การวางแผนดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว

 

   มาตรฐานการเรียนรู้

            พ 1.1    เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์

   ตัวชี้วัด

           พ 1.1 ม.4-6/2 วางแผนดูแลสุขภาพตามภาวะการเจริญเติบโตและพัฒนาการของตนเองและบุคคลในครอบครัว

         สาระการเรียนรู้

           

1. ความหมายของการวางแผนดูแลสุขภาพ

2. หลักการวางแผนดูแลสุขภาพ

3. วิธีการวางแผนดูแลสุขภาพของตนเองและครอบครัว

4. ประโยชน์ของการวางแผนและดูแลสุขภาพของตนเองและบุคคลในครอบครัว

 

1. ความหมายและความสำคัญของการวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัว ชุมชน และสังคม

               การวางแผนดูแลสุขภาพ หมายถึง การกำหนดแนวทางในการเลือกรูปแบบของการปฏิบัติ เพื่อการดูแลสุขภาพที่นำมาสู่สุขภาพที่นำมาสู่สุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม

               การวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัว หมายถึง การกำหนดแนวทางในการปฏิบัติเพื่อส่งผลให้บุคคลในครอบครัว เช่น พ่อ แม่ หรือสมาชิกในครอบครัวทุกคนมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม

               การวางแผนดูและสุขภาพของบุคคลในชุมชน หมายถึง กระบวนการคิดที่มีผลต่อการเลือกปฏิบัติที่ทุกคนในชุมชนต้องร่วมกันปฏิบัติเพื่อให้มีสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม

               การวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในสังคม หมายถึง กระบวนการในการวางแผนเพื่อให้ทุกคนในสังคมมีสุขภาวะที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม ซึ่งการที่บุคคลในสังคมจะมีสุขภาพที่สมบูรณ์ได้นั้น จำเป็นต้องเริ่มมาจากหน่วยที่เล็กที่สุด นั่นคือ การดูแลสุขภาพบุคคลและสมาชิกในครอบครัว จากนั้นจึงออกไปสู่ชุมชน และสังคม ซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวในที่สุดก็จะนำไปสู่การมีสุขภาพดีถ้วนหน้าได้

                จะเห็นได้ว่าการดูแลสุขภาพไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ล้วนแต่มีความสำคัญต่อกันทั้งสิ้น ดังนั้นการดูแลสุขภาพบุคคลในครอบครัว ชุมชน และสังคม จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งเพราะถือว่ามีส่วนช่วยพัฒนาคุณภาพของชีวิตมนุษย์ให้ดำรงอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตลอดไป โดยจะต้องมีการวางแผนดูแลสุขภาพที่เหมาะสม

 

2.แนวทางในการวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัว
                บุคคลในครอบครัวประกอบด้วยบุคคลที่มีความแตกต่างทั้งบทบาท หน้าที่ และช่วงวัย ดังนั้น การวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัวจึงต้องมีความแตกต่างกันออกไป เช่น ใน วัยเด็กเป็นวัยที่ยังไม่สามารถดูแลสุขภาพตนเองได้ พ่อแม่จึงมีส่วนสำคัญในการวางแผนดูแลสุขภาพให้กับเด็ก ในขณะที่ วัยผู้ใหญ่ สามารถที่จะวางแผนดูแลสุขภาพด้วยตนเองได้ อย่างไรก็ตามหากการวางแผนดังกล่าวขาดความสมบูรณ์และถูกต้องเหมาะสม อาจจะส่งผลให้ภาวะทางสุขภาพไม่บรรลุประสิทธิผลที่ตั้งไว้ ดังนั้น ผู้ที่จะวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัวควรให้ความสำคัญต่อเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนปฏิบัติดังกล่าว

