศจ้า                    แจ่มแจ้งแสงฉาน

                          ขณะสมเด็จพระนเรศวรประทับบนเกย  เพื่อรอพิชัยฤกษ์เคลื่อนทัพหลวง  ได้บังเกิดเมฆเยือกเย็นตั้งมืดอยู่ทางทิศพายัพ  แล้วก็กลับกลายแลดูโปร่งโล่งไป  เผยดวงตะวันให้ส่องสว่างจ้า

                          สมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ ทรงเคลื่อนทัพตามเกล็ดนาคตามตำราพิชัยสงครามซึ่งกำหนดไว้ว่า  วันใดนาคหันหัวและหางไปทางทิศใดต้องไปตั้งทัพทางทิศหัวนาค  แล้วเคลื่อนไปทางทิศหางนาคคือไม่ให้ทวนเกล็ดนาค  ในไม่ช้าก็ปะทะกับข้าศึก  พอช้างพระที่นั่งทั้งสองได้ยินเสียงฆ้องกลองและปืนศึกก็เริ่มคึกคะนองด้วยกำลังตกมัน  ถลันเข้าไปในหมู่ข้าศึก  ควาญไม่สามารถคัดท้ายไว้อยู่แม่ทัพนายกองและไพร่พลตามเสด็จไม่ทัน  ผู้ที่โดยเสด็จด้วย  ก็มีแต่กลางช้าง  และควาญรวม  ๔  คน  สมเด็จพระพี่น้องทั้งสองได้ทอดพระเนตรข้าศึกมีจำนวนมากมาย 
ไม่เป็นทัพเป็นกอง  จึงไสช้างพระที่นั่งเข้าชนช้างข้าศึก  เหล่าข้าศึกพากันระดมยิงอาวุธมาดังห่าฝน  แต่ไม่ถูกช้างทรง  ทันใดนั้นก็บังเกิดควันตลบมืดในท้องฟ้าราวกับไม่มีแสงตะวันและไม่เห็นหน้าซึ่งกันและกัน

                                      

สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศแก่แทพเจ้า

                                              ภูวไนยผายโอษฐ์อื้น       โชยงการ

                                    แก่เทพทุกถิ่นสถาน                  ฉชั้น

                                    โสฬสพรหมพิมาน                   กมลาสน์  แลนา

                                    เชิญช่วยชุมโสตชั้น                  สดับถ้อยตูแถลง

                          สมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศแก่เทวดาในสวรรค์  ๖  ชั้น  และพระพรหมซึ่งประทับบนแท่นดอกบัวในพรหมโลกทั้ง  ๑๖  ชั้น  ขอเชิญให้ทรงสดับพระราชดำรัสของพระองค์

                          การที่เทพเจ้าบันดาลให้มาประสูติสืบวงศ์กษัตริย์  ก็มุ่งหวังที่จะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา  เพื่อแสวงหาบุญกุศล

                                              ซึ่งแสร้งรังสฤษฎ์ให้       มาอุบัติ

                                    ในประยูรเศวตฉัตร                   สืบเชื้อ

                                    หวังผดุงบวรรัตน                      ตรัเยศ   ยืนนา

                                    ทำนุกพระศาสน์เกื้อ                 ก่อสร้างแสวงผล

                          เหตุใดไม่ทรงบันดาลให้ท้องฟ้าสว่าง  ปราศจากความมืด  เพื่อจะได้แลเห็นเหล่าข้าศึกในสนามรบให้ถนัดตา

                                              กลใดไป่ช่วยแผ้ว             นภา  ดลฤๅ

                                    ใสสรว่างธุมา                             มืดม้วย

                                    มลักเล็งเหล่าพาธา                    ทวยเศิก  สมรแฮ

                                    เห็นตระหนักเนตรด้วย            ดั่งนี้แหนงฉงาย

                          พอตรัสดังนั้นแล้ว  ก็บังเกิดพายุใหญ่ พัดปั่นป่วนในท้องฟ้า  สนามรบสว่างจ้าขึ้น  ทรงเร่งช้างพระที่นั่งสอดส่ายพระเนตรหาพระมหาอุปราชา ทรงแลไปทางด้านขวาได้เห็นนายทัพขี่ช้างเชือกหนึ่งมีฉัตรกั้น  ใต้ร่มไม้ข่อย  พล  ๔  เหล่าเรียงรายอยู่มากมาย  สมเด็จพระนเรศวรได้ทอดพระเนตรที่ทรงมั่นพระทัยว่าเป็นพระมหาอุปราชาจอมทัพพม่า  เพราะจัดทัพห้อมล้อมไว้มากผิดปกติ  ตั้งเครื่องสูงครบแลดูประหลาดใจ

 

สมเด็จพระนเรศวรตรัสชวนพระมหาอุปราชากระทำยุทธหัตถี

                                              อ้าไท้ภูธเรศหล้า              แหล่งตะเลง  โลกฤๅ

                                    เผยพระยศยินเยง                       ย่านแกล้ว

                                    สิบทิศทั่วลือละเวง                    หวั่นเดช  ท่านนา

                                    ไป่เริ่มรอฤทธิ์แผ้ว                     เผือดกล้าแกลนหนี

                          สมเด็จพระนเรศวร  มีพระราชดำรัสอันไพเราะทักทาย  โดยมิได้แสดงความขุ่นเคืองพระทัยแม้แต่น้อย

                          ผู้ทรงความเป็นใหญ่แห่งประเทศมอญ  พระเกียรติคุณเป็นที่ครั่นคร้ามเกรงกลัว 
พระเดชานุภาพเลื่องลือหวาดหวั่นกันไปทั่วสิบทิศ  ไม่มีผู้ใดกล้าสู้ฤทธิ์  พากันหลบหนีสิ้น

                          พระเจ้าพี่ปกครองประเทศอันบริบูรณ์ยิ่ง  เป็นการไม่สมควรเลยที่พระเจ้าพี่ประทับอยู่ในร่มไม้เชิญเสด็จออกมากระทำยุทธหัตถีร่วมกันเพื่อแสดงเกียรติไว้ให้ปรากฏ  ต่อจากเราทั้งสองจะไม่มีอีกแล้ว

 

 

                                              พระพี่พระผู้ผ่าน             ภพอุต-    ดมเอย

                                    ไป่ชอบเชษฐ์ยืนหยุด                ร่มไม้

                                    เชิญราชร่วมคชยุทธ์                 เผยอเกียรติ   ไว้แฮ

                                    สืบกว่าสองเราไสร้                    สุดสิ้นฤๅมี

                          ด้วยการรบด้วยการชนช้างจะถึงที่สุดเพียงนี้  ต่อไปจะไม่ได้พบอีก  การที่กษัตริย์กระทำยุทธหัตถีกันก็คงมีแต่เราสองพี่น้อง  ชั่วฟ้าดินสลาย

                                              หัสดีรณเรศอ้าง                อวสาน  นี้นา

                                    นับอนาคตกาล                           ห่อนพ้อง

                                    ขัตติยายุทธ์บรรหาร                  คชคู่   กันแฮ

                                    คงแต่เผือพี่น้อง                         ตราบฟ้าดินกษัย

                          ขอทูลเชิญเทวดาและพรหมเสด็จมาประชุม  ที่นี้เพื่อทอดพระเนตรการชนช้างตัวต่อตัว  ผู้ใดเชี่ยวชาญกว่าขอทรงอวยพรส่งเสริมให้มีชัย

                                              ปวงไท้เทเวศทั้ง               พรหมาน

                                    เชิญประชุมในสถาน                ที่นี้

                                    ชมชื่นคชรำบาญ                       ตูต่อ   กันแฮ

                                    ใครเชี่ยวใครชาญชี้                   ชเยศอ้างอวยเฉลิม

 

สมเด็จพระนเรศวรทรงชนช้างกับพระมหาอุปราชา

                                              หัสดินปิ่นธเรศไท้           โททรง

                                    คือสมิทธิมาตงค์                        หนึ่งอ้าง

                                    หนึ่งคือคิริเมขล์มง                    คลอาสน์  มารเอย

                                    เศียรส่ายหงายงาคว้าง              ไขว่แคว้งแทงโถม

                          เมื่อสมเด็จพระนเรศวรตรัสพรรณนาดังนั้น  พระมหาอุปราชาได้ทรงสดับก็บังเกิด
ขัตติยมานะกล้าหาญขึ้นรีบไสช้างต่อสู้ทันทีที่ทรงนึกคิดดังนั้น

                          ช้างทรงของผู้เป็นใหญ่ทั้งสองพระองค์  เปรียบเหมือนช้างเอราวัณและช้างคิริเมขล์อันเป็นพาหนะมงคลของพระอินทร์และวสวัตดีมาร  ต่างส่ายศีรษะ  และหงายงาโถมแทงอยู่ขวักไขว่