                การวางแผนดูแลสุขภาพโดยทั่วไป ควรให้ความสำคัญกับเรื่องที่เกี่ยวข้องต่อไปนี้
  2.2.1 โภชนาการ
               ตามหลักโภชนาการ อาหารถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต หากเรารับประทานอาหารที่มีคุณค่าและมีปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตแต่หากเรารับประทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์ หรือรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายไม่ว่าจะมากหรือน้อยเกินไป อาจก่อให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น การเกิดโรคขาดสารอาหารเนื่องจากร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย หรือการเกิดโรคอ้วนจากการรับประทานอาหารมากเกิดความต้องการของร่างกาย ดังนั้น การรู้จักที่จะวางแผนดูแลในเรื่องของการรับประทานเพื่อให้ร่างกายเกิดความสมบูรณ์แข็งแรง จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ควรนำมาปฏิบัติในการเสริมสร้างดูแลสุขภาพของบุคคลให้มีภาวะที่เป็นปกติและมีสุขภาพดี
               การวางแผนการรับประทานอาหารให้ถูกต้องตามหลักโภชนาการมีหลักการและแนวทางปฏิบัติที่สำคัญ ดังนี้
            1. ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอาหารที่เหมาะสมกับบุคคลวัยต่าง ๆ ในครอบครัว เช่น อาหารที่เหมาะกับวัยเด็ก ควรจะเป็นอาหารในกลุ่มที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตและครบทั้ง 5 หมู่ เพราะวัยเด็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโต ส่วนในวัยผู้ใหญ่จะเน้นการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานและครบทั้ง 5 หมู่ และในวัยนี้แต่ละคนจะมีความต้องการอาหารแตกต่างกัน แล้วแต่ลักษณะการทำงานหรือกิจกรรมที่ต้องทำในแต่ละวัน ซึ่งจะส่งผลต่อปริมาณของอาหารที่ควรได้รับในแต่ละวันด้วย สำหรับในวัยผู้สูงอายุนอกจากการคำนึงในเรื่องการรับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่แล้ว ควรตะมีการปรับเปลี่ยนวิธีการปรุงอาหารให้เหมาะสมต่อการรับประทานอาหาร เช่น อาหารประเภทเนื้อสัตว์ควรเป็นเนื้อสัตว์แบบย่อยง่าย โดยเฉพาะเนื้อปลา นอกจากนี้ ควรลดอาหารประเภทแป้งและไขมันลง เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอ้วนในผู้สูงอายุได้
            2. ควรส่งเสริมสุขนิสัยในการรับประทานอาหารให้เกิดขึ้นกับบุคคลในครอบครัว เช่น รับประทานอาหารให้เป็นเวลา เลือกรับประทานอาหารที่ใหม่ สะอาด ไม่รับประทานอาหารที่สุก ๆ ดิบ ๆ รับประทานแต่พออิ่ม ไม่ควรรับประทานมากเกิดไปเพราะอาจก่อให้เกิดโรคอ้วน เป็นต้น
            3. หากบุคคลในครอบครัวมีโรคประจำตัว ผู้ที่มีหน้าที่ในการจักเตรียมอาหารควรต้องมีความระมัดระวังในการจัดเตรียม และตัวผู้ที่เป็นโรคเองก็ควรจะต้องระมัดระวังในการบริโภคอาหารที่มีผลกระทบต่อโรคด้วย เช่น ผู้ที่เป็นโรคไต ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม หรือผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง ควรลดอาหารหรือหลีกเลี่ยงอาหารที่ไขมันสูง เป็นต้น
 
 
  2.2.2 การออกกำลังกาย
               การออกกำลังกาย หากปฏิบัติอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอจะส่งผลให้อวัยวะทุกส่วนของ
ร่างกายแข็งแรงและทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งถือว่าส่งผลดีต่อสุขภาพ นอกจากนี้ การออกกำลังกายยังช่วยให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน รู้สึกผ่อนคลาย ทำให้มีสุขภาพจิตดีขึ้น ดังนั้น บุคลทุกกลุ่มอายุที่อยู่ในครอบครัวจึงควรออกกำลังกาย โดยอาจปฏิบัติร่วมกันหรือตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคลก็ได้

                หลักการวางแผนการออกกำลังกายโดยทั่วไปที่ผู้วางแผน ตลอดจนสมาชิกในครอบครัว ควรนำมาใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติ มีดังนี้
            1. ศึกษารูปแบบของกิจกรรมการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัย และเพศ รวมทั้งสภาพร่างกายของแต่ละคน เช่น การออกกำลังกายในวัยเด็กส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบของการเล่น ซึ่งจะช่วยในเรื่องของการฝึกทักษะทางกาย พัฒนาการทางอารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้แก่เด็ก ส่วนผู้ใหญ่เป็นวัยที่ร่างกายมีการพัฒนาเต็มที่แล้ว การออกกำลังกายมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพของร่างกาย และประสิทธิภาพในการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย กิจกรรมในออกกำลังกายอาจเลือกได้ตามความสนใจ แต่ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในเรื่องเพศ วัย และสภาพร่างกายของตนเองด้วย ส่วนผู้ใหญ่สูงอายุควรเลือกรูปแบบการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไป ไม่เคลื่อนไหวร่างกายที่รวดเร็วมากนัก ซึ่งกิจกรรมการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ การรำมวยจีน การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ การทำท่ากายบริหารง่าย ๆ เป็นต้น
            2. เตรียมอุปกรณ์และเครื่องใช้ในการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับชนิดของการออกกำลังกาย
            3. กำหนดโปรแกรมในการออกกำลังกายให้เหมาะสม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดควรออกกำลังกายครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที และสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 3 วัน
            4. ในกรณีที่มีโรคประจำตัว หรือมีปัญหาทางด้านสุขภาพอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการออกกำลังกาย
 