                          สองกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่งามเลิศล้ำน่าชมยิ่งนัก  ประหนึ่งพระอินทร์และไพจิตราสูรทำสงครามกันหรือไม่ก็เหมือนกับพระรามรบกับทศกัณฐ์  กษัติรย์อื่นในทุกประเทศและทุกทิศไม่เสมอเหมือน

                                              งามสองสุริยราชล้ำ         เลอพิศ  นาพ่อ

                                    พ่างพัชรินทร์ไพจิตร                ศึกสร้าง

                                    ฤารามเริ่มรณฤทธิ์                     รบราพณ์  แลฤๅ

                                    ทุกเทศทุกทิศอ้าง                       อื่นไท้ไป่เทียม

 

พระมหาอุปราชาขาดคอช้าง

                                              เบื้องนั้นนฤนาถผู้           สยามินทร์

                                    เบี่ยงพระมาลาผิน                     ห่อนพ้อง

                                    ศัตราวุธอรินทร์                          ฤๅถูก   องค์เอย

                                    เพราะพระหัตถ์หากป้อง         ปัดด้วยขอทรง

                          ช้างทรงของสองกษัตริย์ต่อสู้กันอย่างทรหด  ตอนหนึ่งช้างเจ้าพระยาไชยานุภาพของสมเด็จพระนเรศวรโถมปะทะ  ไม่ทันตั้งหลักตั้งตัว  ช้างพัทธกอของพระมหาอุปราชาได้ล่าง  ใช้งาทั้งคู่ค้ำคาง  เจ้าพระยาไชยานุภาพแหงนขึ้นสูง  จึงได้ทีถนัด  พระมหาอุปราชาเห็นเป็นโอกาส จึงเงื้อพระแสงของ้าวจ้วงฟันอย่างแรงราวกับจักรหมุน  แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงพระมาลาพร้อมกับใช้พระแสงของ้าวปัดเสียทัน  อาวุธของข้าศึกจึงมิถูกพระองค์

                          ทันใดนั้นช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรเบนสะบัดลงล่างได้เข้าคลุกใช้งางัดคอช้างข้าศึกได้จนหงายเลยเสียท่าต้องถอยหลัง  เมื่อข้าศึกพลาดท่าในการรบเช่นนั้น  พระองค์จึงทรงเงื้อพระแสงของ้าวแสนพลพ่ายฟันลงไป พระบรมเดชานุภาพแสดงให้ปรากฏว่าพระองค์สามารถกำจัดศัตรูให้สิ้นไปจึงฟันถูกพระอังสาขาดค่อนไปทางขวา

                                              พลอยพล้ำเพลียกถ้าท่าน      ในรณ

                                    บัดราชฟาดแสงพล-                       พ่ายฟ้อน

                                    พระเดชพระแสดงดล                    เผด็จคู่  เข็ญแฮ

                                    ถนัดพระอังสาข้อน                        ขาดด้าวโดยขวา

                                              อุรารานร้าวแยก                     ยลสลบ

                                    เอนพระองค์ลงทบ                          ท่าวดิ้น

                                    เหนือคอคชซอนซบ                       สังเวช

                                    วายชิวาตม์สุดสิ้น                            สู่ฟ้าเสวยสวรรค์

                          พระอุระของพระมหาอุปราชาถูกฟันขาดเป็นรอยแยก  พระวรกายก็เอนฟุบอยู่บนคอช้างเป็นที่น่าสลดใจ  พระองค์สิ้นพระชนม์แล้วไปสถิตในแดนสวรรค์

 

พระเอกาทศรถทรงชนช้างกับมางจาชโร

                          ขณะที่สมเด็จพระนเรศวรทรงกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา  พระเอกาทศรถก็ทรงช้างเจ้าพระยาปราบไตรจักร  ชนกับช้างพัชเนียงของมางจาชโร  พอเจ้าพระยาปราบไตรจักรลงล่างได้ที  พระเอกาทศรถก็ทรงฟันมางจาชโร  พระพี่เลี้ยงของพระมหาอุปราชาสิ้นชีวิตร่างซบอยู่บนคอช้าง

 

ผู้ที่ตามเสด็จและเสียชีวิตในการทำยุทธหัตถี

                          เมื่อช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวร  และพระเอกาทศรถ  ถลันเข้าไปในหมู่ข้าศึก 
มีผู้ตามเสด็จเพียง  ๔  คน  คือ