 
  2.2.3 การพักผ่อน
                การพักผ่อน นับเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อมนุษย์และมีความสำคัญต่อสุขภาพทั้งทางร่างกายและ ทางจิตใจ การพักผ่อนเป็นการช่วยให้ร่างกายได้ผ่อนคลายจากความเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า และช่วยเสริมเสร้างให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น และช่วยเสริมสร้างให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้รู้สึกสดชื่นอีกด้วย ลักษณะที่จัดว่าเป็นการพักผ่อน ได้แก่ 
            1. การนอนหลับ การนอนหลับเป็นการพักผ่อนที่ดีที่สุด เนื่องจากในขณะที่คนเรานอนหลับอวัยวะทุกระบบในร่างกายได้พักผ่อน ขณะเดียวกันร่างกายของคนเราก็จะทำการซ่อมแซมปรับปรุงเซลล์ต่าง ๆ ให้พร้อมที่จะปฏิบัติงานต่อไป หากนอนหลับอย่างเพียงพอเมื่อตื่นขึ้นมาจะรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า พร้อมที่จะปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ คนในแต่ละวัยมีความต้องการใช้เวลาในการนอนหลับแตกต่างกัน เช่น ทารกแรกเกิดต้องการเวลานอนวันละประมาณ 18-20 ชั่วโมง เด็กอายุ 1-4 ปี วันละประมาณ 11-12 ชั่วโมง เด็กอายุ 5-12 ปี วันละประมาณ 8-9 ชั่วโมง และผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป วันละประมาณ 9-10 ชั่วโมง นอกจากนี้ในช่วงวัยเด็กเริ่มเรียน 3-5 ปี ควรนอนหลับในเวลากลางวันเพิ่ม 2-3 ชั่วโมงด้วย
            2. กิจกรรมนันทนาการ เป็นกิจกรรมที่ทำในยามว่างนอกเหนือจากงานประจำ และเป็นกิจกรรมที่ทำด้วยความสมัครใจ เพื่อผ่อนคลายความตึงงเครียด สร้างความสนุกสนาน กิจกรรมนันทนาการมีมากมายหลายลักษณะ ซึ่งในการวางแผนเลือกกิจกรรมนันทนาการ ควรยึดหลักที่ว่า กิจกรรมเหล่านั้นต้องมีความเหมาะสมกับสุขภาพร่างกาย เพศ วัย ความสนใจ ความถนัด และความสามารถของตนเอง ไม่ขัดต่อศีลธรรมประเพณี วัฒนธรรมของสังคม และกฎหมาย นอกจากนี้ ควรเป็นกิจกรรมที่ไม่สร้างความรบกวนหรือก่อความรำคาญให้แก่บุคคลอื่น กิจกรรมที่จัดเป็นกิจกรรมนันทนาการ ได้แก่ กิจกรรมที่เกี่ยวกับงานฝีมือ งานประดิษฐ์ งานศิลปะต่างๆ การเล่นดนตรี ร้องเพลง หรือการเต้นรำ ในสถานที่มีความเหมาะสม เป็นต้น
 
 
               การวางแผนการตรวจสุขภาพและเสริมสร้างความต้านทานโรค
               โรคภัยไข้เจ็บ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับบุคคลทุกเพศทุกวัย หากปล่อยปละละเลย ไม่สนใจ
ดูแลสุขภาพของตนเองก็อาจจะทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย เป็นเหตุให้บุคคลอื่นในครอบครัวต้องเสียเงินและเวลามาดูแลรักษา นอกจากนี้ ภาวะของความเจ็บป่วยยังก่อให้เกิดความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตอีกด้วย และหากเกิดภาวะของการเจ็บป่วยด้วยโรคติดต่อก็อาจส่งผลให้สมาชิกคนอื่นในครอบครัวติดเชื้อและเจ็บป่วยไปด้วยก็ได้ ดังนั้น ทุกคนในครอบครัวจึงควรที่จะรู้จักป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากโรค โดยการสร้างสุขนิสัยที่ดีในการดำเนินชีวิตประจำวัน หลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อโรค และหมั่นสังเกตสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดกับตนเองและบุคคลในครอบครัว หากมีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา แต่ถึงแม้ว่าจะไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก็ควรที่จะป้องหันไว้ก่อน ด้วยวิธีการขอรับการตรวจสุขภาพว่ายังปกติอยู่หรือไม่


               การวางแผนการตรวจสุขภาพมีแนวทางปฏิบัติโดยทั่วไป ดังนี้
            1. การตรวจสุขภาพทั่วไป หลักเกณฑ์การตรวจสุขภาพทั่วไปจะแตกต่างกันไปตามกลุ่มอายุ เช่น เด็กทารก ควรได้รับการตรวจสุขภาพตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อตรวจการเจริญเติบโตและพัฒนาการและการให้ภูมิคุ้มกันโรคต่าง ๆ เด็กวัยเรียน ควรได้รับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง และตรวจสุขภาพฟันอย่างน้อย 4 เดือนต่อครั้ง รวมไปถึงการได้รับการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคตามที่กระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดไว้ ใน วัยผู้ใหญ่ ควรได้รับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อประเมินสมรรถภาพการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย ส่วนใน วัยผู้สูงอายุ ควรได้รับการตรวจร่างกายอย่างละเอียดและสม่ำเสมออย่างน้อย 6 เดือนต่อครั้ง เพื่อที่จะได้ค้นหาข้อบกพร่องทางด้านร่างกายต่าง ๆ นอกจากนี้ บุคคลโดยทั่วไปควรได้รับการตรวจสุขภาพในสถานการณ์อื่น ๆ เช่น ตรวจสุขภาพก่อนแต่งงาน หรือตรวจสุขภาพก่อนเข้าทำงาน เป็นต้น
            2. การตรวจสุขภาพเมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น นอกจากการตรวจสุขภาพทั่วไปที่กล่าวมาแล้วในครอบครัวทุกคนควรหมั่นดูแลและสังเกตสุขภาพของตนเองอยู่เสมอ หากพบความผิดปกติหรือมีอาการของการเจ็บป่วยเกิดขึ้นควรรีบไปพบแพทย์เพื่อที่จะได้ทำการรักษาอย่างทันท่วงที และยังเป็นการป้องกันการลุกลามของโรค เพราะการค้นพบความผิดปกติและอาการเกิดของโรคในระยะแรกแพทย์จะสามารถรักษาให้หายขาดได้ง่ายกว่าการค้นพบโรคเมื่อมีอาการมากแล้ว ตัวอย่างอาการผิดปกติที่แสดงออกมาและควรไปพบแพทย์ เช่น น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ปวดเสียดหน้าอกเป็นครั้งคราว เป็นต้น
 

 

3. แนวทางในการวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในชุมชน
                ชุมชน เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มคนและอยู่ร่วมกันในอาณาเขตพื้นที่โดยมีความผูกพันกันและมีวิถีชีวิต ระเบียบปฏิบัติที่คล้ายกัน การดูและสุขภาพของบุคคลในชุมชนเป็นเรื่องที่สำคัญมากเพราะชุมชนเป็นองค์กรที่อยู่ใกล้ตัวเรามากรองจากครอบครัว การที่บุคคลในชุมชนจะมีสุขภาพดีได้นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่ายในการสร้างแนวทางการปฏิบัติ การวางแผนดูแลสุขภาพเพื่อให้คนในชุมชนมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม

                การวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในชุมชนแบ่งแนวทางการปฏิบัติออกเป็น 2 ลักษณะ ประกอบด้วย การวางแผนดูแลสุขภาพทางจิตของบุคคลในชุมชน
  3.1 การวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในชุมชน
  การวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในชุมชน มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
            1. ควรจัดบริการทางสาธารณสุขให้แก่บุคคลในชุมชน ทั้งนี้ต้องอาศัยการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและตัวบุคคลในชุมชนเอง เช่น จัดให้มีศูนย์อนามัยชุมชน หรือศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน
            2. ควรส่งเสริมให้มีกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพในชุมชน เช่นการจัดกิจกรรมออกกำลังกาย การจัดโครงการอบรมเรื่องโรคต่าง ๆ หรือการซ้อมเตรียมความพร้อมเมื่อเกิดอัคคีภัยให้กับสมาชิกในชุมชน
            3. ควรจัดตั้งให้มีแกนนำในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมสุขภาพ เช่น จัดให้มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เพื่อประสานวานกับหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดทำโครงการสุขภาพ
            4. สมาชิกในชุมชนต้องร่วมมือร่วมใจในการรักษาสภาพแวดล้อมของชุมชน เพราะสภาพแวดล้อมในชุมชนถือเป็นปัจจัยหลักในการส่งเสริมสุขภาพให้บุคคลในชุมชนมีสุขภาพที่ดี โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมในชุมชนที่มีความสะอาด ไม่สกปรก ก็จะไม่เป็นแหล่งเพราะพันธุ์หรือแพร่พันธุ์โรคให้เกิดขึ้นกับบุคคลในชุมชน
            5. บุคคลในชุมชนต้องช่วยกันสอดส่องดูแลสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย หรือทรัพย์สินของบุคคลในชุมชน หากพบเห็นสิ่งใดผิดปกติให้รับแจ้งไปยังผู้นำชุมชน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นต้น
            6. บุคคลในชุมชนต้องตระหนักถึงความสำคัญของการดูและสุขภาพ และจะต้องมีทัศนคติที่ถูกต้องในเรื่องของสุขภาพ เมื่อบุคคลในชุมชนมีทัศนคติที่ถูกต้อง ก็จะส่งผลให้การดำเนินการสร้างเสริมสุขภาพของบุคคลในชุมชนทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนำมาซึ่งความมีสุขภาพที่ดีของคนในชุมชน
   

  3.2 การวางแผนดูแลสุขภาพทางจิตของบุคคลในชุมชน
               การวางแผนดูแลสุขภาพทางจิตของบุคคลในชุมชน มีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้ 
            1. ควรมีการจัดกิจกรรมร่วมกันภายในชุมชน เช่น การจัดการแข่งขันกีฬาภายในชุมชน หรือการจัดงานสังสรรค์เนื่องในวันสำคัญ เพื่อให้เกิดความสนุกสนาน ความสามัคคี และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชุมชน
            2. ควรจัดให้มีสถานที่พักผ่อนในชุมชน เช่น สวนสาธารณะ หรือสนามเด็กเล่นขึ้นในชุมชนเพื่อที่บุคคลในชุมชนจะได้มีสถานที่ผ่อนคลายความเครียดหลังจากการทำงาน หรือใช้เป็นสถานที่พบปะพูดคุยกันของคนในชุมชน
            3. ควรจัดให้มีการประเมินสุขภาพจิตและมีการอบรมเกี่ยวกับสุขภาพจิต ทั้งนี้ผู้นำชุมชนอาจต้องเป็นผู้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการ เช่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นักจิตวิทยา เป็นต้น
            4. ควรจัดให้มีสวัสดิการในเรื่องของรายได้ เช่น การจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ของชุมชน หรือจัดตั้งชมรมผลิตสินค้าของชุมชน โดยอาจชักชวนแม่บ้านที่ว่างจากงานในตอนกลางวันมาเป็นสมาชิกเพื่อร่วมกันผลิตสินค้าขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว และเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ จะได้ไม่เกิดความเครียด
            5. บุคคลที่อยู่รวมกันในชุมชนควรมีความตะหนักในเรื่องของการอยู่ร่วมกัน ทุกคนในชุมชนควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อสุขภาพจิตทั้งสิ้น ดังนั้น ทุกคนในชุมชนจึงควรร่วมมือกันช่วยเหลือและรักใคร่ปรองดองกัน เพื่อให้บุคคลในชุมชนทุกคนมีสุขภาพจิตที่ดี และมีความสุข
 

 

4. แนวทางในการวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในสังคม
                สังคม ในที่นี้หมายถึง กลุ่มชุมชนที่ตั้งอยู่ในขอบเขตพื้นที่หนึ่ง ๆ ที่เกิดจากการรวมตัวกันของหลาย ๆ ชุมชน โดยมีการปกครองและใช้กฎระเบียบร่วมกัน เมื่อสังคมเกิดจากการอยู่ร่วมกันของคนจำนวนมาก ความปลอดภัยก็จะส่งผลให้ตัวบุคคลมีความปลอดภัยเช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการสร้างความปลอดภัยในชุมชนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดูแลสุขภาพและความปลอดภัยให้แก่ตนเองและบุคคลอื่นในสังคม ดังนี้
  2.4.1 การวางแผนป้องกันอุบัติภัยในสังคม
                 อุบัติภัย นับได้ว่าเป็นภัยที่สำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาและความสูญเสียในสังคมได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความสูญเสียทางด้านทรัพย์สิน ความสูญเสียทางด้านร่างกาย อันได้แก่ การบากเจ็บ พิการ รวมไปถึงการเสียชีวิต ความสูญเสียที่กล่าวยังส่งผลกระทบต่อความเจริญก้าวหน้าทางสังคมและเศรษฐกิจ ดังนั้น การลดอัตราการเกิดอุบัติภัยในสังคม ถือว่าเป็นการดูแลสุขภาพของบุคคลในสังคมด้วย เพื่อป้องกันอุบัติภัยดังกล่าวนักเรียนควรต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับการวางแผนป้องกันอุบัติภัยในลักษณะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งประกอบด้วย การวางแผนป้องกันอุบัติภัยจากการจราจรในลักษณะต่าง ๆ และการวางแผนป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นในสาธารณสถาน
 
  1. การวางแผนป้องกันอุบัติภัยจากการจราจร อุบัติภัยจากการจราจรเป็นอุบัติภัยที่พบได้มากในสังคม ซึ่งอุบัติภัยดังกล่าวสามารถป้องกันได้ถ้าไม่ประมาท และมีการวางแผนที่ดี

แนวทางการวางแผนป้องกันอุบัติภัยจากการจราจรที่สำคัญ มีดังนี้
            1) การจราจรทางบก
                 - ศึกษาและปฏิบัติตามกฎจราจร เครื่องหมาย สัญญาณ ข้อบังคับการเดินรถต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด
                 - ก่อนใช้รถควรตรวจสภาพรถว่าปกติดีหรือไม่ และควรวางแผนก่อนการเดินทางทุกครั้ง
                 - เมื่อมีอาการที่คิดว่าจะไม่สามารถขับขี่รถได้ เช่น ไม่สบาย หรือมีอาการง่วงให้จอดรถเพื่อหยุดพัก แต่ไม่ควรจอดพักในสถานที่ที่เปลี่ยว ควรเลือกบริเวณที่มีผู้คน และไม่ควรติดเครื่องยนต์ไว้เพราะอาจเกิดอันตรายได้
                 - ในกรณีที่เป็นคนเดินถนน ให้เดินบนทางเท้า หรือไหล่ทาง ถ้าไม่มีทางเท้าให้เดินชิดขวามือ ข้ามถนนบริเวณทางข้าม หรือสะพานลอย และปฏิบัติตามกฎจราจร เครื่องหมาย สัญญาณ ต่าง ๆ อย่างเคร่งครัด
            2) การจราจรทางน้ำ
                 - ควรเตรียมตัวด้วยการไม่สวมเสื้อผ้าที่หนาและหนัก รองเท้าควรเป็นแบบส้นเตี้ย ไม่ลื่น ซึ่งทั้งหมดนี้ ควรเป็นแบบที่ถอดง่าย ไม่ยุ่งยาก
                 - เมื่อรู้ว่าต้องโดยสารเรือเป็นประจำควรฝึกว่ายน้ำให้เป็น หากว่ายน้ำไม่เป็นควรใส่เสื้อชูชีพขณะโดยสารเรือ 
                 - ขณะรอเรือไม่ควรยืนรอบนโป๊ะ ควรยืนรอบนฝั่งจะเป็นการปลอดภัยกว่า เพราะหากโป๊ะรับน้ำหนักมาก ๆ อาจเกิดการพลิกคว่ำได้
                 - ไม่เบียดหรือแย่งกันเมื่อจะขึ้นเหนือลงเรือ และควรให้เรือจอดเทียบท่าให้สนิทเสียก่อน หากเห็นว่าในเรือมีผู้โดยสารเต็มอยู่แล้วควรรอเรือลำหลัง
                 - เมื่อลงเรือแล้วให้หาที่นั่งโดยคำนึงถึงการทรงตัวของเรือเป็นหลัก ไม่ควรนั่งไปทางฟากใดฟากหนึ่งของเรือ ควรกระจายกันนั่งเพื่อให้เรืออยู่ในลักษณะสมดุล เมื่อได้ที่นั่งแล้วควรนั่งให้เรียบร้อย ไม่เดินไปมาหรือเปลี่ยนที่นั่งโดยไม่จำเป็น และไม่ควรยื่นส่วนหนึ่งส่วนใดออกนอกเรือเพราะอาจเกิดอันตรายได้
                 - หากเป็นผู้เดินเรือทางทะเล ควรรับฟังคำพยากรณ์เรื่องสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาก่อนที่จะเดินทาง ถ้ามีคำประกาศเตือนเรื่องพายุ และคลื่นลมต่าง ๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตรายควรเลื่อนการเดินทางนั้นไปก่อน
            3) การจราจรทางอากาศ
                 - เมื่อโดยสารเครื่องบินควรบินควรรัดเข็มขัดที่นั่งตลอดการบินโดยเฉพาะขณะที่เครื่องบินกำลังขึ้นหรือลงสู่สนามบินเพื่อป้องกันแรงกระแทกหรือแรงเหวี่ยง และต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่บนเครื่องบินอย่างเคร่งครัด
                 - งดใช้อุปกรณ์สื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิด เพราะคลื่นจากอุปกรณ์สื่อสารจะไปรบกวนระบบการทำงานของเครื่องบิน
   
  2.การวางแผนป้องกันอุบัติภัยในสาธารณสถาน
                อุบัติภัยในสาธารณสถาน หมายถึง อุบัติภัยที่เกิดขึ้นในสถานที่ที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าไปใช้บริการได้ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือสวนสาธารณะ เป็นต้น ซึ่งสาธารณสถานเหล่านี้ หากไม่มีการตรวจตราหรือวางแผนดูแลในเรื่องความปลอดภัยก็อาจก่อให้เกิดอุบัติภัยได้
  การวางแผนป้องกันอุบัติภัยจากสาธารณสถานมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้
                 - ศึกษาหาความรู้ในเรื่องอุบัติภัยต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในสาธารณสถานเพื่อที่จะทำ
ให้เรามีความระมัดระวังภัยอันตรายต่าง ๆ มากขึ้น
                 - ขณะที่อยู่ในสาธารณสถานควรต้องใช้ความระมัดระวังและหมั่นสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวว่ามีสิ่งใดผิดปกติหรือไม่
                 - พยายามหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น สายไฟที่วางอยู่อย่างไม่เรียบร้อยเพราะหากว่าสายไฟชำรุดอาจทำให้เกิดอันตรายได้
                 - หากพบเห็นสิ่งใดผิดปกติให้รีบแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบทันที เช่น เจ้าหน้าที่ ตำรวจ 
  2.4.2 การวางแผนป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงของบุคคลในสังคม
               พฤติกรรมเสี่ยง หมายถึง พฤติกรรมที่บุคคลปฏิบัติแล้วนำไปสู่การเกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของตนเองและผู้อื่น เป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การดื่มสุรา การสูบบุหรี่ ซึ่งพฤติกรรมเสี่ยงของบุคคลเหล่านี้ ล้วนแต่ส่งผลถึงสุขภาพของบุคคลอื่น ๆ ในสังคมด้วย เช่น การเมาสุราแล้วขับรถชนผู้อื่น หรือการทำร้ายผู้อื่นในการวางแผนป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงในสังคมจึงควรคำนึงในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสี่ยงของบุคคลในสังคม ต่อไปนี้
            1. การสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่นอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตนเองแล้ว ยังก่อให้เกิดอันตรายต่อบุคคลที่อยู่รอบตัวอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่คนอื่น ๆ ในสังคม เพราะในขณะที่บุคคลกำลังสูบบุหรี่ ควันบุหรี่ที่ถูกปล่อยออกมาประกอบไปด้วยสารต่าง ๆ ที่เป็นอันตราย ต่อร่างกาย เช่น สารนิโคติน ทาร์ และ หมอกควันที่เกิดจากการเผาไหม้ ซึ่งส่งผลให้บุคคลที่สูบบุหรี่หรือบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับผู้สูบมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคถุงลมโป่งพอง หรือโรคมะเร็งปอด ผลกระทบดังกล่าวทำให้ปัจจุบันมีการออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือบนรถโดยสารประจำทาง เพื่อเป็นการคุ้มครองและดูแลสุขภาพของบุคคลที่อยู่ร่วมกันในสังคม
            2. การงดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นอกจากจะส่งผลต่อสุขภาพของตัวผู้ดื่มเองแล้ว ยังส่งผลให้เกิดปัญหาในครอบครัว และเป็นสาเหตุที่สำคัญของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งสืบเนื่องมาจากการขับขี่ในขณะมึนเมา เป็นผลให้สังคมเกิดการสูญเสียทางด้านอื่น ๆ ตามมา ดังนั้น หากรู้ตัวว่าจะต้องขับขี่รถจึงควรดื่นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือถ้าเลิกดื่มได้ก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพ
            3. ไม่เสพสารเสพติด สารเสพติดทุกชนิดล้วนแล้วแต่มีอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตทั้งต่อตนเองและสังคม เช่น ก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ เป็นเหตุให้ประเทศชาติต้องเกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาล และบ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ ดังนั้นบุคคลทุกเพศทุกวัย จึงควรหลีกเลี่ยงไม่เสพสารเสพติดทุกชนิด และต้องช่วยกันสอดส่องดูแลให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการปราบปราม โดยการแจ้งข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับแหล่งผลิต ค้า จำหน่าย และแหล่งมั่วสุม เพื่อดำเนินการกฎหมาย
            4. พฤติกรรมทางเพศ การมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น การสำส่อนทางเพศจะทำให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ต่าง ๆ ได้ ซึ่งโรคที่เป็นปัญหาใหญ่ของสังคมปัจจุบันนี้ก็คือ โรคเอดส์ เพราะเป็นโรคที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ และยังพบสถิติของการแพร่ระบาดอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น เราจึงควรป้องกันโดยการมีพฤติกรรมทางเพศที่เหมาะสม คือ การมีคู่นอนเพียงคนเดียว ไม่มีเพศสัมพันธ์กับบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สมรส ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ และไม่มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันสมควร
            5. การดูแลรักษาสภาพแวดล้อม การดูแลรักษาสภาพแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ จะช่วยป้องกันการเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ได้ และยังเป็นการป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งเพาะพันธุ์หรือแพร่พันธุ์ของเชื้อโรคได้ ซึ่งทุกคนสามารถช่วยกันดูแลสภาพแวดล้อมในสังคมได้โดยการช่วยกันรักษาความสะอาดทิ้งขยะในที่รองรับ จัดสภาพบ้านหรือชุมชนของตนให้ถูกสุขาภิบาล เข้าร่วมกิจกรรมและปฏิบัติตามกิจกรรมพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่สังคมจัดขึ้น เพียงเท่านี้สังคมของเราก็จะเป็นสังคมที่มีสภาพแวดล้อมที่ดีและน่าอยู่อาศัย
 