                          ๑.      เจ้ารามราฆพ   กลางช้าง   ของสมเด็จพระนเรศวร

                          ๒.     นายมหานุภาพ   ท้ายช้างของสมเด็จพระนเรศวร

                          ๓.     หมื่นภักดีศวร  กลางช้าง  ของพระเอกาทศรถ

                          ๔.     ขุนศรีคชคง  ท้ายช้าง  ของพระเอกาทศรถ

                          ผู้ที่ตามเสด็จรับใช้ใกล้ชิดสมเด็จพระพี่น้องทั้งสองได้ถูกปืนข้าศึกเสียชีวิต ๒ นาย  คือนายมหานุภาพท้าย ช้างของสมเด็จพระนเรศวรและหมื่นภักดีศวร  กลางช้างของ
สมเด็จพระเอกาทศรถ

                          เมื่อสมเด็จพระนเรศวรและพระเอกาทศรถ ทรงกำจัดราชศัตรูทั้งสองจนถึงแก่ขาดคอช้างลงแล้ว  กองทัพไทยทั้งปวงจึงได้ตามเสด็จมาทัน  ต่างระดมกันโจมตีข้าศึก  ทหารไทยบุกเข้าที่ใดข้าศึกก็พ่ายไปทุกหนทุกแห่ง

 

เจ้าพระยาไชยานุภาพได้รับสถาปนาเป็นเจ้าพระยาปราบหงสาวดี

                          สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้แม่ทัพนายกองควบคุมรี้พล  ติดตามทำลายข้าศึกต่อไป  ส่วนพระองค์เสด็จกลับค่ายหลวง  แล้วทรงปูนบำเหน็จความชอบแก่ช้างพระที่นั่งเจ้าพระไชยา-
นุภาพ  พระราชทานนามใหม่ว่า  เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

 

สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้สร้างสถูปตรงพระศพพระมหาอุปราชา

                          สมเด็จพระนเรศวรรับสั่งให้สร้างสถูปขึ้นตรงที่พระองค์ทรงทำลายพระชนม์ชีพ
พระมหาอุปราชาศัตรูคู่ต่อสู้  ณ  ตำบลตระพังตรุ  ไว้เป็นการเฉลิมพระเกียรติให้ปรากฏในโลก

                                              ราชาชเยศอื้น                         โองการ

                                    รังสฤษฎ์พระสถูปสถาน                ที่มล้าง

                                    ขุนเข็ญคู่รำบาญ                               สวมศพ   ไว้แฮ

                                    หนตระพังตรุสร้าง                         สืบหล้าแหล่งเฉลิม

สมเด็จพระนเรศวรทรงส่งข่าวไปกรุงหงสาวดี

                          พอการสงครามเสร็จสิ้นลง  สมเด็จพระนเรศวรโปรดให้เจ้าเมืองมล่วนควาญของพระมหาอุปราชากลับไปแจ้งข่าวการแพ้สงครามและการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชาแก่พระเจ้ากรุงหงสาวดี  แล้วพระองค์ยกทัพกลับกรุงศรีอยุธยา

                                      

สมเด็จพระนเรศวรทรงปูนบำเหน็จนายทหารที่ตามเสด็จ

                          เจ้ารามราฆพ   กลางช้างของสมเด็จพระนเรศวร  และขุนศรีคลคงท้ายช้างของ
พระเอกาทศรถ ได้รับพระราชทานเครื่องใช้  เงิน  ทอง  และเชลยไว้รับใช้  ส่วนนายมหานุภาพและหมื่นภักดีศวร  ซึ่งต้องเสียชีวิตในการรบก็โปรดพระราชทานยศและทรัพย์สิ่งของลายสำรดแก่บุตรภรรยาเป็นการตอบแทนความชอบ  สมกับความจงรักภักดี  เพื่อสืบดำรงและส่งเสริมวงศ์ตระกูลให้รุ่งเรืองต่อไป  และทรงให้ทหารที่ตามเสด็จไม่ทันแก้ตัวด้วยการไปตีเมืองมะริดและทวายตามข้อขอร้องของพระวันรัตวัดป่าแก้ว  ที่เห็นว่าเป็นโอกาสที่ให้สมเด็จพระนเรศวรแสดงพระมหากรุณาธิคุณมากกว่าพระเดช  และในวันรุ่งขึ้นก็จะเป็นวันบัณรสี  (วันพระ)  ซึ่งไม่เป็นการดีที่จะสั่งโทษประหารแก่ทหารเหล่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

                                   

 

                         

                                   

 


แบบฝึกหัดก่อนเรียน : 
แบบฝึกหัดหลังเรียน :