 

5. ตัวอย่างโครงการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนและสังคม
                มีโครงการหลายโครงการที่ภาครัฐได้ผลักดันให้เกิดขึ้นในชุมชน เพื่อสร้างเสริมสุขภาพในชุมชนและสังคม โครงการดังกล่าว ได้แก่
  2.5.1 โครงการเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่
                 โครงการเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 9 โดยมีเป้าหมายเพื่อมุ่งสร้างความเข็มแข็งของชุมชน และเพื่อให้ประชาชนในชุมชนทุกคนมีสุขภาพดี นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นการพัฒนาสิ่งแวดล้อมของชุมชนด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมในทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งแกนนำที่สำคัญมีอยู่ 3 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคประชาชน ภาคเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น และภาคเจ้าหน้าที่ราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
                 ชุมชนที่น่าอยู่นั้นจะต้องเป็นชุมชนที่มีความปลอดภัย มีการจัดการด้านการสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมที่ดี มีสถานที่สำหรับพักผ่อน และออกกำลังกายสำหรับคนในชุมชน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเอื้อให้บุคคลในชุมชนและสังคมมีสุขภาพที่ดี แต่การที่จะทำให้โครงการเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่ ประสบความสำเร็จได้นั้น จะต้องกระตุ้นให้ประชาชนในชุมชนเกิดความตระหนักต่อปัญหาในชุมชน เพื่อที่จะได้หาแนวทางและวิธีการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสมร่วมกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นก้าวแรกที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการทำเมืองน่าอยู่ ชุมชนน่าอยู่อย่างยั้งยืนและถาวร
 
 
  2.5.2 โครงการจัดตั้งศูนย์สุขภาพชุมชน
                ศูนย์สุขภาพชุมชน เป็นจุดบริการด่านแรกที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีหน้าที่ให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การรักษา และการฟื้นฟูสมรรถภาพ เป็นจุดที่มีการดูแลสุขภาพให้แก่บุคคลในครอบครัว ชุมชน และสังคมอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวคิดแบบองค์รวม โดยมีระบบการส่งต่อและเชื่อมโยงกับโรงพยาบาลอย่างเหมาะสม รวมทั้งสามารถประสานกับองค์กรชุมชนในท้องถิ่นเพื่อพัฒนาความรู้ของประชาชนในการดูแลตนเองยามเจ็บป่วยได้ รวมถึงการส่งเสริมสุขภาพตนเองเพื่อให้บรรลุการมีสุขภาพที่ดี
                 การดำเนินโครงการ จะมีกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับชุมชน ได้แก่ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ ได้แก่ การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ รวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องและเหมาะสมกับการดำเนินชีวิต การทำงาน และการใช้เวลาว่าง การเพิ่มความสามารถของชุมชน เป็นการสร้างพลังและอำนาจให้กับชุมชนให้สามารถกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อพึ่งพาตนเองทางด้านสุขภาพได้ และการพัฒนาทักษะส่วนบุคคล เพื่อให้เกิดความรู้ และทักษะในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง โดยรูปแบบของกิจกรรมเหล่านี้จะแตกต่างกันไปตามแต่ละวัฒนธรรมและความเหมาะสมของชุมชน
                 
                  ผู้รับผิดชอบโครงการ : สำนักงานส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0-2965-9446
 
  2.5.3  โครงการขยับกายสบายชีวี
                 โครงการขยับกายสบายชีวี เป็นอีกหนึ่งโครงการที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้คนไทยในทุกชุมชนได้มีการออกกำลังกาย โดยที่รัฐบาลจะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ สนับสนุนได้มีการออกกำลังกาย โดยที่รัฐบาลจะร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ สนับสนุนให้เกิด ชมรมออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ ที่เป็นแกนหลักอย่างน้อยตำบล หรือเทศบาลละชมรมทั่วประเทศ เพื่อให้ชมรมดังกล่าวเป็นแกนประสานและส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมการออกกำลังมากขึ้น มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายและจิตใจ เช่น การลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือด โรคความดันเลือดสูง โรคเบาหวาน โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และโรคอื่น ๆ รวมทั้งป้องกันและลดปัญหาผู้ติดยาเสพติด เป็นต้น ตลอดจนการเสริมสร้างคุณภาพชีวิต
                 การดำเนินงานจะมีหน่วยงานทั้งจากภาครัฐและเอกชนเป็นผู้สนับสนุนให้ประชาชนมีการรวมตัวกันเป็นชมรมสร้างสุขภาพ โดยใช้แหล่งที่อยู่ของประชาชนเป็นจุดรวมกลุ่มรวมชมรม เช่น ในหมู่บ้านหรือชุมชน ในสถานที่ประกอบการ ในโรงเรียน เป็นต้น นอกจากนี้ ก็จะมีการสร้างผู้นำออกกำลังกายหรือแกนนำให้มีความสามารถในการออกกำลังกายอย่างถูกต้อง และมีความรู้เรื่องการสร้างสุขภาพอื่น ๆ เช่น จัดให้มีเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ เป็นต้น การออกกำลังกายควรมีการประยุกต์ภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เข้ากับรูปแบบการออกกำลังกาย เมื่อการดำเนินงานประสบผลสำเร็จเกิดเป็นความยั่งยืน จนเป็นวิถีชีวิตที่จะต้องมีการออกกำลังกายเป็นประจำแล้ว คนในชุมชนก็จะมีสุขภาพที่แข็งแรงถาวรและยั่งยืน
                 ผู้รับผิดชอบโครงการ : กองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0-2590-4582-94

 
  2.5.4 โครงการชมรมสร้างสุขภาพ
                 โครงการชมรมสร้างสุขภาพ เป็นโครงการที่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนในชุมชนที่มีความสนใจ ในกิจกรรมเหมือน ๆ กันมารวมกลุ่มกัน แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นชมรมสร้างสุขภาพ โดยในแต่ละชุมชนอาจมีหลายชมรมขึ้นอยู่กับความสนใจในกิจกรรมนั้น ๆ ชมรมสร้างสุขภาพจัดตั้งขึ้นเพื่อให้ประชาชนรวมกลุ่มกันจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพสำหรับตนเอง ครอบครัว และชุมชนอย่างต่อเนื่องและเกื้อกูลกัน มีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการสร้างสุขภาพของภาคประชาชน ภาคเอกชน และภาครัฐ เป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ของสมาชิก และจัดกิจกรรมด้านสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย การสาธิต การทำอาหารเพื่อสุขภาพ การตรวจสุขภาพให้กับสมาชิกรวมไปถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารความรู้ด้านสุขภาพระหว่างสมาชิกในชมรมและชมรมอื่น ๆ 
                 การดำเนินงานของชมรมจะแบ่งเป็น 3 ระดับ คือระดับที่ 1 ชมรมจะจัดกิจกรรมสร้างสุขภาพให้แก่สมาชิก ได้แก่ การจัดกิจกรรมการออกกำลังกาย การจัดกิจกรรมเสริมสร้างทักษะด้านสุขภาพเรื่องการบริโภคอาหารที่สะอาดปลอดภัยและได้คุณค่า ระดับที่ 2 จัดกิจกรรม เหมือนในระดับที่ 1 แต่เพิ่มกิจกรรมเสริมสร้างทักษะเรื่องอารมณ์ อนามัยชุมชน และอโรคยา และระดับที่ 3 จัดกิจกรรมเหมือนในระดับที่ 1 และที่ 2 แต่เพิ่มกิจกรรมการวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพของสมาชิกชมรม วางแผนการจัดกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพของชมรม ประเมินผลสุขภาพของสมาชิกในชมรม และมีการแลกเปลี่ยนข่าวสารและดำเนินงานร่วมกับชมรมอื่น หากชมรมทำได้ทั้ง 3 ระดับนี้ ก็จะทำให้สมาชิกในชมรมและชุมชนมีสุขภาพกายและจิตที่แข็งแรง และเกิดการสร้างสุขภาพที่ยั่งยืนได้
                 ผู้รับผิดชอบโครงการ : กองสุขศึกษา กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข อาคาร 4 ชั้น 5 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000 โทรศัพท์ 0-2590-1614

6. หน่วยงานที่ให้คำปรึกษาในการวางแผนดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัว ชุมชน และสังคม

                ปัจจุบันมีหน่วยงานที่อยู่ในสังกัดทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน ที่สามารถให้คำปรึกษาในเรื่องของการวางแผนและดูแลสุขภาพทั้งส่วนบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคม ดังนี้ 
1. โรงพยาบาลในชุมชนใกล้บ้าน   ปัจจุบันโรงพยาบาลในชุมชนทั้งที่สังกัดภาครัฐบาลและภาคเอกชนส่วนใหญ่ได้มีนโยบายการเป็น โรงพยาบาลสร้างเสริมสุขภาพ โดยจะมุ่งเน้นเรื่องการให้ประชาชนในชุมชนมีการดูแลสุขภาพของตนเองไม่ให้เจ็บป่วยมากกว่าการเน้นไปที่การรักษา ซึ่งสามารถขอรับคำปรึกษาได้โดยตรงที่ฝ่ายส่งเสริมสุขภาพภายในโรงพยาบาล
                  2. ศูนย์บริการสาธารณสุขใกล้บ้าน เป็นหน่วยงานที่มีทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด โดยในกรุงเทพฯ จะสังกัดสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครส่วนในพื้นที่ต่างจังหวัดจะสังกัดส่วนเทศบาลจังหวัด มีความสำคัญในเรื่องการรักษาและดูแลสุขภาพของบุคคลในครอบครัวและชุมชนอีกหน่วยงานหนึ่ง ภายในศูนย์อนามัยชุมชนและศูนย์บริการสาธารณสุขจะมีนักวิชาการสาธารณสุขเป็นผู้ดูแลและให้คำปรึกษา
                  3. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่มีหน้าที่ให้บริการด้านสุขภาพแก่ชุมชนในจังหวัด โดยสามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่นักวิชาการสาธารณสุขประจำจังหวัด 

แบบฝึกหัดก่อนเรียน : การสร้างเสริมสุขภาพฯ (Pre-Test)
แบบฝึกหัดหลังเรียน : แบบทดสอบหลังเรียนเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพ (Post-Test)